เสียงหวีดหวิวของเหล่าชาโดว์การ์เดียนดังก้องไปทั่ววิหารใต้พิภพ ร่างเงาสีดำสนิททั้งสามตนพุ่งเข้าโจมตีเอลาริส ไลออน และลีรา อย่างไม่หยุดยั้ง พวกมันเคลื่อนไหวราวกับสายลม ไม่สามารถจับต้องได้ด้วยอาวุธธรรมดา ทำให้ไลออนต้องคอยหลบหลีกการโจมตีที่ไร้รูปอย่างยากลำบาก
“พวกมันโจมตีได้ด้วยพลังงานมืด!” ไลออนตะโกนเตือน เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่พุ่งทะลุชุดเกราะเข้ามา “และมันทำให้ร่างกายอ่อนแรง!”
เอลาริสรับรู้ถึงพลังงานมืดที่แผ่ซ่านออกมาจากชาโดว์การ์เดียน มันเป็นพลังที่ตรงกันข้ามกับแก่นสุริยันที่อยู่ในมือของเธอ พลังของชาโดว์การ์เดียนพยายามจะบั่นทอนจิตใจและพลังเวทของเธอ แต่เอลาริสก็ไม่ยอมแพ้ เธอรวบรวมพลังจากแก่นสุริยัน แล้วปล่อยลำแสงสีทองแดงพุ่งเข้าใส่ชาโดว์การ์เดียนตนหนึ่ง
ลำแสงสุริยันพุ่งทะลุร่างเงาของชาโดว์การ์เดียนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มันส่งเสียงหวีดหวิวด้วยความเจ็บปวด ร่างของมันเริ่มสั่นไหวและจางหายไปเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่สลายไปในทันที
“มันได้ผล!” ลีราร้องด้วยความดีใจ “พลังสุริยันของเธอสามารถทำร้ายพวกมันได้!”
ลีราเองก็ไม่รอช้า เขาร่ายเวทแสงสว่างขนาดใหญ่ขึ้นมา พลังเวทแสงสว่างนั้นส่องสว่างไปทั่วห้องโถง ทำให้เหล่าชาโดว์การ์เดียนต้องหรี่ตาและส่งเสียงร้องด้วยความรำคาญ
“พลังแสงสว่างก็สามารถขับไล่พวกมันได้เช่นกัน!” ลีราประกาศ
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร เธอหันไปมองจันทราอัญมณีที่เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ อยู่บนแท่นบูชา เธอรู้สึกว่ามันกำลังเรียกหาเธอ และพลังของมันก็สามารถช่วยให้เธอเอาชนะชาโดว์การ์เดียนได้
“ลีรา! ช่วยข้าถ่วงเวลาพวกมันไว้!” เอลาริสสั่ง “ข้าจะพยายามดึงพลังจากจันทราอัญมณี!”
ลีรารับคำสั่ง เขาใช้พลังเวทแสงสว่างทั้งหมดที่มี สร้างม่านพลังแสงสว่างขึ้นมาล้อมรอบชาโดว์การ์เดียนทั้งสามตน ทำให้พวกมันถูกกักขังอยู่ในม่านพลังชั่วคราว ไลออนเองก็ใช้ดาบในมือคอยป้องกันม่านพลัง ไม่ให้ชาโดว์การ์เดียนหลุดรอดออกมาได้
เอลาริสเดินตรงไปยังจันทราอัญมณี เธอวางแก่นสุริยันลงบนแท่นบูชาข้างๆ จันทราอัญมณี และในทันทีที่วัตถุทั้งสองสัมผัสกัน แสงสีทองแดงและแสงสีฟ้าอ่อนก็พลันเปล่งประกายออกมาพร้อมกัน แสงทั้งสองหลอมรวมเข้าด้วยกัน เกิดเป็นแสงสีขาวนวลที่ส่องสว่างไปทั่วห้องโถง
เอลาริสเอื้อมมือไปสัมผัสจันทราอัญมณี เธอรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาในกาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสงบและพลังแห่งจิตวิญญาณไหลเวียนเข้ามา เธอหลับตาลง พยายามเชื่อมโยงกับพลังของจันทราอัญมณี ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเธอ
ภาพมายาอันพร่าเลือนฉายวาบขึ้นในจิตใจของเอลาริสอีกครั้ง คราวนี้เธอเห็นหญิงสาวในชุดสีขาวกำลังยืนอยู่ใต้แสงจันทร์ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและห่วงใย เธอเห็นผู้คนกำลังประกอบพิธีบูชาต่อดวงจันทร์ และเธอได้ยินเสียงบทเพลงที่ไพเราะราวกับเสียงกระซิบจากสรวงสวรรค์
เสียงหวีดหวิวของชาโดว์การ์เดียนดังก้องขึ้นอีกครั้ง ม่านพลังของลีราเริ่มสั่นคลอน พวกมันกำลังจะหลุดออกมา
“เอลาริส! เร็วเข้า!” ไลออนตะโกนเตือน
เอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีเงินยวง ราวกับแสงจันทร์ที่ส่องสว่างในความมืด เธอสัมผัสได้ถึงพลังแห่งจันทราอัญมณีที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเธอ พลังที่เยือกเย็น สงบ และเต็มไปด้วยความลึกลับ และในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงพลังของแก่นสุริยันที่หลอมรวมเข้ากับพลังแห่งจันทรา เกิดเป็นสมดุลที่สมบูรณ์แบบ
เธอรวบรวมพลังเวททั้งหมดที่มีในกาย พลังจากแก่นสุริยันและจันทราอัญมณีหลอมรวมเข้าด้วยกัน เกิดเป็นกระแสพลังงานที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง เอลาริสยกมือขึ้น แล้วปล่อยคลื่นพลังงานสีขาวนวลพุ่งเข้าใส่ชาโดว์การ์เดียนทั้งสามตน
คลื่นพลังงานสีขาวนวลพุ่งเข้าปะทะกับชาโดว์การ์เดียนอย่างจัง ทำให้พวกมันส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ร่างเงาของพวกมันเริ่มสลายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกแสงสว่างกลืนกิน
ภายในเวลาไม่กี่วินาที ชาโดว์การ์เดียนทั้งสามตนก็สลายหายไปในอากาศ เหลือเพียงความเงียบสงัดและกลิ่นอายของพลังงานมืดที่จางหายไป
เอลาริสยืนหอบอยู่กลางห้องโถง เธอรู้สึกอ่อนล้าจนแทบจะยืนไม่ไหว แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจและโล่งใจ เธอทำได้แล้ว เธอเอาชนะชาโดว์การ์เดียนได้ด้วยพลังของเธอเอง
ไลออนและลีรารีบวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง
“เอลาริส! เธอทำได้แล้ว!” ลีราร้องด้วยความดีใจ
“พลังของเธอช่างน่าทึ่งยิ่งนัก” ไลออนกล่าวพลางประคองเธอไว้ “ข้าไม่เคยเห็นใครใช้พลังเวทได้แข็งแกร่งเท่าเธอมาก่อน”
เอลาริสยิ้มอย่างอ่อนแรง เธอเงยหน้ามองจันทราอัญมณีที่เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ อยู่บนแท่นบูชา และแก่นสุริยันที่เปล่งแสงสีทองแดงอยู่ข้างๆ มันเป็นเหมือนหัวใจสองดวงที่กำลังเต้นระรัวเคียงคู่กัน และบัดนี้พวกมันก็อยู่ในมือของเธอแล้ว
“นี่คือส่วนที่สองของคทาสุริยันจันทรา” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง “เราได้มันมาแล้ว”
หลังจากพักเหนื่อยและฟื้นฟูร่างกาย เอลาริสก็หยิบจันทราอัญมณีขึ้นมาถือไว้ในมือข้างหนึ่ง และแก่นสุริยันในมืออีกข้างหนึ่ง เธอรู้สึกถึงสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างพลังทั้งสอง พลังสุริยันที่ร้อนแรงและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา และพลังจันทราที่เยือกเย็นและเปี่ยมด้วยความสงบ
ลีราเริ่มสำรวจวิหารใต้พิภพอีกครั้ง เพื่อค้นหาเบาะแสเกี่ยวกับด้ามคทาแห่งพันธสัญญา
“ในบันทึกเก่าแก่ระบุว่า ด้ามคทาแห่งพันธสัญญาจะปรากฏขึ้นเองเมื่อถึงเวลาอันควร” ลีรากล่าว “และมันจะปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสุริยันและจันทรา”
เอลาริสรู้สึกว่าเธอได้ก้าวเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ เธอได้มาซึ่งแก่นสุริยันและจันทราอัญมณีแล้ว เหลือเพียงด้ามคทาแห่งพันธสัญญาเท่านั้น และเธอเชื่อว่ามันจะปรากฏขึ้นในไม่ช้า
ขณะที่พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น ทันใดนั้นก็มีเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังแว่วเข้ามาในจิตใจของเอลาริส เสียงนั้นไม่ใช่ภาษาโบราณอีกต่อไป แต่เป็นเสียงที่ชัดเจนและอ่อนโยน เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังพูดคุยกับเธอ
“ทายาทแห่งสุริยันจันทรา... เจ้าได้พิสูจน์แล้วว่าเจ้าคู่ควร” เสียงนั้นกล่าว “ด้ามคทาแห่งพันธสัญญารอเจ้าอยู่ที่ ‘ป้อมปราการแห่งลมหายใจมังกร’ ที่ซึ่งเป็นที่หลับใหลของอดีตและอนาคต”
เอลาริสลืมตาขึ้น เธอหันไปมองไลออนและลีราด้วยความประหลาดใจ
“ข้าได้ยินเสียง” เธอกล่าว “มันบอกเราว่าด้ามคทาอยู่ที่ไหน”
“ที่ไหน?” ลีราถามด้วยความตื่นเต้น
“ป้อมปราการแห่งลมหายใจมังกร” เอลาริสตอบ “ที่ซึ่งเป็นที่หลับใหลของอดีตและอนาคต”
ลีราขมวดคิ้ว “ป้อมปราการแห่งลมหายใจมังกร... ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน”
“แต่ข้าเคยได้ยิน” ไลออนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “มันคือป้อมปราการในตำนานที่ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในอาณาจักร ที่ซึ่งไม่มีใครเคยไปถึงได้”
เอลาริสรู้แล้วว่าเป้าหมายต่อไปของพวกเขาคืออะไร การเดินทางครั้งนี้จะอันตรายและยากลำบากยิ่งกว่าเดิม แต่ด้วยแก่นสุริยันและจันทราอัญมณีในมือ และสหายผู้กล้าหาญเคียงข้าง เธอจะไม่มีวันยอมแพ้
การผจญภัยยังคงดำเนินต่อไป และเอลาริสก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า เพื่อรวมคทาสุริยันจันทราให้สมบูรณ์ และปกป้องโลกจากความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก