การเดินทางสู่ "หุบเหวแห่งความเงียบงัน" เป็นไปอย่างเงียบเหงาและอึมครึม การจากไปของไลราทิ้งความรู้สึกว่างเปล่าและกังวลไว้ในใจของเอลาริส เซรอส และเฟรย์ พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่กำลังจะมาถึงด้วยกำลังพลที่น้อยลง และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับชะตากรรมของเพื่อนร่วมทาง
หุบเหวแห่งความเงียบงันสมชื่อของมัน เมื่อพวกเขาเข้าใกล้บริเวณนั้น เสียงทุกอย่างรอบตัวก็ดูเหมือนจะถูกดูดกลืนหายไป เหลือเพียงความเงียบงันอันน่าขนลุกที่ปกคลุมทุกสิ่ง ต้นไม้ที่เคยเขียวขจีในบริเวณโดยรอบเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับถูกเผาไหม้ ท้องฟ้าเหนือหุบเหวถูกบดบังด้วยเมฆหมอกสีเทาหนาทึบจนแสงอาทิตย์ไม่อาจส่องลอดถึง ทำให้อากาศเย็นยะเยือกและมืดมิดราวกับยามค่ำคืนตลอดเวลา
"ข้ารู้สึกถึงพลังงานมืดที่รุนแรงมาก" เอลาริสกล่าว น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย "มันแตกต่างจากที่เคยเจอมา มันพยายามจะครอบงำจิตใจของข้า"
คริสตัลดาราและแก่นแห่งอัคคีที่อยู่ในมือของเธอสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงที่เปล่งออกมาจากพวกมันดูเหมือนจะริบหรี่ลงเมื่อปะทะกับความมืดมิดที่แผ่คลุม
"ระวังตัวให้ดี เอลาริส" เซรอสเตือน เขาชักดาบออก แสงจากดาบของเขาดูเหมือนจะถูกกลืนกินโดยความมืดมิด "ที่นี่อันตรายเกินกว่าที่เราจะคาดเดาได้"
เฟรย์เดินนำหน้าอย่างระมัดระวัง ดวงตาของเขาคมกริบราวกับเหยี่ยว พยายามมองหาอันตรายที่ซ่อนอยู่ในเงามืด "ข้าสัมผัสได้ถึงเงาที่เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตัวเรา มันไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น"
เมื่อพวกเขาเดินลึกลงไปในหุบเหว ความมืดมิดก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับว่าพวกเขาถูกกลืนกินโดยเงามืดที่ไม่มีที่สิ้นสุด เสียงกระซิบแผ่วเบาเริ่มดังขึ้นในจิตใจของเอลาริส เสียงที่พยายามชักจูงให้เธอมอบตัวให้กับความมืด ปล่อยให้พลังด้านมืดเข้าครอบงำ
'เจ้าอ่อนแอเกินไป เอลาริส... เจ้าไม่สามารถปกป้องใครได้... ปล่อยให้ความมืดมิดนำทางเจ้าสิ... พลังที่แท้จริงจะอยู่กับเจ้า...'
"ไม่!" เอลาริสคำราม เธอพยายามต่อต้านเสียงกระซิบเหล่านั้น แต่พวกมันก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนเธอรู้สึกปวดศีรษะตุบๆ
"เอลาริส! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า!" เซรอสถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นสีหน้าของเอลาริสที่บิดเบี้ยวด้วยความทรมาน
"เสียง... พวกมันกำลังพยายาม... เข้ามาในหัวของข้า" เอลาริสตอบ
เฟรย์หยุดเดิน เขาสังเกตเห็นเงาตะคุ่มที่เริ่มก่อตัวขึ้นรอบๆ ตัวพวกเขา เงาเหล่านั้นไม่ใช่ปีศาจที่มีรูปร่าง แต่เป็นเงาที่ไร้รูปร่างที่พยายามจะเข้ามารุมล้อมพวกเขา
"พวกมันคือ 'เงาแห่งความสิ้นหวัง'" เฟรย์กล่าว "พวกมันไม่ได้โจมตีด้วยกำลัง แต่พวกมันจะโจมตีจิตใจ ทำให้เกิดความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง"
"เราต้องผ่านไปให้ได้!" เซรอสคำราม เขาพยายามฟันเงาเหล่านั้นด้วยดาบ แต่ดาบของเขากลับทะลุผ่านเงาไปโดยไร้ผล
เอลาริสรู้ว่าเธอต้องใช้พลังแห่งสุริยันจันทราเพื่อขับไล่เงาเหล่านั้น แต่เสียงกระซิบในหัวของเธอก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ พยายามชักจูงให้เธอใช้พลังด้านมืด
'ใช้พลังด้านมืดสิ... มันจะทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น... ทำลายพวกมันให้สิ้นซาก...'
