หลังจากคำทำนายอันน่าพรั่นพรึงถูกเปิดเผย ณ มหาวิหารแห่งอาทิตย์อัสดง บรรยากาศรอบตัวเอลาริสและสหายก็พลันเปลี่ยนไปจากความยินดีสู่ความตึงเครียด ทุกคนต่างตระหนักดีว่าเวลาที่เหลืออยู่ก่อนสุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาเยือนนั้นมีจำกัด และชะตากรรมของทุกอาณาจักรกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
“‘ยอมสละทุกสิ่ง’… มันหมายความว่าอะไรกันแน่ ลิริน?” เฟย์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แววตาฉายความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
ลิรินส่ายหน้าช้าๆ “ศิลาจารึกนี้มีเพียงเท่านี้ เฟย์ ข้าไม่สามารถตีความได้มากกว่านี้ แต่จากภาษาโบราณที่ใช้ มันมักจะหมายถึงการเสียสละที่ยิ่งใหญ่… อาจถึงชีวิต”
คำพูดของลิรินทำให้ทุกคนเงียบงัน เอลาริสกำมือแน่น เธอรู้สึกถึงน้ำหนักของคำว่า ‘การเสียสละ’ ที่ทับถมลงบนบ่า แม้เธอจะเพิ่งค้นพบพลังอันมหาศาล แต่ความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับมันกลับยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เด็กสาววัยเพียงเท่าเธอจะรับไหว
“ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม” เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น ดวงตาคู่สวยฉายแววเด็ดเดี่ยว “ข้าจะผนึกมาลากอร์ให้ได้ ไม่ว่ามันจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
ไครานเดินเข้ามายืนข้างเอลาริส มือหนาแตะลงบนไหล่บอบบางของเธออย่างอ่อนโยน “เจ้าไม่ได้อยู่คนเดียว เอลาริส พวกเราจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ”
ลิรินพยักหน้าเห็นด้วย “ตามที่ศิลาจารึกนี้บอก คทาสุริยันจันทราต้องถูกรวมให้สมบูรณ์เสียก่อน และจากที่ข้าเคยศึกษาตำนานเก่าแก่ ชิ้นส่วนที่เหลือของคทาส่วนใหญ่นั้นถูกแยกย้ายไปซ่อนตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับราชวงศ์ของเจ้า”
“แล้วเราจะเริ่มต้นจากที่ไหนดี?” เฟย์ถาม
ลิรินกลับไปที่ศิลาจารึกอีกครั้ง เขาใช้นิ้วลูบไล้ไปตามลายเส้นอักษรโบราณอย่างละเอียดถี่ถ้วน “มีสัญลักษณ์บางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นมอสและตะไคร่น้ำ… เหมือนกับแผนที่”
ทุกคนรีบกรูเข้าไปดู สิ่งที่ลิรินค้นพบคือลวดลายที่สลักลึกเข้าไปในเนื้อหิน มันเป็นภาพของสถานที่สำคัญหลายแห่งที่เชื่อมโยงกันด้วยเส้นสายบางๆ ราวกับเส้นทางที่ถูกขีดเขียนขึ้นมาอย่างจงใจ
“นี่มัน… ป้อมปราการเทวะอัคคี” ไครานชี้ไปที่สัญลักษณ์รูปเปลวไฟที่โอบล้อมด้วยปราสาท “เป็นหนึ่งในฐานที่มั่นที่แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์สุริยันในอดีต ว่ากันว่าที่นั่นมีคลังสมบัติและห้องลับที่เก็บของวิเศษมากมาย”
“และนี่ก็… หุบเขากระซิบจันทรา” เฟย์ชี้ไปที่สัญลักษณ์รูปพระจันทร์เสี้ยวที่อยู่เหนือยอดเขา “เป็นสถานที่ที่เหล่าแม่มดจันทราเคยใช้ประกอบพิธีกรรมโบราณ เชื่อกันว่าพลังแห่งจันทราที่นั่นบริสุทธิ์ที่สุด”
“แต่มีสัญลักษณ์หนึ่งที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน” ลิรินชี้ไปที่จุดกึ่งกลางของแผนที่ มันเป็นสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน คล้ายกับดวงตาที่เปิดกว้างอยู่ท่ามกลางดวงดาว “มันไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในแผนที่หรือตำราเล่มใดที่ข้าเคยเห็น”
เอลาริสมองสัญลักษณ์นั้นอย่างพินิจพิจารณา เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดจากมัน ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเรียกหาเธอจากที่นั่น “ข้ารู้สึกว่า… ที่นั่นต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่”
ไครานพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้น เราก็ต้องเริ่มต้นจากป้อมปราการเทวะอัคคีก่อน ที่นั่นอาจจะมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญลักษณ์ปริศนานั้น และอาจจะมีชิ้นส่วนของคทาซ่อนอยู่ด้วย”
การตัดสินใจถูกกำหนดขึ้นอย่างรวดเร็ว กลุ่มผู้กล้าออกเดินทางจากมหาวิหารแห่งอาทิตย์อัสดง มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ซึ่งป้อมปราการเทวะอัคคีตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูง การเดินทางเต็มไปด้วยอุปสรรค พวกเขาต้องฝ่าฟันป่าทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่าดุร้าย ข้ามแม่น้ำที่เชี่ยวกราก และปีนป่ายภูเขาที่สูงชัน
ระหว่างทาง เอลาริสฝึกฝนพลังเวทมนตร์ของเธออย่างไม่ลดละ ภายใต้การดูแลของไครานและคำแนะนำของเฟย์ เธอเริ่มเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังแห่งสุริยันจันทราที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เธอสามารถสร้างโล่พลังงานที่แข็งแกร่ง ปลดปล่อยลำแสงแห่งแสงสว่างที่ขับไล่ความมืดมิด และแม้กระทั่งใช้พลังแห่งธรรมชาติเพื่อเยียวยาบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ
“เจ้าพัฒนาได้รวดเร็วจริงๆ เอลาริส” เฟย์เอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม “ราวกับว่าพลังนี้มันหลับใหลอยู่ในสายเลือดของเจ้ามาตั้งแต่แรก”
“ข้ารู้สึกเหมือนกัน เฟย์” เอลาริสตอบ “เหมือนกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของข้ามาตลอด เพียงแต่ข้าไม่เคยรู้จักมันเท่านั้น”
ลิรินที่เดินนำหน้าก็มักจะคอยสอดส่องและเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่ที่พวกเขาเดินทางผ่าน “ป้อมปราการเทวะอัคคีนั้นถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์สุริยัน เพื่อเป็นปราการป้องกันการรุกรานจากเผ่าปีศาจในยุคโบราณ ว่ากันว่ากำแพงของมันถูกสร้างด้วยหินที่หลอมรวมกับพลังเวทมนตร์ ทำให้ยากที่จะทำลาย”
ในที่สุด หลังจากเดินทางมาหลายวัน พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาที่ตั้งของป้อมปราการเทวะอัคคี เบื้องหน้าของพวกเขาคือปราการหินสีดำทะมึนที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า กำแพงแต่ละด้านสูงและหนา มีหอคอยป้องกันที่ดูน่าเกรงขามตั้งอยู่เป็นระยะๆ แม้จะผ่านกาลเวลามานานหลายศตวรรษ แต่ป้อมปราการแห่งนี้ก็ยังคงแสดงถึงความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งในอดีต
“มันใหญ่โตกว่าที่คิดไว้มาก” เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยความทึ่ง
“ใช่” ไครานตอบ “และมันก็เงียบผิดปกติ ป้อมปราการที่แข็งแกร่งขนาดนี้ไม่น่าจะถูกทิ้งร้างไปง่ายๆ”
ลิรินพยักหน้า “ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเวทมนตร์โบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ก็มีบางอย่าง… ไม่ชอบมาพากล”
เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปใกล้ประตูทางเข้าหลัก ก็พบว่ามันถูกปิดตายด้วยหินขนาดใหญ่และโซ่ตรวนที่ผุพังตามกาลเวลา แต่ร่องรอยของการต่อสู้ก็ยังคงปรากฏให้เห็น กระดูกที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น เศษอาวุธที่ขึ้นสนิม และรอยไหม้บนกำแพงหิน บ่งบอกว่าที่นี่เคยเป็นสมรภูมิรบอันดุเดือด
“ดูเหมือนว่าป้อมปราการแห่งนี้จะไม่ได้ถูกทิ้งร้างไปเอง” เฟย์กล่าวด้วยสีหน้ากังวล “แต่ถูกโจมตีและยึดครอง”
“แต่โดยใครกัน?” เอลาริสถาม
ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามอันน่าขนลุกก็ดังขึ้นมาจากด้านในป้อมปราการ มันเป็นเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความดุร้ายและความกระหายเลือด
“ดูเหมือนว่าเราจะได้คำตอบแล้ว” ไครานกล่าวเสียงเข้ม มือข้างหนึ่งคว้าดาบขึ้นมาเตรียมพร้อม “เตรียมตัวให้พร้อมทุกคน”
พวกเขามองลอดช่องว่างเล็กๆ บนประตูเข้าไป เห็นเงามืดขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้านใน แสงสลัวๆ ที่ส่องลอดมาจากด้านบนเผยให้เห็นสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายกอร์กอนที่มีปีกค้างคาว ดวงตาสีแดงฉานเปล่งประกายความชั่วร้าย มันกำลังกินซากศพของสัตว์บางชนิดอยู่
“ปีศาจกอร์กอน” ลิรินกระซิบ “เป็นสัตว์อสูรที่รับใช้มาลากอร์ พวกมันมักจะถูกส่งมาเพื่อเฝ้าสถานที่สำคัญ”
“ถ้าอย่างนั้น ชิ้นส่วนของคทาหรือข้อมูลสำคัญต้องอยู่ที่นี่แน่” เอลาริสกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “เราต้องเข้าไป”
ไครานพยักหน้า “แต่เราไม่สามารถบุกเข้าไปจากด้านหน้าได้ตรงๆ ประตูถูกปิดตายและมีปีศาจเฝ้าอยู่”
ลิรินสำรวจกำแพงป้อมปราการอย่างรวดเร็ว “ข้าเห็นช่องทางลับบางอย่างที่ด้านหลังของปราการ มันเป็นทางเข้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้เถาวัลย์หนาแน่น”
“ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่มีเวลาให้ลังเลแล้ว” เอลาริสกล่าว “เราจะใช้เส้นทางนั้น”
พวกเขาอ้อมไปทางด้านหลังของป้อมปราการ ลิรินค้นหาช่องทางลับที่เขาพูดถึง ในที่สุดเขาก็พบทางเข้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้พุ่มไม้และเถาวัลย์ขนาดใหญ่ มันเป็นอุโมงค์มืดทึบที่ดูน่าขนลุก
“ทางนี้แหละ” ลิรินกล่าว “แต่ระวังให้ดี มันอาจจะมีกับดักหรือปีศาจซ่อนอยู่”
พวกเขาทั้งสี่เดินเรียงแถวเข้าไปในอุโมงค์ เอลาริสใช้พลังเวทมนตร์ของเธอสร้างแสงสว่างนำทาง บรรยากาศภายในอุโมงค์เย็นยะเยือกและชื้นแฉะ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว
ขณะที่พวกเขากำลังเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ เสียงกระซิบแผ่วเบาก็เริ่มดังขึ้น มันเป็นเสียงกระซิบที่ฟังดูเหมือนเสียงของวิญญาณที่ถูกจองจำ พยายามที่จะสื่อสารกับพวกเขา
“อะไรน่ะ?” เฟย์กระซิบด้วยความหวาดกลัว
“ข้าก็ได้ยิน” เอลาริสตอบ “เหมือนมีใครบางคนกำลังเรียกหาเรา”
ลิรินหยุดเดิน เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ “มันเป็นภาษาโบราณ… ภาษาของราชวงศ์สุริยัน”
“มันพูดว่าอะไร?” ไครานถาม
ลิรินหลับตาลง พยายามที่จะตีความเสียงกระซิบนั้น “มันบอกว่า… ‘จงระวัง… ผู้บุกรุก… ผู้ทรยศ… และความมืดมิดที่ซ่อนอยู่…’”
ทันใดนั้นเอง อุโมงค์ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หินและดินร่วงหล่นลงมาจากเพดาน เสียงคำรามที่น่ากลัวดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันอยู่ใกล้กว่าเดิมมาก
“ดูเหมือนว่าเราจะไม่ใช่ผู้บุกรุกเพียงกลุ่มเดียวที่เข้ามาในป้อมปราการแห่งนี้” ไครานกล่าวอย่างระมัดระวัง “เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้”
เอลาริสกำคทาประจำตัวของเธอแน่น เธอมองไปข้างหน้า ในความมืดมิดเบื้องหน้า ดวงตาสีแดงฉานหลายคู่กำลังจ้องมองมาที่พวกเขา ปีศาจกอร์กอนไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่พวกมันเป็นฝูง และพวกมันกำลังรอคอยที่จะฉีกกระชากพวกเขาเป็นชิ้นๆ
ร่องรอยแห่งอดีตอันเลือนหายได้นำพาพวกเขามาสู่กับดักที่เต็มไปด้วยอันตราย แต่เอลาริสรู้ดีว่าเธอไม่มีทางเลือก เธอจะต้องเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่ซ่อนอยู่ภายในป้อมปราการแห่งนี้ เพื่อค้นหาความจริงและชิ้นส่วนของคทาสุริยันจันทราที่จำเป็นต่อการปกป้องโลกใบนี้
สงครามครั้งใหม่กำลังจะอุบัติขึ้น ณ ป้อมปราการเทวะอัคคี และเอลาริสจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอคือทายาทแห่งสุริยันจันทราที่แท้จริง

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก