คทาสุริยัน

ตอนที่ 94 — เงาแห่งอดีตที่ตามหลอกหลอน

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,016 คำ

หลังจากออกจากหอคอยแห่งปัญญา กลุ่มผู้พิทักษ์ตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองหลวงเก่าแก่ของอาณาจักรเอลารอน เมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางของราชวงศ์สุริยันจันทรา แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งร้างมานานนับศตวรรษ ท่านอาจารย์เอลดรินเชื่อว่าที่นั่นอาจมีเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับสถานที่ที่มาลากอร์จะปรากฏตัวในช่วงสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ หรืออาจมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่จะปลดล็อคพลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทราที่ซ่อนอยู่ในคัมภีร์โบราณ

การเดินทางไปยังเอลารอนใช้เวลาหลายวัน พวกเขาต้องผ่านป่าทึบ ทุ่งราบกว้างใหญ่ ‌และเทือกเขาสูงชัน ระหว่างทาง เอลาริสใช้เวลาว่างในการอ่านคัมภีร์สุริยันจันทรา เธอพบว่ามันไม่ได้มีเพียงแค่ตำนานและประวัติศาสตร์ แต่ยังเต็มไปด้วยบทสวดมนต์โบราณ อักขระเวทมนตร์ และภาพวาดของอาวุธวิเศษและสิ่งประดิษฐ์ลึกลับมากมาย เธอเริ่มเข้าใจถึงโครงสร้างของเวทมนตร์ที่เคยเฟื่องฟู ​และวิธีที่ราชวงศ์ของเธอใช้มันเพื่อปกป้องโลก

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเธออ่านลึกเข้าไปเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกถึงความหม่นหมองที่ซ่อนอยู่ภายในตำนานเหล่านั้น มีเรื่องราวมากมายที่พูดถึงความพ่ายแพ้ การทรยศ และการสูญเสียที่ราชวงศ์ของเธอต้องเผชิญหน้าก่อนที่จะล่มสลาย ภาพของบรรพบุรุษผู้กล้าหาญที่ต้องสิ้นชีพในการต่อสู้กับความมืดมิด ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดและหวาดกลัว

“เกิดอะไรขึ้นเอลาริส?” ‍ไลราสังเกตเห็นสีหน้าที่หม่นหมองของเพื่อนสาว จึงเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นห่วง ขณะที่พวกเขากำลังพักแรมอยู่ริมธารน้ำใส

เอลาริสถอนหายใจ “ข้ากำลังอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการล่มสลายของราชวงศ์ของเรา ไลรา มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความสูญเสีย บรรพบุรุษของเราต้องต่อสู้กับมาลากอร์มานับครั้งไม่ถ้วน และหลายคนก็ต้องจบชีวิตลงในการต่อสู้เหล่านั้น”

เคเอลเดินเข้ามาใกล้ ‌วางมือบนไหล่ของเอลาริส “นั่นคือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการปกป้องโลกใบนี้ เอลาริส แต่พวกเขาไม่ได้ต่อสู้โดยเปล่าประโยชน์ พวกเขาได้ส่งต่อความหวังมาให้เจ้า”

ฟาเอแลนพยักหน้า “ตำนานเล่าว่าราชาปีศาจมาลากอร์ไม่ได้พ่ายแพ้ด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยปัญญาและความสามัคคีของราชวงศ์สุริยันจันทราที่ผนึกมันไว้ได้”

“แต่พวกเขาก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง” เอลาริสกล่าวเสียงแผ่ว ‍“ข้ากลัว...กลัวว่าข้าจะทำไม่ได้ดีพอ กลัวว่าข้าจะทำให้ทุกคนผิดหวัง”

ท่านอาจารย์เอลดรินเดินเข้ามาใกล้ “ความกลัวเป็นเรื่องธรรมชาติ เอลาริส แต่จงอย่าให้มันบดบังแสงสว่างในตัวเจ้า บรรพบุรุษของเจ้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าแบกรับภาระทั้งหมดเพียงลำพัง พวกเขาต้องการให้เจ้าใช้ปัญญา ความกล้าหาญ ​และเชื่อมั่นในสหายของเจ้า”

“และพวกเราก็พร้อมที่จะร่วมสู้ไปกับเจ้า” เคเอลกล่าวอย่างหนักแน่น

“แน่นอน!” ไลราเสริม “ไม่ว่ามาลากอร์จะน่ากลัวแค่ไหน พวกเราก็จะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ”

“เราจะช่วยเจ้าค้นหาคำตอบในคัมภีร์เล่มนี้” ฟาเอแลนกล่าว

คำพูดของสหายทำให้เอลาริสรู้สึกดีขึ้นมาก เธอพยักหน้าอย่างช้าๆ “ขอบคุณทุกคน ​ข้าจะพยายาม”

หลังจากพักผ่อนได้ไม่นาน พวกเขาก็ออกเดินทางต่อ จนกระทั่งในที่สุดก็ได้มาถึงขอบเขตของเมืองเอลารอนที่ถูกทิ้งร้าง ภาพที่เห็นตรงหน้าคือความพินาศ ซากปรักหักพังของอาคารสูงตระหง่านที่เคยเป็นวิหาร ปราสาท และบ้านเรือน บัดนี้กลายเป็นเพียงก้อนหินที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และต้นไม้ที่ขึ้นรกทึบ ​อากาศในเมืองดูเหมือนจะหนักอึ้งไปด้วยกลิ่นอายของความเศร้าและความทรงจำที่เจ็บปวด

“เมืองเอลารอน…” ท่านอาจารย์เอลดรินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หม่นหมอง “ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองที่สุดในอาณาจักร แต่เมื่อมาลากอร์ถูกปลดปล่อยออกมาจากการผนึก มันได้ทำลายเมืองแห่งนี้จนพินาศ และสังหารผู้คนไปมากมาย”

เอลาริสรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจเมื่อเธอเดินผ่านซากปรักหักพัง เธอมองเห็นภาพหลอนของเหตุการณ์ในอดีต ภาพของผู้คนที่วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว เสียงกรีดร้อง และเปลวเพลิงที่ลุกโชน ราวกับว่ากำแพงเวลาได้พังทลายลง และเธอกำลังยืนอยู่ในท่ามกลางเหตุการณ์เหล่านั้น

“ข้ารู้สึกได้ถึงมัน” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว “ความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความสิ้นหวัง มันยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ”

“ระวังตัวไว้ เอลาริส” เคเอลกล่าว “เมืองร้างแบบนี้มักจะมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่”

ทันใดนั้น เสียงลมพัดหวิวก็พัดผ่านซากปรักหักพัง เสียงนั้นฟังดูเหมือนเสียงกระซิบที่โหยหวน ราวกับวิญญาณของผู้ที่จากไปกำลังเรียกหา เอลาริสรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ดึงดูดเธอไปยังใจกลางของเมือง ที่ซึ่งปราสาทราชวงศ์สุริยันจันทราเคยตั้งตระหง่านอยู่

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในเมือง โดยมีคทาสุริยันจันทราในมือของเอลาริสส่องแสงนำทางอย่างอ่อนโยน มันเป็นแสงเดียวที่สามารถขับไล่ความมืดมิดและความหม่นหมองที่ปกคลุมเมืองแห่งนี้ได้

เมื่อมาถึงใจกลางเมือง พวกเขาก็พบกับปราสาทราชวงศ์ที่พังทลายลงเกือบทั้งหมด เหลือเพียงซากกำแพงสูงใหญ่และเสาหินที่ยังคงยืนหยัดอยู่ เอลาริสสัมผัสได้ถึงพลังงานที่เข้มข้นที่สุดในบริเวณนี้ มันเป็นพลังงานที่ผสมผสานกันระหว่างความยิ่งใหญ่ในอดีตและความเจ็บปวดจากการสูญเสีย

“ที่นี่คือปราสาทสุริยันจันทรา” ท่านอาจารย์เอลดรินกล่าว “เป็นที่ประทับของราชวงศ์ของเจ้า และเป็นที่เก็บรักษาความลับมากมาย”

เอลาริสเดินเข้าไปในซากปราสาท เธอสัมผัสกับก้อนหินที่แตกร้าว ราวกับกำลังเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษของเธอเอง ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่แท่นบูชาหินอ่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางห้องโถง แท่นบูชานั้นมีรอยร้าวและรอยไหม้ แต่ก็ยังคงความศักดิ์สิทธิ์เอาไว้

“ในคัมภีร์สุริยันจันทรากล่าวถึงห้องลับที่อยู่ใต้ปราสาทแห่งนี้” ฟาเอแลนกล่าวขึ้นหลังจากเปิดอ่านคัมภีร์ที่เอลาริสเพิ่งได้รับมา “มันถูกใช้เป็นที่เก็บรักษาบันทึกโบราณและสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ที่สำคัญ”

“เราต้องหาทางเข้าไปในห้องลับนั้นให้ได้” เอลาริสกล่าวอย่างมุ่งมั่น “บางทีอาจจะมีคำตอบที่เรากำลังตามหาอยู่”

พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการสำรวจซากปรักหักพังของปราสาท โดยมีฟาเอแลนคอยอ่านคำแนะนำจากคัมภีร์สุริยันจันทรา ในที่สุด พวกเขาก็พบทางเข้าลับที่ซ่อนอยู่ใต้แท่นบูชาหินอ่อน มันเป็นทางเดินแคบๆ ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยฝุ่น

เคเอลเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไปในทางเดินลับ ตามด้วยไลรา ฟาเอแลน และเอลาริส ท่านอาจารย์เอลดรินตามเข้ามาเป็นคนสุดท้าย คทาสุริยันจันทราในมือของเอลาริสส่องแสงสว่างจ้า ขับไล่ความมืดมิดที่ปกคลุมทางเดินให้หายไป

ทางเดินนำพวกเขาลงไปใต้ดินลึก จนกระทั่งมาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่ยังคงรักษาสภาพเดิมไว้ได้เกือบสมบูรณ์ มันเป็นห้องสมุดโบราณที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงเสียดฟ้า มีโต๊ะทำงานที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง และอักขระเวทมนตร์ที่สลักอยู่บนผนังทุกด้าน อากาศในห้องโถงนั้นดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปตามกาลเวลา

“น่าอัศจรรย์!” ฟาเอแลนอุทานด้วยความตื่นเต้น เขารีบเดินตรงไปยังชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราโบราณมากมาย

เอลาริสเดินเข้าไปในห้องสมุด เธอรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน แม้ว่าเธอจะไม่เคยมาที่นี่มาก่อน แต่จิตวิญญาณของบรรพบุรุษของเธอก็ดูเหมือนจะโอบกอดเธอไว้

ขณะที่ฟาเอแลนกำลังค้นหาตำราโบราณ เอลาริสก็เดินไปรอบๆ ห้อง ดวงตาของเธอเหลือบไปเห็นภาพวาดขนาดใหญ่ที่อยู่บนผนังด้านหนึ่ง มันเป็นภาพของหญิงสาวผู้หนึ่งที่มีใบหน้าคล้ายกับเธออย่างน่าประหลาด เธอสวมชุดคลุมสีทองอร่าม และถือคทาสุริยันจันทราเช่นเดียวกับเธอ

“นี่คือใครหรือคะ ท่านอาจารย์?” เอลาริสเอ่ยถาม

ท่านอาจารย์เอลดรินเดินเข้ามาใกล้ “นี่คือราชินีอาราเนีย บรรพบุรุษของเจ้า ผู้ที่สร้างพันธสัญญากับคทาสุริยันจันทราและผนึกมาลากอร์ไว้ได้เป็นครั้งแรก”

เอลาริสมองภาพของราชินีอาราเนีย ดวงตาของเธอฉายแววความชื่นชมและศรัทธา เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับบรรพบุรุษของเธอ ราวกับว่าราชินีอาราเนียกำลังส่งพลังและความกล้าหาญมาให้เธอ

“ในตำราเล่มนี้กล่าวถึงสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง” ฟาเอแลนเอ่ยขึ้น “มันคือหุบเขาแห่งเงา ที่นั่นเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งจันทรา ซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามกับวิหารสุริยัน และเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมพลังของคทาสุริยันจันทราได้อย่างสมบูรณ์”

ท่านอาจารย์เอลดรินพยักหน้า “นั่นคือจุดหมายต่อไปของเรา เอลาริส หุบเขาแห่งเงาเป็นสถานที่อันตรายที่เต็มไปด้วยพลังงานแห่งความมืดมิด แต่เพื่อที่จะปลดล็อคพลังที่แท้จริงของคทา เจ้าจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับมัน”

เอลาริสสูดหายใจลึกๆ เธอรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ง่าย แต่เธอจะไม่ยอมแพ้ เธอจะเดินตามรอยบรรพบุรุษของเธอ และทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ให้สำเร็จ

เงาแห่งอดีตที่ตามหลอกหลอน บัดนี้ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เธอเดินหน้าต่อไป เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสให้กับโลกใบนี้

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!