การเดินทางจากหุบเขาอันหนาวเหน็บสู่ทะเลทรายที่แผดเผาเป็นความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับเอลาริสและสหาย แสงอาทิตย์ยามบ่ายแผดเผาผืนทรายสีทองจนร้อนระอุ อากาศแห้งแล้งและลมพายุทรายที่พัดกระหน่ำ ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก ทะเลทรายแห่งเงามายาตามที่ลิรินเรียกขานนั้นสมชื่อจริงๆ เพราะมันเต็มไปด้วยภาพลวงตาที่เกิดจากความร้อนระอุและพลังเวทมนตร์โบราณที่หลงเหลืออยู่
“ข้ารู้สึกว่าเรากำลังเดินวนอยู่ในที่เดิม” เฟย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ใบหน้าของเธอซีดเซียวจากความเหนื่อยล้าและแดดเผา
“ภาพลวงตาของทะเลทรายแห่งนี้แข็งแกร่งมาก” ลิรินกล่าวขณะที่เขากำลังใช้เข็มทิศเวทมนตร์เพื่อนำทาง “มันพยายามที่จะหลอกล่อให้เราหลงทาง”
เอลาริสใช้พลังเวทมนตร์ของเธอสร้างเกราะป้องกันความร้อนและสร้างน้ำดื่มจากพลังงานเวทมนตร์เพื่อช่วยให้ทุกคนคลายความกระหายและลดความเหนื่อยล้าลงได้บ้าง แต่แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากพลังของเธอ ทุกคนก็ยังคงรู้สึกอ่อนแรง
“เราต้องหาทางผ่านภาพลวงตาพวกนี้ไปให้ได้” ไครานกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “วิหารแห่งดวงดาวซ่อนอยู่ภายใต้ภาพมายาพวกนี้”
เอลาริสหลับตาลง เธอพยายามที่จะเชื่อมโยงกับพลังแห่งสุริยันจันทราในตัวเธอ เธอรู้สึกถึงความร้อนแรงของดวงอาทิตย์ที่แผดเผา และความเย็นเยียบของดวงจันทร์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแสงจ้า เธอพยายามที่จะใช้พลังแห่งสมดุลนี้เพื่อทะลุผ่านภาพลวงตา
เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงสีเงินและสีทองสลับกัน เธอเห็นภาพลวงตาที่รายล้อมอยู่รอบตัวเธอราวกับม่านหมอกบางๆ ที่กำลังพยายามจะบิดเบือนความเป็นจริง แต่ด้วยพลังแห่งสุริยันจันทรา เธอสามารถมองทะลุผ่านมันไปได้
“ข้าเห็นทาง” เอลาริสกล่าว “มันอยู่ตรงนั้น” เธอชี้ไปทางทิศตะวันออก ที่ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเพียงผืนทรายที่ว่างเปล่า
ไครานมองตามทิศทางที่เอลาริสชี้ แต่เขาก็ยังคงเห็นเพียงภาพลวงตาที่บิดเบี้ยว “เจ้าแน่ใจนะ เอลาริส?”
“ข้าแน่ใจ” เอลาริสตอบ “ข้ารู้สึกได้ถึงพลังที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพลวงตาพวกนี้”
พวกเขาเดินตามเอลาริสไปอย่างไม่ลังเล ด้วยความเชื่อมั่นในพลังที่เพิ่งตื่นขึ้นของเธอ และเมื่อพวกเขาเดินผ่านจุดที่เอลาริสชี้ไป ภาพลวงตาก็เริ่มสลายหายไปราวกับควัน เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือวิหารโบราณขนาดมหึมาที่ถูกสร้างขึ้นจากหินสีดำสนิท มันตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทราย ราวกับเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ที่ถูกทอดทิ้ง วิหารแห่งนี้แตกต่างจากวิหารแห่งสุริยันและจันทราที่พวกเขาเคยพบมา มันดูแข็งแกร่ง ลึกลับ และแฝงไว้ด้วยพลังที่น่าเกรงขาม
“นี่คือวิหารแห่งดวงดาว” ลิรินกระซิบด้วยความทึ่ง “ในที่สุดเราก็มาถึง”
ประตูทางเข้าวิหารถูกปิดตายด้วยแผ่นหินขนาดใหญ่ที่มีสัญลักษณ์ดวงตาที่เปิดกว้างอยู่ท่ามกลางดวงดาวสลักอยู่ สัญลักษณ์นี้เองที่เอลาริสเคยเห็นบนศิลาจารึกและภาพสลักที่ผ่านมา
“สัญลักษณ์นี้…” เฟย์เอ่ยขึ้น “มันดูน่ากลัว”
“มันคือสัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์แห่งดวงดาว” ลิรินอธิบาย “ผู้พิทักษ์ที่เฝ้าประตูแห่งความลับสูงสุดของราชวงศ์สุริยัน”
“แล้วเราจะเปิดมันได้อย่างไร?” ไครานถาม
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ประตู เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานที่มหาศาลที่แผ่ออกมาจากสัญลักษณ์นั้น มันไม่ใช่พลังงานด้านมืด แต่เป็นพลังที่เก่าแก่และแข็งแกร่งเกินกว่าที่เธอจะเคยสัมผัสมา
“มันต้องการ… การยอมรับ” เอลาริสกล่าว “มันต้องการให้ข้าพิสูจน์ว่าข้าคือทายาทที่แท้จริง”
เธอหลับตาลง รวบรวมพลังแห่งสุริยันจันทราทั้งหมดที่มีในมือ เธอวางมือลงบนสัญลักษณ์ดวงตาที่เปิดกว้าง แสงสีเงินและสีทองสลับกันเปล่งออกมาจากมือของเธอ และเริ่มไหลเวียนเข้าไปในสัญลักษณ์
ทันใดนั้นเอง สัญลักษณ์ดวงตาบนประตูก็เริ่มเปล่งแสงสีม่วงอมน้ำเงินออกมา ราวกับดวงดาวนับพันดวงกำลังส่องประกาย ดวงตาบนสัญลักษณ์ค่อยๆ เปิดกว้างขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีทองที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาโบราณ
เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่ก้องกังวานดังขึ้นในจิตสำนึกของเอลาริส “ทายาทแห่งสุริยันจันทรา… จงพิสูจน์ความคู่ควรของเจ้า”
ครืน!
แผ่นหินขนาดใหญ่ที่ปิดประตูวิหารอยู่ก็เริ่มเคลื่อนตัวออกช้าๆ เผยให้เห็นทางเข้าที่มืดมิดและลึกลับเบื้องหลัง แต่สิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่ด้านในนั้นไม่ใช่ห้องโถงธรรมดา แต่มันคือเขาวงกตที่เต็มไปด้วยกระจกเงา
“นี่มันอะไรกัน?” เฟย์อุทานด้วยความตกใจ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือทางเดินที่ทอดยาวเข้าไปในความมืดมิด รายล้อมด้วยกระจกเงาขนาดใหญ่ที่สะท้อนภาพของพวกเขาไปมาไม่รู้จบ
“นี่คือเขาวงกตแห่งจิตวิญญาณ” ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เป็นบททดสอบที่ผู้พิทักษ์แห่งดวงดาวสร้างขึ้น เพื่อทดสอบจิตใจของผู้ที่ต้องการเข้าถึงความลับสูงสุดของราชวงศ์”
“มันจะสะท้อนภาพของความกลัว ความสงสัย และความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของเรา” ไครานอธิบาย “เราต้องระวังไม่ให้ถูกหลอกล่อโดยภาพมายาพวกนั้น”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่านี่คือบททดสอบที่แท้จริง เธอจะต้องเผชิญหน้ากับปีศาจในใจของเธอเอง
เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในเขาวงกต กระจกเงาที่รายล้อมอยู่ก็เริ่มสะท้อนภาพที่แตกต่างกันออกไป ภาพของอดีตที่เจ็บปวด ความทรงจำที่เธอพยายามจะลืมเลือน และความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ
เอลาริสเห็นภาพของตัวเองในวัยเด็กที่กำลังโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่ง ภาพของมาลากอร์ที่กำลังยิ้มเยาะเย้ย และภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังกลืนกินโลกใบนี้
“นี่คือความกลัวของเจ้า เอลาริส” เสียงกระซิบดังขึ้นจากในกระจก “เจ้ากลัวที่จะล้มเหลว เจ้ากลัวที่จะต้องแบกรับภาระที่ยิ่งใหญ่นี้”
เอลาริสพยายามที่จะไม่สนใจเสียงเหล่านั้น เธอรู้ดีว่านี่คือภาพลวงตา แต่ความรู้สึกเจ็บปวดจากภาพเหล่านั้นกลับเป็นของจริง
เฟย์เองก็กำลังเผชิญหน้ากับภาพลวงตาของเธอ เธอเห็นภาพของคนที่เธอรักที่กำลังเจ็บป่วยและตายลงด้วยโรคร้าย ลิรินเห็นภาพของเผ่าพันธุ์ของเขาที่ถูกทำลาย ไครานเห็นภาพของความพ่ายแพ้ในอดีตที่เขาไม่เคยให้อภัยตัวเอง
เขาวงกตแห่งจิตวิญญาณกำลังโจมตีพวกเขาจากภายใน พยายามที่จะบดขยี้จิตใจและทำให้พวกเขาสิ้นหวัง
“จงอย่าเชื่อในสิ่งที่เจ้าเห็น!” ไครานตะโกน “มันเป็นเพียงภาพมายา!”
เอลาริสจดจ่อสมาธิ เธอหลับตาลงอีกครั้ง เธอรู้สึกถึงพลังแห่งสุริยันจันทราที่ไหลเวียนอยู่ในตัว มันคือแสงสว่างที่สามารถขับไล่ความมืดมิดและภาพลวงตาได้
เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง เธอปลดปล่อยลำแสงแห่งแสงสว่างออกมาจากมือของเธอ แสงนั้นพุ่งเข้าใส่กระจกเงาที่สะท้อนภาพลวงตาเหล่านั้น
เพล้ง! เพล้ง!
กระจกเงาหลายบานแตกละเอียด ภาพลวงตาสลายหายไป เผยให้เห็นทางเดินที่แท้จริงเบื้องหลัง
“ยอดเยี่ยมมาก เอลาริส!” ลิรินเอ่ยชม
“เราต้องเดินต่อไป” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเด็ดเดี่ยว “เราต้องผ่านบททดสอบนี้ไปให้ได้”
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในเขาวงกตแห่งจิตวิญญาณ ทำลายภาพลวงตาที่พยายามจะหลอกล่อพวกเขาไปทีละบาน ทีละบาน
ทะเลทรายแห่งเงามายาได้นำพาพวกเขามาสู่บททดสอบที่แท้จริง บททดสอบที่ไม่ได้วัดความแข็งแกร่งทางกายภาพ แต่เป็นการวัดความแข็งแกร่งของจิตใจ และเอลาริสรู้ดีว่าเธอจะต้องไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับความกลัวที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจมากแค่ไหนก็ตาม
ชิ้นส่วนสุดท้ายของคทาสุริยันจันทรากำลังรอคอยเธออยู่ และเธอจะต้องพิสูจน์ความคู่ควรของเธอ เพื่อที่จะเข้าถึงมันให้ได้

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก