คทาสุริยัน

ตอนที่ 190 — การรวบรวมศิลาแห่งดวงดาว

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 813 คำ

ด้วยเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที กลุ่มผู้พิทักษ์แห่งแสงจึงตัดสินใจออกเดินทางจากวิหารสุริยันไปยังวิหารแห่งแสงดาวทันที เพื่อค้นหา ‘ศิลาแห่งดวงดาว’ ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์โบราณที่จะช่วยเสริมพลังให้คทาสุริยันจันทราสามารถผนึกราชาปีศาจมาลากอร์ได้อย่างสมบูรณ์

“วิหารแห่งแสงดาวถูกซ่อนเร้นไว้ด้วยเวทมนตร์โบราณ” ท่านอาจารย์เอลดรินกล่าวขณะที่พวกเขากำลังเดินทางผ่านป่าโปร่งยามเช้า “มันจะปรากฏให้เห็นเฉพาะผู้ที่บริสุทธิ์และมีความมุ่งมั่นเท่านั้น”

เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอจากคทาสุริยันจันทราที่ตอนนี้เปล่งแสงทั้งสีทองและสีน้ำเงินเข้มอย่างสมดุล ‌มันเป็นพลังที่ทำให้เธอรู้สึกแข็งแกร่งและมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิมมาก

การเดินทางไปยังวิหารแห่งแสงดาวใช้เวลาหลายวัน พวกเขาต้องผ่านป่าทึบ แม่น้ำที่เชี่ยวกราก และปีนป่ายขึ้นไปบนภูเขาสูงชันที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ ระหว่างทาง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์บางชนิดที่ดูเหมือนจะเป็นผู้พิทักษ์ของเส้นทาง เหล่าสปิริตแห่งป่าที่ทดสอบความบริสุทธิ์ของจิตใจ และสัตว์ป่าที่ปกป้องอาณาเขตของตน

แต่ด้วยความร่วมมือของกลุ่มผู้พิทักษ์ ​พวกเขาก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ เคเอลใช้ดาบของเขาในการป้องกันตัวและเปิดทาง ไลราใช้ธนูของเธอในการจัดการกับภัยคุกคามจากระยะไกล ฟาเอแลนใช้ความรู้ทางเวทมนตร์ของเขาในการไขปริศนาและสร้างโล่ป้องกัน และเอลาริสใช้พลังของคทาสุริยันจันทราในการขับไล่ความมืดและรักษาบาดแผล

ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงยอดเขาสูงที่สุดของเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ อากาศที่นี่เบาบางและเย็นยะเยือกจนจับใจ แต่เมื่อเมฆหมอกค่อยๆ ‍เคลื่อนตัวออกไป พวกเขาก็ได้เห็นภาพที่น่าอัศจรรย์ตรงหน้า

วิหารแห่งแสงดาวตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขานั้น มันเป็นสิ่งก่อสร้างที่ทำจากหินอ่อนสีขาวนวลที่เปล่งประกายระยิบระยับราวกับถูกสร้างขึ้นจากแสงดาวจริงๆ ผนังของวิหารประดับด้วยอัญมณีเล็กๆ นับพันเม็ดที่ส่องประกายแสงสีเงินและสีทองระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า ยิ่งไปกว่านั้น วิหารแห่งนี้ดูเหมือนจะลอยอยู่กลางอากาศเล็กน้อย มีสายรุ้งอ่อนๆ ‌โอบล้อมรอบตัววิหารเอาไว้

“น่าอัศจรรย์!” ไลราอุทานด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของเธอเป็นประกาย

“มันสวยงามเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้” เอลาริสกล่าวด้วยความประหลาดใจ เธอรู้สึกถึงพลังงานที่บริสุทธิ์และสงบเงียบที่แผ่ออกมาจากวิหาร มันเป็นพลังที่แตกต่างจากพลังงานที่เธอเคยสัมผัสมาทั้งหมด

ท่านอาจารย์เอลดรินยิ้ม “นี่คือวิหารแห่งแสงดาว เป็นสถานที่ที่เก็บรวบรวมพลังงานจากดวงดาวและจักรวาลเอาไว้”

พวกเขาเดินเข้าไปใกล้วิหาร ‍ทันทีที่เท้าของเอลาริสก้าวข้ามธรณีประตูหินอ่อนสีขาว แสงสว่างจ้าก็ส่องลงมาจากเพดานวิหาร พร้อมกับเสียงเพลงที่ไพเราะราวกับเสียงกระซิบของดวงดาว ห้องโถงภายในวิหารกว้างใหญ่และสูงโปร่ง ผนังและเพดานประดับด้วยภาพวาดของกลุ่มดาวจักรราศีและกาแล็กซี่ที่เปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับว่าพวกเขากำลังยืนอยู่กลางอวกาศ

ตรงกลางห้องโถงมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ทำจากคริสตัลใส ที่เปล่งแสงสีรุ้งอ่อนๆ บนแท่นบูชานั้นมีวัตถุรูปทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นที่เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ​ลอยอยู่กลางอากาศ มันคือ ‘ศิลาแห่งดวงดาว’

“ศิลาแห่งดวงดาว…” ฟาเอแลนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยำเกรง “ในตำนานกล่าวว่ามันเป็นชิ้นส่วนของดวงดาวที่ตกลงมาสู่โลกเมื่อหลายพันปีก่อน และมีพลังในการรวบรวมพลังงานจากจักรวาล”

“แล้วเราจะนำมันไปได้อย่างไร?” เคเอลเอ่ยถาม

“ศิลาแห่งดวงดาวจะยอมรับเฉพาะผู้ที่คู่ควรเท่านั้น” ท่านอาจารย์เอลดรินตอบ ​“มันจะทดสอบจิตวิญญาณของผู้ที่ต้องการครอบครองมัน”

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เธอรู้สึกถึงพลังงานที่ดึงดูดเธอเข้าไปหาศิลาแห่งดวงดาว คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นกว่าเดิม ราวกับกำลังตอบรับกับพลังงานของศิลา

เธอเอื้อมมือออกไปสัมผัสกับศิลาแห่งดวงดาว ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอแตะลงบนพื้นผิวที่เย็นเฉียบของศิลา แสงสว่างจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากศิลา แสงนั้นส่องสว่างไปทั่วทั้งวิหาร และเข้าสู่จิตใจของเอลาริส

เอลาริสรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณของเธอกำลังล่องลอยออกไปนอกร่างกาย ​เธอเห็นภาพของจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล ดวงดาวนับล้านดวงที่ส่องแสงระยิบระยับ กาแล็กซี่ที่หมุนวนอย่างช้าๆ และพลังงานอันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในห้วงอวกาศ เธอมองเห็นถึงความเชื่อมโยงของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล และความสำคัญของสมดุลระหว่างแสงสว่างและความมืดมิด

ในภาพนั้น เธอเห็นราชาปีศาจมาลากอร์ที่กำลังพยายามจะทำลายสมดุลนั้น โดยการดูดกลืนพลังงานทั้งหมดไปจากโลก และเปิดประตูสู่มิติแห่งความมืดมิดเพื่อปลดปล่อยกองทัพปีศาจออกมา ภาพของโลกที่ถูกกลืนกินด้วยเงามืดทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดและหวาดกลัว

แต่ในความมืดมิดนั้น เธอก็เห็นแสงสว่างเล็กๆ ที่กำลังต่อสู้เพื่อรักษาความสมดุล แสงนั้นคือคทาสุริยันจันทรา แสงนั้นคือตัวเธอเอง และแสงนั้นคือสหายของเธอที่กำลังยืนอยู่เคียงข้างเธอ

“เจ้าคือผู้ถูกเลือก…” เสียงกระซิบที่ไพเราะดังก้องในจิตใจของเธอ “เจ้าคือผู้ที่จะนำสมดุลกลับคืนมาสู่จักรวาล...จงใช้พลังแห่งดวงดาว เพื่อปกป้องโลกใบนี้”

เอลาริสรู้สึกถึงพลังงานอันมหาศาลที่ไหลเวียนเข้ามาในตัวเธอ ไม่ใช่เพียงแค่พลังสุริยะและจันทรา แต่เป็นพลังแห่งจักรวาลทั้งหมด เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ศิลาแห่งดวงดาวก็ลอยเข้ามาอยู่ในมือของเธอ มันเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวนับล้านดวงที่ถูกกักเก็บไว้ภายใน

“เจ้าทำได้แล้ว เอลาริส!” ไลราอุทานด้วยความดีใจ

เคเอล ฟาเอแลน และท่านอาจารย์เอลดรินยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจและภาคภูมิใจ

“ศิลาแห่งดวงดาวจะช่วยเสริมพลังให้กับคทาของเจ้า” ท่านอาจารย์เอลดรินกล่าว “เมื่อรวมกับพลังสุริยะและจันทรา คทาสุริยันจันทราจะกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการต่อสู้กับมาลากอร์”

เอลาริสกุมศิลาแห่งดวงดาวไว้แน่นในมืออีกข้างหนึ่ง คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นกว่าเดิม แสงทั้งสามสีผสมผสานกันอย่างลงตัว สร้างพลังงานที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้

“บัดนี้ เราพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมาลากอร์” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาของเธอฉายแววความกล้าหาญที่ไม่เคยมีมาก่อน

พวกเขาออกจากวิหารแห่งแสงดาวด้วยความหวังและความเชื่อมั่นที่เต็มเปี่ยม การรวบรวมศิลาแห่งดวงดาวได้ทำให้เอลาริสแข็งแกร่งขึ้นมาก และทำให้เธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า

การต่อสู้ครั้งสุดท้ายกำลังจะมาถึงแล้ว ที่ยอดเขาแห่งการทำลายล้าง ที่ซึ่งราชาปีศาจมาลากอร์กำลังรอคอยที่จะปลดปล่อยความมืดมิดสู่โลกใบนี้ แต่บัดนี้ เอลาริสไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป เธอมีสหายผู้กล้าหาญ และมีพลังแห่งสุริยะ จันทรา และดวงดาว ที่จะช่วยนำพาแสงสว่างกลับคืนมาสู่โลกใบนี้ให้ได้

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!