"ไม่!" เอลาริสตะโกนสุดเสียง เธอหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิ เธอระลึกถึงคำเตือนของบรรพบุรุษ นึกถึงใบหน้าของไลรา เซรอส และเฟรย์ นึกถึงความหวังของผู้คน นึกถึงพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์
เธอปล่อยให้พลังแห่งสุริยันจันทราไหลเวียนในกาย พลังที่ผสานความสว่างและความมืดเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุล แสงสีม่วงขาวเริ่มเปล่งประกายออกมาจากตัวเธออย่างมั่นคงและบริสุทธิ์
"จงออกไป!" เอลาริสคำราม แสงสีม่วงขาวพุ่งออกจากตัวเธอเป็นวงกว้าง แผ่กระจายไปทั่วทั้งหุบเหวแห่งความเงียบงัน
เงาแห่งความสิ้นหวังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด พวกมันพยายามหนี แต่แสงของเอลาริสก็รุนแรงเกินกว่าที่พวกมันจะต้านทานได้ เงาเหล่านั้นค่อยๆ สลายหายไปในอากาศ เหลือเพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมา
เอลาริสหอบหายใจอย่างหนัก แต่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอได้พิสูจน์แล้วว่าเธอสามารถต่อต้านพลังด้านมืดได้ และยังคงรักษาความสมดุลของพลังไว้ได้
"เจ้าทำได้ เอลาริส!" เซรอสกล่าวด้วยความโล่งใจ เขาวางมือบนบ่าของเธอ "เจ้าแข็งแกร่งขึ้นมาก"
เฟรย์พยักหน้า "ข้าไม่เคยเห็นใครที่สามารถขับไล่เงาแห่งความสิ้นหวังได้มากขนาดนี้"
พวกเขาเดินต่อไปในหุบเหวแห่งความเงียบงัน แต่คราวนี้พวกเขาก็ระมัดระวังมากขึ้น เพราะพวกเขารู้ว่าเงาแห่งความสิ้นหวังเป็นเพียงบททดสอบแรกเท่านั้น
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงใจกลางของหุบเหวแห่งความเงียบงัน ที่นั่นมีแท่นหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางบ่อน้ำสีดำสนิท บ่อน้ำที่ดูดกลืนแสงทุกอย่าง และบนแท่นหินนั้นมี 'แก่นแห่งเงามืด' กำลังเปล่งประกายสีดำสนิทอย่างรุนแรง มันคือคริสตัลขนาดใหญ่ที่ดูดกลืนแสงและพลังงานทุกอย่างที่อยู่รอบตัว
และรอบๆ แท่นหินนั้น มีร่างเงาขนาดใหญ่จำนวนมากกำลังยืนเฝ้าอยู่ พวกมันคือ "อัศวินแห่งความมืด" ทหารปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดของมาลากอร์ พวกมันมีชุดเกราะสีดำสนิท ดวงตาแดงฉาน และถือดาบใหญ่ที่ดูดกลืนแสง
"ในที่สุดเจ้าก็มาถึง" เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากเงามืด และร่างของนายพลดาร์คอนก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน "ข้ารู้ว่าเจ้าจะต้องมาที่นี่ เพื่อเอาแก่นแห่งเงามืดไป"
"ดาร์คอน!" เซรอสคำราม
"ใช่แล้ว" ดาร์คอนตอบ "และคราวนี้ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าหนีไปได้อีก มาลากอร์กำลังรอคอยพลังของเจ้า และแก่นแห่งเงามืดนี้จะทำให้พลังของเจ้าสมบูรณ์ และพร้อมที่จะถูกกลืนกินโดยมาลากอร์"
เอลาริสรู้ว่านี่คือการต่อสู้ครั้งสำคัญ เธอต้องเอาแก่นแห่งเงามืดมาให้ได้ เพื่อรวบรวมคทาสุริยันจันทราให้สมบูรณ์ ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง
เธอจ้องมองแก่นแห่งเงามืดที่กำลังเปล่งประกายสีดำสนิท พลังด้านมืดในตัวเธอเริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง พยายามชักจูงให้เธอมอบตัวให้กับมัน
แต่เอลาริสไม่ยอมแพ้ เธอจับมือของเซรอสและเฟรย์แน่น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"เราจะทำมัน!" เอลาริสกล่าว "เราจะเอาแก่นแห่งเงามืดมาให้ได้!"
การต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่อแก่นแห่งเงามืดกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางหุบเหวแห่งความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและความหวาดกลัว เอลาริสและสหายต้องเผชิญหน้ากับกองทัพปีศาจของมาลากอร์ และนายพลดาร์คอน เพื่อให้ได้มาซึ่งส่วนประกอบสุดท้ายของคทาสุริยันจันทรา ที่จะชี้ชะตาของโลกใบนี้.

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก