คทาสุริยัน

ตอนที่ 63 — สู่ป่าทมิฬแห่งเอลเดอร์ริน

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 990 คำ

เมื่อแสงแรกของอรุณทอประกายเหนือขอบฟ้า เอลาริส ไลออน และลีรา ก็ได้เดินทางมาถึงปากทางเข้าสู่ป่าทมิฬแห่งเอลเดอร์ริน ดินแดนที่ได้รับสมญานามว่า ‘ป่าต้องห้าม’ ผืนป่าแห่งนี้แตกต่างจากป่าทั่วไปที่พวกเขาเคยพบเห็น ‌ต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้าที่นี่มีลำต้นสีดำสนิท ใบไม้หนาทึบมีสีเขียวเข้มจนเกือบดำ ทอดยอดปกคลุมผืนป่าจนแสงตะวันแทบส่องลงมาไม่ถึง พื้นดินชื้นแฉะเต็มไปด้วยรากไม้ขนาดมหึมาที่เลื้อยพันกันยุ่งเหยิงราวกับงูยักษ์ที่หลับใหล บรรยากาศภายในป่าเงียบสงัดจนน่าขนลุก มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวลอดผ่านกิ่งไม้ที่ไร้ใบ และเสียงกรีดร้องแผ่วเบาของสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด

“ระวังตัวให้ดี” ไลออนกระซิบเสียงเบา ​มือข้างหนึ่งวางบนด้ามดาบ อีกข้างหนึ่งจับไหล่เอลาริสเบาๆ เป็นสัญญาณเตือน “ข้ารู้สึกถึงพลังงานที่แปลกประหลาดที่นี่ มันไม่ใช่แค่พลังของธรรมชาติ แต่เหมือนมีบางสิ่งที่ชั่วร้ายแฝงตัวอยู่”

ลีราพยักหน้าเห็นด้วย ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ‍“ตำนานกล่าวว่าป่าแห่งนี้เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณร้ายและสัตว์อสูรที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากพลังเวทมนตร์โบราณที่หลงเหลืออยู่จากภูเขาไฟเพลิงทมิฬ” เขากล่าวพลางร่ายเวทป้องกันตัวเบาๆ ให้ครอบคลุมทั้งสามคน

เอลาริสเองก็สัมผัสได้ถึงพลังงานที่ไลออนกล่าวถึง มันเป็นพลังที่เย็นเยียบและหนักอึ้ง ราวกับมีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองพวกเขาจากในเงามืด เธอจับด้ามมีดสั้นที่เหน็บอยู่ที่เอวแน่น พลังเวทสีทองอ่อนๆ เริ่มไหลเวียนในกายของเธอ ‌เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

พวกเขาเริ่มก้าวเข้าสู่ผืนป่าทมิฬ แสงสว่างจางหายไปในทันทีที่ก้าวพ้นขอบป่า ทิ้งให้พวกเขาอยู่ในโลกที่ปกคลุมด้วยเงามืดมิดจนมองแทบไม่เห็นทางเดิน ลีราต้องร่ายเวทแสงสว่างอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาเพิ่มพลังเวทเข้าไปเพื่อให้แสงนั้นสว่างไสวกว่าเดิม แสงสีฟ้าอ่อนๆ ส่องนำทางให้พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยรากไม้และก้อนหิน

“อากาศที่นี่ช่างหนักอึ้ง” เอลาริสพึมพำ ‍“เหมือนมีอะไรบางอย่างพยายามจะดึงเราลงไป”

“นั่นคือพลังของป่า” ลีราตอบ “มันพยายามจะขับไล่ผู้บุกรุก”

พวกเขาเดินต่อไปอย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เสียงของป่าที่เคยเงียบสงัดเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา เสียงใบไม้เสียดสีกัน เสียงกิ่งไม้หักดังแคว๊กๆ และเสียงสัตว์ประหลาดที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ ​ทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียด

ทันใดนั้น ไลออนก็ยกมือขึ้นให้หยุด “มีบางอย่างอยู่ข้างหน้า” เขาพูดเสียงเบา

เอลาริสและลีราหยุดเดินทันที พวกเขาหรี่ตาลงมองไปในความมืด และสิ่งที่พวกเขาเห็นก็ทำให้ทุกคนต้องกลืนน้ำลายลงคอเบาๆ

เบื้องหน้าพวกเขาคือเหล่าต้นไม้ที่ดูราวกับมีชีวิต ลำต้นของพวกมันบิดเบี้ยวผิดรูป กิ่งก้านที่ดูคล้ายแขนยาวเรียวเลื้อยพันกันเป็นตาข่ายปกคลุมทางเดิน ​และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือดวงตาเรืองแสงสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นตามลำต้นของต้นไม้เหล่านั้น ดวงตาที่จ้องมองมายังพวกเขาอย่างหิวกระหาย

“ต้นไม้ปีศาจ” ลีรากระซิบ “พวกมันคือผู้พิทักษ์แห่งป่าทมิฬ”

ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ตั้งตัว กิ่งก้านขนาดใหญ่ของต้นไม้ปีศาจก็พุ่งเข้าใส่พวกเขาจากทุกทิศทาง ไลออนใช้ดาบในมือฟันกิ่งไม้ที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ส่วนลีราก็ร่ายเวทไฟเผากิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆ เอลาริสเองก็ไม่รอช้า ​เธอรวบรวมพลังเวทในกายแล้วปล่อยลำแสงสีทองพุ่งเข้าใส่ต้นไม้ปีศาจ ทำให้พวกมันส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ต้นไม้ปีศาจมีจำนวนมากและแข็งแกร่ง พวกมันดูเหมือนจะไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ จากการโจมตีทางกายภาพของไลออน มีเพียงเวทมนตร์ของเอลาริสและลีราเท่านั้นที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับพวกมันได้

“เราต้องหาทางผ่านพวกมันไปให้ได้!” ไลออนตะโกน “พวกมันจะไม่มีวันหยุด!”

เอลาริสพยายามใช้พลังเวทของเธออย่างเต็มที่ เธอร่ายเวทป้องกันรอบตัวเพื่อปกป้องตัวเองและสหาย และในขณะเดียวกันก็ยิงลำแสงเวทใส่ต้นไม้ปีศาจอย่างไม่หยุดยั้ง เธอรู้สึกว่าพลังเวทของเธอแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในระหว่างการต่อสู้ ราวกับว่าป่าแห่งนี้กำลังกระตุ้นให้พลังที่ซ่อนเร้นในตัวเธอตื่นขึ้น

ในที่สุด ด้วยความร่วมมือกันของทั้งสามคน พวกเขาก็สามารถฝ่าวงล้อมของต้นไม้ปีศาจไปได้ พวกมันยังคงส่งเสียงร้องโหยหวนตามหลังมา แต่พวกเขาก็ไม่หันกลับไปมอง พวกเขาวิ่งต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่แสงสว่างเริ่มเล็ดลอดลงมาได้บ้าง

“ดูเหมือนว่าเราจะพ้นจากเขตแดนของพวกมันแล้ว” ลีราหอบหายใจ “แต่เราก็ยังอยู่ลึกเข้าไปในป่า”

พวกเขาพักเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเดินทางต่อ เมื่อเดินลึกเข้าไปในป่า บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป ต้นไม้ที่นี่ไม่ได้ดูน่ากลัวเท่าเมื่อก่อน แต่กลับมีลักษณะที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ ราวกับเป็นพยานของกาลเวลาที่ผ่านเลยไปนานนับพันปี

“เรากำลังเข้าใกล้ภูเขาไฟเพลิงทมิฬแล้ว” ลีรากล่าว “ข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ”

เอลาริสเองก็รู้สึกได้ถึงพลังงานนั้น มันเป็นพลังที่ร้อนระอุและทรงพลัง ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นระรัวของโลกใบนี้ และในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกได้ถึงพลังเวทของเธอที่ตอบสนองต่อพลังงานนั้น ราวกับว่ามันกำลังถูกดึงดูดเข้าหากัน

พวกเขาเดินต่อไปอีกหลายชั่วโมง จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นที่ราบโล่งขนาดใหญ่ เบื้องหน้าของพวกเขาคือภูเขาไฟขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่า ยอดภูเขาไฟปกคลุมด้วยหมอกควันสีเทาจางๆ และมีธารลาวาที่แข็งตัวแล้วไหลลงมาจากปล่องภูเขาไฟ ราวกับรอยแผลเป็นบนพื้นผิวโลก

“นั่นคือภูเขาไฟเพลิงทมิฬ” ลีรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยำเกรง “และแก่นสุริยันน่าจะถูกซ่อนอยู่ในใจกลางของมัน”

“แล้วเราจะเข้าไปในภูเขาไฟได้อย่างไร?” เอลาริสถาม

ไลออนชี้ไปที่ทางเข้าถ้ำขนาดใหญ่ที่ปรากฏอยู่บริเวณตีนภูเขาไฟ “ดูเหมือนว่าจะมีทางเข้าอยู่ตรงนั้น”

พวกเขาเดินเข้าไปใกล้ถ้ำอย่างระมัดระวัง ปากถ้ำถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างมานานแล้ว แต่เมื่อเดินเข้าไปข้างใน พวกเขาก็พบว่าถ้ำนั้นเป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่ทอดลึกเข้าไปในใจกลางภูเขาไฟ ผนังถ้ำเต็มไปด้วยหินภูเขาไฟสีดำสนิท และมีรอยสลักโบราณปรากฏอยู่เป็นระยะๆ

“นี่คือทางเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่านักบวชสุริยัน” ลีรากล่าว “พวกเขาสร้างวิหารแห่งนี้เพื่อปกป้องแก่นสุริยัน”

เมื่อเดินลึกเข้าไปในถ้ำ อุณหภูมิก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และกลิ่นกำมะถันก็เริ่มคละคลุ้งในอากาศ เอลาริสรู้สึกได้ถึงพลังเวทที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าเธอได้เข้าใกล้แหล่งกำเนิดของพลังนั้น

ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางภูเขาไฟ ห้องโถงแห่งนี้เต็มไปด้วยแสงสีแดงส้มที่ส่องสว่างมาจากลาวาที่ไหลอยู่เบื้องล่าง และกลางห้องโถงนั้น มีแท่นบูชาขนาดใหญ่วางตั้งอยู่ บนแท่นบูชามีแท่นหินเล็กๆ ที่มีวัตถุบางอย่างวางอยู่

“นั่นไง แก่นสุริยัน!” ลีราร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาอย่างช้าๆ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง บนแท่นหินนั้นมีก้อนผลึกสีแดงอมส้มขนาดเท่ากำปั้นมือเปล่งแสงเรืองรองราวกับดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ มันคือ “แก่นสุริยัน” ส่วนประกอบแรกของคทาสุริยันจันทรา

เมื่อเอลาริสเอื้อมมือไปสัมผัสแก่นสุริยัน ทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องล่างของห้องโถง พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือน และลาวาที่ไหลอยู่เบื้องล่างก็เริ่มปะทุขึ้น

“ระวัง!” ไลออนตะโกน

จากลาวาที่กำลังปะทุขึ้นมานั้น ปรากฏร่างของสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาที่ทำจากหินลาวา มันมีรูปร่างคล้ายกอริลล่าขนาดใหญ่ ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงฉาน และมีเปลวไฟลุกโชนอยู่รอบกาย

“ผู้พิทักษ์แห่งแก่นสุริยัน!” ลีราร้องขึ้นด้วยความตกใจ “มันคือ ‘ลาวาโกเลม’ สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในป่าทมิฬ!”

ลาวาโกเลมคำรามอีกครั้ง แล้วพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างไม่รีรอ เอลาริสรู้ทันทีว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่เธอเคยเผชิญมา

แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเธอ พลังที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการเข้าใกล้แก่นสุริยัน เธอจับแก่นสุริยันไว้ในมือแน่น รู้สึกได้ถึงความร้อนแรงที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่างกาย และในขณะนั้นเอง เธอก็รู้ว่าเธอจะต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อเอาชนะลาวาโกเลมตัวนี้ให้ได้

เพื่อปกป้องแก่นสุริยัน เพื่อปกป้องโลก และเพื่อทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ การต่อสู้เพื่อแย่งชิงแก่นสุริยันเริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ ใจกลางภูเขาไฟเพลิงทมิฬ

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!