คทาสุริยัน

ตอนที่ 221 — การเปิดเผยของผู้อาวุโสและอดีตที่ซ่อนเร้น

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 785 คำ

การเดินทางจากป่าลึกแห่งเงามายาสู่หอคอยแห่งดวงดาวนั้นกินเวลาหลายวัน พวกเขาต้องเดินผ่านภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ภูเขาสูงชัน และแม่น้ำเชี่ยวกราก แต่ด้วยความช่วยเหลือจากคัมภีร์สุริยันจันทราที่นำทางพวกเขา และความมุ่งมั่นที่ไม่ย่อท้อ พวกเขาก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นไปได้

ระหว่างการเดินทาง ‌เอลาริสใช้เวลาว่างในการศึกษาคัมภีร์สุริยันจันทรา เธอพบว่าคัมภีร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตำราเวทมนตร์ แต่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของราชวงศ์สุริยันจันทรา และเป็นแหล่งรวมภูมิปัญญาของเหล่าจอมเวทบรรพกาล เธอได้เรียนรู้เรื่องราวของบรรพบุรุษของเธอ ผู้ที่ใช้พลังแห่งสุริยันและจันทราเพื่อปกป้องโลกจากความมืดมิด และเป็นผู้สร้างคทาสุริยันจันทรา เธออ่านเจอเรื่องราวของราชินีองค์แรก ผู้ที่ค้นพบพลังแห่งสุริยันและจันทรา ​และเป็นผู้ที่ผนึกมาลากอร์ไว้ในมิติแห่งความมืดมิด เธอเป็นผู้สร้างหอคอยแห่งดวงดาว และเป็นผู้ที่ทำนายถึงการกลับมาของมาลากอร์ และการปรากฏตัวของทายาทแห่งแสงผู้ที่จะยุติความชั่วร้ายของเขา ขณะที่เอลาริสกำลังอ่านคัมภีร์อยู่นั้น ชีคาร์ก็เดินเข้ามาหาเธอ เขาดูเหมือนมีเรื่องสำคัญบางอย่างที่อยากจะบอก “เอลาริส... มีบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าควรรู้” ชีคาร์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ‍“มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตของราชวงศ์ของเจ้า และเกี่ยวกับตัวเจ้าเอง” เอลาริสเงยหน้าขึ้นมองชีคาร์ด้วยความสงสัย “เรื่องอะไรหรือท่านชีคาร์?” ชีคาร์ถอนหายใจยาว “เรื่องราวนี้ถูกเก็บเป็นความลับมานานนับพันปี มีเพียงผู้พิทักษ์แห่งผืนทรายแห่งบรรพกาลเท่านั้นที่ได้รับมอบหมายให้เฝ้ารอคอยการมาของเจ้า และบอกเล่าความจริงให้เจ้าฟัง” “มันคืออะไรกันแน่?” เอลาริสถาม หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความกังวล

ชีคาร์นั่งลงข้างๆ ‌เอลาริส เขาเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีต “เมื่อหลายพันปีก่อน หลังจากที่ราชินีองค์แรกได้ผนึกมาลากอร์ไว้ในมิติแห่งความมืดมิด นางก็รู้ดีว่ามาลากอร์จะกลับมาอีกครั้งในอนาคต นางจึงได้สร้าง ‘คทาสุริยันจันทรา’ ขึ้นมา ‍เพื่อให้ทายาทของนางใช้ในการต่อสู้กับมาลากอร์” “แต่ราชินีองค์แรกก็รู้ดีว่าพลังของมาลากอร์นั้นร้ายกาจเกินกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะรับมือไหว นางจึงได้ทำพิธีกรรมโบราณขึ้นมาเพื่อแบ่งพลังแห่งสุริยันจันทราออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ในคทาสุริยันจันทรา และอีกส่วนหนึ่งอยู่ใน ‘ดวงจิตแห่งจันทรา’ ซึ่งนางได้ซ่อนไว้ในร่างของทายาทของนาง” เอลาริสตกใจ เธอรู้สึกราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังกระแทกเข้ากับหัวใจของเธอ “ดวงจิตแห่งจันทราอย่างนั้นหรือ?” ชีคาร์พยักหน้า ​“ใช่แล้ว... ดวงจิตแห่งจันทราถูกส่งผ่านจากทายาทสู่ทายาทมานับพันปี และเจ้า... เอลาริส... เจ้าคือผู้ที่ครอบครองดวงจิตแห่งจันทราในยุคปัจจุบัน” เอลาริสรู้สึกสับสน เธอไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เธอรู้สึกราวกับว่าตัวตนของเธอกำลังถูกสั่นคลอน “หมายความว่า... พลังแห่งจันทราที่ข้ามี... ​มันมาจากดวงจิตแห่งจันทราอย่างนั้นหรือ?” เอลาริสถาม ชีคาร์พยักหน้า “ใช่แล้ว... ดวงจิตแห่งจันทราคือแหล่งกำเนิดพลังแห่งจันทราที่แท้จริงของเจ้า และมันคือสิ่งที่เชื่อมโยงเจ้าเข้ากับบรรพบุรุษของเจ้า”

“แล้วทำไมข้าถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน?” เอลาริสถามด้วยความสับสน “เพราะดวงจิตแห่งจันทราจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น” ชีคาร์ตอบ “เมื่อเจ้าได้เผชิญหน้ากับความมืดมิด ​และเมื่อเจ้าได้ค้นพบพลังแห่งสุริยันจันทราที่แท้จริง” เอลาริสหลับตาลง เธอพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่ชีคาร์เล่า เธอรู้สึกถึงพลังแห่งจันทราที่เต้นระรัวอยู่ในกายของเธอ มันเป็นพลังที่อบอุ่นและคุ้นเคย ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเธอมาตั้งแต่เกิด “แล้วคทาสุริยันจันทราล่ะ? มันอยู่ที่ไหน?” เอลาริสถาม ชีคาร์มองไปยังหอคอยแห่งดวงดาวที่อยู่ไกลออกไป “คทาสุริยันจันทราถูกซ่อนไว้ในส่วนลึกที่สุดของหอคอยแห่งดวงดาว มันถูกปกป้องด้วยเวทมนตร์โบราณ และมีเพียงผู้ที่ครอบครองดวงจิตแห่งจันทราเท่านั้นที่จะสามารถปลดปล่อยมันออกมาได้” เอลาริสกำคัมภีร์สุริยันจันทราแน่นในมือ เธอรู้แล้วว่าพันธกิจของเธอนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่เด็กสาวกำพร้าอีกต่อไปแล้ว เธอคือทายาทแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้ที่ถูกลิขิตให้ถือครองคทาสุริยันจันทรา และผนึกราชาปีศาจมาลากอร์

“ข้าพร้อมแล้ว” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น “ข้าจะไปที่หอคอยแห่งดวงดาว และปลดปล่อยคทาสุริยันจันทราออกมา” ไครอนและฟินน์ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ต่างพยักหน้าด้วยความเห็นชอบ พวกเขารู้สึกทึ่งกับเรื่องราวที่ชีคาร์เล่า และรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอลาริส “พวกเราจะไปกับเจ้าเอลาริส” ไครอนกล่าว “เราจะอยู่เคียงข้างเจ้าจนกว่าภารกิจจะสำเร็จ” ฟินน์พยักหน้า “ใช่แล้ว! เราคือสหายของเจ้า” เอลาริสยิ้ม เธอรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เธอรู้ดีว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว เธอมีสหายที่พร้อมจะร่วมต่อสู้เคียงข้างเธอ การเปิดเผยของชีคาร์ทำให้เอลาริสเข้าใจถึงตัวตนและพันธกิจของเธอได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เธอรู้สึกว่าเธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า เธอพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้พิทักษ์แห่งแสงและเงา และปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดของมาลากอร์ พวกเขาเดินทางต่อ มุ่งหน้าสู่หอคอยแห่งดวงดาวที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า หอคอยนั้นเปล่งแสงสีทองและสีเงินอร่าม ราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นจากดวงดาว เอลาริสรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงดูดเธอให้ก้าวเข้าไป ราวกับว่าหอคอยแห่งนี้กำลังเรียกหาทายาทของมัน

เมื่อพวกเขากำลังเข้าใกล้หอคอยแห่งดวงดาว ทันใดนั้นท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้ม เมฆสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว บดบังแสงอาทิตย์และแสงจันทร์จนมิด ดวงดาวที่เคยส่องแสงระยิบระยับพลันเลือนหายไป “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่!” ชีคาร์อุทานด้วยความตกใจ “มันมาเร็วกว่าที่คาดไว้!” เอลาริสเงยหน้ามองท้องฟ้า หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความกังวล เธอรู้ดีว่าเวลากำลังจะหมดลงแล้ว มาลากอร์กำลังจะฟื้นคืนชีพอย่างสมบูรณ์ “เราต้องรีบแล้ว!” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราต้องไปที่หอคอยแห่งดวงดาวให้เร็วที่สุด!” พวกเขารีบวิ่งตรงไปยังทางเข้าหอคอยแห่งดวงดาว ทันใดนั้น พื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือน เสียงคำรามที่กึกก้องดังขึ้นจากใต้พื้นดิน เงาร่างขนาดมหึมาของปีศาจจำนวนมากก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน พวกมันมีดวงตาสีแดงฉานเรืองรองและมีเขี้ยวเล็บที่แหลมคม “กองทัพของมาลากอร์!” ไครอนคำรามพลางชักดาบออกมาเตรียมพร้อม เอลาริสกำคัมภีร์สุริยันจันทราแน่นในมือ เธอรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้ายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เธอจะต้องปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดของมาลากอร์ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!