คทาสุริยัน

ตอนที่ 30 — รอยอดีตแห่งอารามเร้นเงา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,395 คำ

แสงตะวันยามอัสดงทอประกายสีทองแดงฉาบไล้ทิวเขาหินปูนที่ตั้งตระหง่านราวกับป้อมปราการแห่งธรรมชาติ เบื้องหน้าเอลาริสและสหายคืออารามโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์รวมแห่งพลังเวท แต่บัดนี้กลับเหลือเพียงซากปรักหักพังที่ถูกกลืนกินด้วยกาลเวลาและพืชพรรณ อาราม “อรุณเทพ” หรือที่ผู้คนในยุคหลังขนานนามว่า “อารามเร้นเงา” เพราะไม่ว่าแสงสุริยันจะสาดส่องแรงกล้าเพียงใด ‌บริเวณโถงทางเข้าหลักก็ยังคงถูกปกคลุมด้วยเงามืดทมิฬอันน่าพิศวง

“ดูเหมือนว่าตำนานจะไม่ได้เกินจริงนัก” ไลออนกล่าวพลางกวาดสายตาสำรวจอาณาบริเวณ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะหนังที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วนยืนตระหง่านข้างเอลาริส ใบหน้าคมเข้มฉายแววระมัดระวัง มือข้างหนึ่งกำด้ามดาบแน่นเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะเผชิญ “พลังงานบางอย่างยังคงอบอวลอยู่ที่นี่ แม้จะจางหายไปมากแล้วก็ตาม”

ลีรา ผู้เป็นนักเวทหนุ่มผู้รอบรู้ในตำนานโบราณ ​ก้าวเท้าเข้ามาใกล้พลางร่ายเวทส่องสว่างขนาดเล็กให้ลอยวนรอบกาย “ในบันทึกเก่าแก่ระบุว่า อารามแห่งนี้เป็นที่พำนักของเหล่านักบวชสุริยันผู้พิทักษ์ความรู้แห่งคทาสุริยันจันทรา พวกเขาเชื่อว่าพลังของคทาคือสมดุลระหว่างแสงสว่างและความมืด และเชื่อว่าหากสมดุลนี้ถูกทำลาย โลกจะจมดิ่งสู่เงามืดนิรันดร์” เสียงของลีราก้องกังวานในความเงียบยามพลบค่ำ ราวกับจะปลุกวิญญาณของอารามให้ตื่นขึ้น

เอลาริสสัมผัสได้ถึงกระแสพลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศ ‍มันไม่ใช่พลังที่รุนแรงเฉกเช่นเวทมนตร์ของเธอ แต่เป็นกระแสที่เย็นเยียบและเก่าแก่ราวกับลมหายใจของยุคสมัยที่ล่วงเลยไปแล้ว “ข้าสัมผัสได้ถึงความเศร้าสร้อย... ความหวังที่แตกสลาย” เธอกระซิบเบาๆ ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปที่ซุ้มประตูหินที่ถูกสลักเสลาอย่างวิจิตร แต่บัดนี้กลับมีเถาวัลย์ขนาดใหญ่เลื้อยปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นลวดลาย

“บางที เหล่านักบวชอาจจะไม่ได้จากไปไหน” ‌ไลออนเสนอ “อาจจะมีอะไรบางอย่างที่พวกเขาทิ้งไว้ให้เราค้นพบ”

ทั้งสามตัดสินใจเข้าสู่อารามเร้นเงา แสงสว่างจากเวทมนตร์ของลีราเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ส่องนำทางในความมืดมิดที่กลืนกินโถงทางเดิน หินแกะสลักรูปดวงตะวันและดวงจันทร์ที่เคยประดับประดาผนังบัดนี้ร่วงหล่นแตกหักเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นผงหนาเตอะปกคลุมทุกสิ่ง บ่งบอกถึงความรกร้างที่ยาวนาน เสียงฝีเท้าของพวกเขาก้องกังวานในความเงียบ ส่งผลให้บรรยากาศยิ่งวังเวงจับใจ

“ดูเหมือนว่าจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ที่นี่มานานแล้ว” ‍ลีราพึมพำ “แต่ข้ารู้สึกว่ามีสายตามากมายกำลังจับจ้องมาที่เรา”

เอลาริสพยักหน้า เธอเองก็รู้สึกเช่นนั้น ความรู้สึกอึดอัดหนักอึ้งราวกับถูกกดดันจากแรงมหาศาล และในบางขณะ เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังแว่วมาจากที่ใดที่หนึ่ง เสียงนั้นคล้ายกับบทสวดโบราณที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในตัวอาราม ​ผ่านห้องโถงที่ครั้งหนึ่งคงเป็นห้องประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้เพดานส่วนใหญ่ถล่มลงมา เผยให้เห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ประดับด้วยดวงดาวนับล้าน ดวงจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่เหนือซากปรักหักพัง ราวกับเป็นพยานรู้เห็นถึงความรุ่งเรืองและความล่มสลาย

“ดูนั่น!” ไลออนชี้ไปที่แท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องโถง แท่นบูชานั้นทำจากหินสีดำสนิท มีรอยสลักรูปสัญลักษณ์สุริยันจันทราที่ยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน ​แม้จะถูกปกคลุมด้วยฝุ่นผงและตะไคร่น้ำ

ลีราเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาอย่างระมัดระวัง “สัญลักษณ์นี้...มันคือสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์สุริยันจันทราโบราณ” เขาเอื้อมมือไปปัดฝุ่นออก เผยให้เห็นรอยสลักที่ซับซ้อนและงดงาม “และนี่...เป็นรอยมือที่ถูกสลักไว้”

เอลาริสรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่าง เธอเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา หัวใจเต้นระรัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมองใกล้ๆ ​เธอเห็นรอยสลักรูปมือขนาดเท่าของจริงปรากฏอยู่บนแท่นบูชา เธอยกมือขวาขึ้นทาบลงไปบนรอยสลักนั้น และในทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับหินเย็นเยียบ แสงสีทองอ่อนเรืองรองก็พลันพวยพุ่งออกมาจากแท่นบูชา แสงนั้นสว่างจ้าจนทุกคนต้องหรี่ตาลง

เสียงกระซิบที่เอลาริสได้ยินก่อนหน้านี้กลับชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่บทสวดอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังพูดคุยกับเธอในภาษาโบราณที่เธอไม่เข้าใจ แต่ความรู้สึกที่ถ่ายทอดมานั้นชัดเจน: ความรัก ความหวัง และความเจ็บปวด

“เอลาริส!” ไลออนร้องเตือน เมื่อเห็นว่าแสงที่เปล่งออกมาจากแท่นบูชาเริ่มรุนแรงขึ้น และมีกระแสลมหมุนวนรอบตัวเอลาริส

ทันใดนั้น ภาพมายาอันพร่าเลือนก็ฉายวาบขึ้นในจิตใจของเอลาริส เธอเห็นผู้คนในชุดคลุมสีขาวกำลังประกอบพิธีบูชาต่อดวงตะวันและดวงจันทร์ เห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่มีใบหน้าคล้ายเธอ กำลังยืนอยู่ข้างหญิงสาวผู้สง่างาม สวมมงกุฎที่ประดับด้วยอัญมณีสีทองและเงิน ภาพเหล่านั้นฉายผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับความฝัน ก่อนที่จะจางหายไปพร้อมกับแสงที่จางลง

เมื่อแสงสว่างดับลง ความเงียบก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง แท่นบูชากลับสู่สภาพเดิม ไม่มีร่องรอยของการเรืองแสงใดๆ เหลืออยู่ เอลาริสถอนมือออกจากรอยสลัก หัวใจยังคงเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและสับสน

“เกิดอะไรขึ้น เอลาริส?” ลีราถามด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย

เอลาริสส่ายหน้าช้าๆ “ข้าไม่แน่ใจ... เหมือนกับว่าข้าได้เห็นอดีตบางส่วน” เธอยกมือขวาขึ้นมอง นิ้วมือยังคงรู้สึกถึงความเย็นเยียบของหิน “ข้ารู้สึกว่า... มีบางอย่างที่นี่กำลังสื่อสารกับข้า”

ไลออนเดินเข้ามาใกล้ “ไม่ว่าจะเป็นอะไร มันคงเป็นสิ่งสำคัญ” เขาพูดพลางกวาดสายตาสำรวจรอบห้อง “เราต้องหาทางไขปริศนาของอารามแห่งนี้ให้ได้”

ขณะที่พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น ลีราก็สังเกตเห็นบางสิ่งบนพื้นหินข้างแท่นบูชา มันคือม้วนกระดาษเก่าแก่ที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมที่เปื่อยยุ่ยจนเกือบสลายไปตามกาลเวลา

“ดูนี่สิ!” ลีราร้องขึ้นพลางหยิบม้วนกระดาษขึ้นมาอย่างระมัดระวัง “ข้าไม่แน่ใจว่ามันจะอ่านออกหรือไม่”

เมื่อคลี่ออกอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวังสูงสุด กระดาษนั้นก็เผยให้เห็นตัวอักษรโบราณที่เขียนด้วยหมึกสีดำสนิท แม้จะเลือนรางไปบ้าง แต่ก็ยังสามารถอ่านได้

“มันเป็นบันทึกของนักบวชสุริยัน” ลีราอ่านเสียงเบา “‘ในยามที่สุริยันจันทราจะดับดับสิ้น แสงแห่งความหวังจะปรากฏขึ้นจากทายาทผู้ถือครองสายเลือดแห่งราชวงศ์เก่าแก่’...” เขาอ่านต่อไปเรื่อยๆ “‘คทาสุริยันจันทรามิใช่เพียงอาวุธ แต่มันคือสะพานเชื่อมระหว่างโลกนี้กับมิติแห่งจิตวิญญาณ พลังของมันถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน และถูกซ่อนไว้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่ง เพื่อรอคอยผู้ที่ถูกลิขิตให้รวมมันเข้าด้วยกันอีกครั้ง’...”

เอลาริสฟังด้วยความตั้งใจ หัวใจของเธอพองโตด้วยความหวังและความตื่นเต้น นี่คือเบาะแสที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาได้รับมาตลอดการเดินทาง

“สามส่วน? แล้วอีกสองส่วนอยู่ที่ไหน?” ไลออนถาม

ลีราอ่านต่อไป “‘ส่วนแรกคือ ‘แก่นสุริยัน’ ซ่อนอยู่ในใจกลางของป่าต้องห้ามใต้เงาแห่งภูเขาไฟหลับใหล ส่วนที่สองคือ ‘จันทราอัญมณี’ พำนักอยู่ในวิหารใต้พิภพที่ถูกซ่อนเร้นภายใต้น้ำตกแห่งห้วงนิทรา และส่วนสุดท้ายคือ ‘ด้ามคทาแห่งพันธสัญญา’ ที่ซึ่งมันจะปรากฏขึ้นเองเมื่อถึงเวลาอันควร’”

“แก่นสุริยัน... จันทราอัญมณี... และด้ามคทาแห่งพันธสัญญา” เอลาริสพึมพำทวนคำ เหล่านี้คือชื่อของส่วนประกอบของคทาที่เธอต้องตามหา

“ป่าต้องห้ามใต้เงาแห่งภูเขาไฟหลับใหล... ข้าพอจะรู้ว่าที่ไหน” ลีรากล่าว “มันคือป่าทมิฬแห่งเอลเดอร์ริน ที่ซึ่งมีภูเขาไฟที่ชื่อว่า ‘เพลิงทมิฬ’ ที่ถูกกล่าวขานว่าหลับใหลมานับพันปี”

“ถ้าอย่างนั้น เป้าหมายต่อไปของเราก็คือป่าทมิฬแห่งเอลเดอร์ริน” ไลออนประกาศ “แต่ก่อนอื่น เราควรจะพักผ่อนที่นี่สักครู่”

ในคืนนั้น เอลาริสนอนไม่หลับ ความคิดของเธอวนเวียนอยู่กับภาพมายาที่เห็นและบันทึกโบราณที่ลีราได้อ่านให้ฟัง เธอรู้สึกราวกับว่าโชคชะตาได้นำพาเธอมาถึงจุดนี้ และเส้นทางข้างหน้าก็ดูจะชัดเจนขึ้น แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยอันตรายและปริศนาที่ยังรอการเปิดเผย

เธอเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าผ่านช่องว่างบนเพดานที่ถล่มลงมา แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนใบหน้าของเธอ ทำให้ดวงตาสีอำพันของเธอเปล่งประกาย ในความเงียบสงัดของอารามเร้นเงา เอลาริสรับรู้ได้ถึงพลังบางอย่างที่เชื่อมโยงเธอกับอดีตอันไกลโพ้น พลังที่รอคอยการปลุกให้ตื่นขึ้น เพื่อทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ที่ถูกถ่ายทอดมาสู่เธอ

เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ง่าย แต่ด้วยสหายผู้กล้าหาญเคียงข้าง และความหวังที่จะปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา เอลาริสก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า ราตรีนี้ยาวนาน แต่รุ่งอรุณแห่งความหวังกำลังจะมาถึง พร้อมกับภารกิจครั้งใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม หัวใจของเอลาริสเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เธอไม่ใช่เด็กสาวกำพร้าผู้ไร้เดียงสาอีกต่อไป แต่เป็นทายาทแห่งราชวงศ์โบราณ ผู้มีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการพิทักษ์โลก

“คทาสุริยันจันทรา... ข้าจะค้นหามันให้พบ” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงกระซิบนั้นเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน แต่กลับก้องกังวานอยู่ในจิตใจของเธอ ราวกับคำสาบานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอรุณแรกของวันสาดส่องเข้ามาในอารามเร้นเงา ทำให้ซากปรักหักพังที่เคยปกคลุมด้วยเงามืดกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาเล็กน้อย พวกเขาทั้งสามเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่ ไลออนจัดเตรียมเสบียงและอุปกรณ์ ส่วนลีรากำลังศึกษาแผนที่โบราณที่เขาพกติดตัวมาตลอด

“ป่าทมิฬแห่งเอลเดอร์ริน... เป็นสถานที่อันตราย” ลีราเตือน “ตำนานกล่าวว่ามีสัตว์ร้ายและวิญญาณแห่งป่ามากมายที่คอยปกป้องมันจากผู้บุกรุก และยังมีเหล่าพืชกินคนที่มีพิษร้ายแรงอีกด้วย”

“ไม่ว่าจะอันตรายแค่ไหน เราก็ต้องไป” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แก่นสุริยันรอเราอยู่ที่นั่น”

ก่อนออกจากอารามเร้นเงา เอลาริสได้หันกลับไปมองแท่นบูชาอีกครั้ง เธอยังคงรู้สึกถึงกระแสพลังงานที่เชื่อมโยงเธอกับสถานที่แห่งนี้ ราวกับว่าวิญญาณของเหล่านักบวชสุริยันกำลังอวยพรและเฝ้ามองการเดินทางของเธอ

“ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ” เธอพูดเบาๆ ราวกับจะสื่อสารกับวิญญาณเหล่านั้น

การเดินทางจากอารามเร้นเงาไปยังป่าทมิฬแห่งเอลเดอร์รินนั้นใช้เวลาหลายวัน พวกเขาต้องผ่านทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ที่ถูกทอดทิ้ง ผ่านแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก และปีนป่ายภูเขาที่สูงชัน ตลอดทาง เอลาริสก็ฝึกฝนพลังเวทของเธออย่างไม่ลดละ เธอพยายามทำความเข้าใจกับพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเธอ และพยายามควบคุมมันให้ได้ดียิ่งขึ้น

ไลออนคอยสอนเทคนิคการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและการใช้ดาบเพื่อป้องกันตัวให้กับเธอ ส่วนลีราก็คอยเล่าเรื่องราวและตำนานโบราณเกี่ยวกับโลกใบนี้ เกี่ยวกับเวทมนตร์ที่เคยรุ่งเรือง และเกี่ยวกับราชาปีศาจมาลากอร์ผู้ชั่วร้าย การเรียนรู้เหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เอลาริสแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังทำให้เธอเข้าใจถึงความสำคัญของภารกิจที่เธอได้รับมอบหมาย

ในยามค่ำคืน เมื่อพวกเขาก่อกองไฟพักแรม เอลาริสมักจะหยิบหินเวทมนตร์รูปจันทร์เสี้ยวที่เธอได้รับมาตั้งแต่ต้นการเดินทางขึ้นมามอง มันเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเธอกับอดีตที่คลุมเครือ และเป็นสัญลักษณ์ของพลังที่เธอจะต้องปลุกให้ตื่นขึ้น

“อีกไม่นาน เราก็จะถึงป่าทมิฬแล้ว” ไลออนกล่าวในคืนหนึ่ง ขณะที่พวกเขานั่งล้อมรอบกองไฟ “เตรียมตัวให้พร้อม เพราะหลังจากนี้ การเดินทางจะอันตรายยิ่งขึ้นไปอีก”

เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่าอันตรายที่แท้จริงกำลังรออยู่เบื้องหน้า แต่ความมุ่งมั่นในหัวใจของเธอก็ไม่เคยลดเลือน เธอคือทายาทแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้ถูกลิขิตให้ปกป้องโลก และเธอจะไม่ยอมให้ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งอย่างแน่นอน แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนใบหน้าของเธอ ทำให้ดวงตาสีอำพันเปล่งประกายสะท้อนเปลวไฟที่ลุกโชน ราวกับเปลวเพลิงแห่งความหวังที่ไม่มีวันมอดดับในใจของเธอ รุ่งเช้า พวกเขาจะก้าวเข้าสู่ป่าทมิฬแห่งเอลเดอร์ริน ดินแดนที่ซ่อนเร้นส่วนแรกของคทาแห่งโชคชะตา ปริศนาแห่งแก่นสุริยันกำลังรอคอยการไขกระจ่าง และเอลาริสพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมัน

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!