เสียงคำรามของลาวาโกเลมสั่นสะเทือนไปทั่วห้องโถงใต้ภูเขาไฟเพลิงทมิฬ ร่างมหึมาของมันที่หลอมรวมจากหินภูเขาไฟและลาวาที่กำลังลุกโชน พุ่งเข้าใส่เอลาริสและสหายด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ แขนขนาดใหญ่ของมันกวัดแกว่งราวกับค้อนยักษ์ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วพื้นหินลาวา
“ระวัง!” ไลออนตะโกนพลางถลาเข้าขวางหน้าเอลาริส ดาบในมือของเขาถูกชักออกมาอย่างรวดเร็ว เตรียมพร้อมรับการโจมตี ไลออนเป็นนักรบผู้เจนสนาม แต่แม้แต่เขาก็ยังต้องระมัดระวังตัวกับสัตว์อสูรที่ทำจากลาวา
ลีราร่ายเวทน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว หวังจะชะลอการเคลื่อนไหวของลาวาโกเลม แต่พลังเวทน้ำแข็งกลับสลายไปในอากาศทันทีที่สัมผัสกับเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่รอบกายของมัน “เวทน้ำแข็งใช้ไม่ได้ผล!” ลีราร้องเตือน “ความร้อนของมันสูงเกินไป!”
เอลาริสกำแก่นสุริยันในมือแน่น พลังความร้อนที่แผ่ซ่านเข้ามาในกายของเธอนั้นมหาศาล แต่มันไม่ได้สร้างความเจ็บปวด กลับกัน มันทำให้เธอรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและแข็งแกร่งขึ้น เธอรับรู้ถึงพลังเวทที่ไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งในเส้นเลือด พลังที่ตอบสนองต่อแก่นสุริยันที่อยู่ในมือของเธอ
“ถอยไป!” เอลาริสตะโกนบอกไลออน เธอรู้ว่าการโจมตีทางกายภาพอาจไม่เพียงพอต่อลาวาโกเลมตัวนี้
เมื่อลาวาโกเลมเหวี่ยงแขนเข้าใส่ ไลออนหลบหลีกได้อย่างหวุดหวิด ทิ้งรอยร้าวขนาดใหญ่ไว้บนพื้นหินลาวา เอลาริสไม่รอช้า เธอรวบรวมพลังเวททั้งหมดที่มีในกาย พลังจากแก่นสุริยันหลอมรวมเข้ากับพลังของเธอ เกิดเป็นลำแสงสีทองแดงที่ร้อนระอุยิ่งกว่าเปลวไฟของลาวาโกเลม เธอปล่อยลำแสงนั้นพุ่งเข้าใส่หน้าอกของสัตว์อสูร
ลำแสงสุริยันพุ่งเข้าปะทะกับร่างของลาวาโกเลมอย่างจัง เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วห้องโถง เปลวไฟจากร่างของลาวาโกเลมแตกกระจายออกเป็นประกายไฟเล็กๆ และร่างมหึมาของมันก็เซถอยหลังไปหลายก้าว หินลาวาบนตัวของมันเริ่มแตกร้าวและหลุดร่อนลงมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ลาวาโกเลมคำรามด้วยความเจ็บปวด มันไม่เคยถูกโจมตีด้วยพลังที่ร้อนแรงถึงเพียงนี้มาก่อน ดวงตาเรืองแสงของมันจ้องมองมาที่เอลาริสด้วยความโกรธแค้น มันรู้แล้วว่าผู้ที่ถือครองแก่นสุริยันคือศัตรูที่แท้จริง
“พลังของเธอแข็งแกร่งขึ้นมาก เอลาริส!” ลีราร้องด้วยความประหลาดใจและชื่นชม
“นี่แหละคือพลังของแก่นสุริยัน” เอลาริสตอบพลางหายใจหอบถี่ การใช้พลังเวทขนาดนั้นทำให้เธอรู้สึกอ่อนล้า แต่เธอก็รู้ว่ายังไม่จบแค่นี้
ลาวาโกเลมไม่ยอมแพ้ มันรวบรวมลาวาที่อยู่รอบตัวเข้ามาหลอมรวมกับร่างกายที่แตกร้าวของมัน ทำให้มันฟื้นตัวกลับมาเกือบสมบูรณ์อีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น เปลวไฟที่ลุกโชนรอบกายมันดูจะรุนแรงขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
“มันฟื้นตัวได้!” ไลออนร้องด้วยความตกใจ
“เราต้องโจมตีแกนกลางของมัน!” ลีราตะโกน “ลาวาโกเลมมักจะมีแกนพลังงานซ่อนอยู่ภายใน!”
แต่การจะเข้าใกล้ลาวาโกเลมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันพุ่งเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่ง สร้างกำแพงไฟขนาดใหญ่ขึ้นมาขวางกั้นพวกเขาไว้ ไลออนต้องใช้ดาบฟันฝ่ากำแพงไฟอย่างยากลำบาก ส่วนลีราก็พยายามร่ายเวทป้องกันตัวเพื่อลดความเสียหาย
เอลาริสหลับตาลง เธอพยายามทำสมาธิ ใช้แก่นสุริยันในมือเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงกับพลังเวทของภูเขาไฟ เธอสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ภายในลาวาโกเลม พลังที่หล่อเลี้ยงชีวิตของมัน และเธอก็พบจุดอ่อนของมัน
“ข้าเห็นแล้ว!” เอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองเข้ม “แกนกลางของมันอยู่ที่กลางอก!”
แต่การจะโจมตีกลางอกของลาวาโกเลมที่กำลังคลุ้มคลั่งอยู่นั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้
“ข้าจะถ่วงเวลาให้!” ไลออนประกาศ เขาพุ่งเข้าใส่ลาวาโกเลมอย่างบ้าบิ่น ใช้ดาบฟันเข้าที่ขาของมัน แม้จะสร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อย แต่ก็ทำให้มันเสียจังหวะไปได้ชั่วขณะ
“ลีรา! สร้างม่านพลังเวทป้องกันให้ข้า!” เอลาริสสั่ง
ลีรารู้หน้าที่ เขาร่ายเวทป้องกันขนาดใหญ่ขึ้นมาทันที เป็นม่านพลังสีฟ้าใสที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานเปลวไฟของลาวาโกเลมได้ชั่วครู่
เอลาริสไม่รอช้า เธอรวบรวมพลังเวททั้งหมดที่มีอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้ยิงลำแสงออกไป แต่เธอกลับพุ่งเข้าใส่ลาวาโกเลมโดยตรง ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกโชนและเสียงคำรามที่ดังกึกก้อง ไลออนและลีรามองดูด้วยความตกใจ
“เอลาริส! เธอจะทำอะไร!” ไลออนร้องด้วยความเป็นห่วง
เอลาริสไม่ได้ตอบ เธอใช้ความเร็วทั้งหมดที่มี พุ่งทะลุผ่านม่านพลังของลีรา และแหวกผ่านเปลวไฟที่โหมกระหน่ำของลาวาโกเลม เธอรู้สึกร้อนระอุไปทั้งตัว แต่แก่นสุริยันในมือของเธอกลับเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นมา ปกป้องเธอจากความร้อนแรงของลาวา
เมื่อมาถึงระยะประชิด เอลาริสก็ยกแก่นสุริยันขึ้นเหนือศีรษะ เธอรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ปลายมือ แล้วแทงแก่นสุริยันลงไปที่กลางอกของลาวาโกเลมอย่างสุดแรง
ทันทีที่แก่นสุริยันสัมผัสกับแกนกลางของลาวาโกเลม ก็เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงขึ้น แสงสีทองแดงที่ร้อนแรงพวยพุ่งออกมาจากร่างของลาวาโกเลม เสียงคำรามที่เจ็บปวดดังสนั่นหวั่นไหว ร่างมหึมาของมันเริ่มแตกร้าวอย่างรวดเร็ว และเปลวไฟที่เคยลุกโชนก็เริ่มมอดดับลง
ลาวาโกเลมส่งเสียงร้องครวญครางเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของมันจะระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กลายเป็นหินลาวาที่เย็นลงและดับมอดไปในที่สุด เหลือเพียงความเงียบสงัดและกลิ่นกำมะถันที่จางหายไป
เอลาริสยืนหอบอยู่กลางห้องโถง มือยังคงกำแก่นสุริยันแน่น เธอรู้สึกอ่อนล้าจนแทบจะยืนไม่ไหว แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจและโล่งใจ
ไลออนและลีรารีบวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง
“เอลาริส! เธอไม่เป็นไรนะ?” ไลออนถามพลางประคองเธอไว้
“ข้าไม่เป็นไร” เอลาริสตอบ เสียงของเธอแหบแห้ง “แค่เหนื่อยเล็กน้อย”
ลีรามองแก่นสุริยันในมือของเอลาริสด้วยความทึ่ง “เธอทำได้แล้ว เอลาริส! เธอเอาชนะลาวาโกเลมได้!”
เอลาริสยิ้มอย่างอ่อนแรง เธอเงยหน้ามองแก่นสุริยันที่เปล่งแสงเรืองรองในมือ มันเป็นเหมือนหัวใจที่กำลังเต้นระรัวของภูเขาไฟเพลิงทมิฬ และบัดนี้มันก็อยู่ในมือของเธอแล้ว
“นี่คือส่วนแรกของคทาสุริยันจันทรา” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง “เราได้มันมาแล้ว”
ขณะที่พวกเขากำลังพักเหนื่อยและฟื้นฟูร่างกาย เอลาริสก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในตัวเธอ พลังเวทของเธอไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เธอยังรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกและธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ราวกับว่าแก่นสุริยันได้เปิดประตูบานใหม่ในจิตวิญญาณของเธอ
ในเวลาต่อมา พวกเขาทั้งสามก็ตัดสินใจพักค้างคืนในห้องโถงใต้ภูเขาไฟแห่งนี้ แม้ว่าบรรยากาศจะยังคงอบอ้าวและมีกลิ่นกำมะถันจางๆ แต่ก็ปลอดภัยจากอันตรายภายนอกป่าทมิฬ
เอลาริสนอนเอนกายอยู่บนพื้นหินลาวาที่เย็นลงแล้ว เธอหยิบแก่นสุริยันขึ้นมามองอีกครั้ง แสงสีแดงอมส้มของมันส่องสว่างในความมืด ทำให้ห้องโถงดูอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย
“ตำนานกล่าวว่าแก่นสุริยันจะมอบพลังแห่งการฟื้นฟูและการรักษาให้แก่ผู้ที่ถือครองมัน” ลีรากล่าว “และยังช่วยเพิ่มพูนพลังเวทให้แข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกได้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเธอ มันช่วยฟื้นฟูความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว
“แต่การเดินทางของเรายังอีกยาวไกล” ไลออนเตือน “เรายังต้องตามหาจันทราอัญมณีและด้ามคทาแห่งพันธสัญญา”
“ข้ารู้” เอลาริสตอบ “แต่ตอนนี้เรามีแก่นสุริยันแล้ว มันคือความหวังแรกของเรา”
ในคืนนั้น เอลาริสนอนหลับฝันดีเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เธอฝันถึงดวงตะวันและดวงจันทร์ที่โคจรเคียงคู่กัน แสงสว่างของพวกมันสาดส่องลงมาบนโลก ทำให้ทุกสิ่งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และในฝันนั้น เธอก็ได้เห็นตัวเองยืนอยู่กลางแสงสว่างนั้น ถือคทาที่เปล่งประกายระยิบระยับอยู่ในมือ
รุ่งเช้า พวกเขาทั้งสามก็เตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้ง แม้ว่าการต่อสู้กับลาวาโกเลมจะทำให้พวกเขาเหนื่อยล้า แต่ความสำเร็จในการได้มาซึ่งแก่นสุริยันก็เติมเต็มหัวใจของพวกเขาด้วยความหวังและความมุ่งมั่น
ออกจากป่าทมิฬแห่งเอลเดอร์ริน พวกเขาจะมุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป นั่นคือวิหารใต้พิภพที่ซ่อนเร้นภายใต้น้ำตกแห่งห้วงนิทรา เพื่อตามหาจันทราอัญมณี ส่วนประกอบที่สองของคทาสุริยันจันทรา
การผจญภัยยังคงดำเนินต่อไป และเอลาริสก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า ด้วยแก่นสุริยันในมือและสหายผู้กล้าหาญเคียงข้าง เธอจะไม่มีวันยอมแพ้

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก