โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
344 ตอน · 1,382 คำ
สายลมเย็นยะเยือกพัดหวีดหวิวโอบล้อมยอดเขาสูงเสียดฟ้า กลิ่นหอมจางๆ ของพืชสมุนไพรโบราณและไอหมอกยามเช้าลอยอวลอยู่ในอากาศเบาบาง ณ ลานกว้างซึ่งถูกโอบล้อมด้วยเสาหินโบราณที่สลักเสลาด้วยอักขระลึกลับ เอลาริสยืนนิ่ง ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปยังศิลาเวทที่เปล่งประกายเรืองรองอยู่เบื้องหน้า ร่างกายของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็น แต่เป็นเพราะกระแสพลังเวทที่ไหลเวียนพลุ่งพล่านอยู่ในกาย ราวกับสายน้ำที่ถูกกักเก็บมานานและกำลังจะทะลักทลายออกมา
“ผ่อนคลายเจ้าหญิง” เสียงทุ้มนุ่มลึกของอาจารย์โอรินดังขึ้นจากด้านหลัง ชายชราผู้มีดวงตาฉายแววแห่งปัญญาและรอยยิ้มอบอุ่นยืนสงบนิ่ง มือที่เหี่ยวย่นของเขากุมคทาไม้เท้าที่สลักรูปมังกรไว้อย่างสง่างาม “จงปล่อยให้กระแสพลังไหลเวียนอย่างเป็นธรรมชาติ ดุจสายน้ำที่หลั่งรินจากยอดเขาสู่มหาสมุทร อย่าได้บังคับ หากแต่จงชี้นำ”
เอลาริสหลับตาลง พยายามทำตามคำแนะนำของอาจารย์โอริน เธอสูดลมหายใจลึกๆ รับเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด จิตใจของเธอพยายามรวบรวมสมาธิให้แน่วแน่ ความรู้สึกของแสงสว่างแห่งสุริยันและเงามืดแห่งจันทราวนเวียนอยู่ในตัวเธอมาตลอดหลายสัปดาห์ของการฝึกฝน แต่การที่จะผสานพลังทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียวและควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์นั้น ช่างยากเย็นราวกับการจับต้องดวงดาวด้วยมือเปล่า
“จำไว้ว่าเจ้าคือทายาทแห่งสุริยันจันทรา เลือดของเจ้าคือสายธารแห่งเวทมนตร์อันบริสุทธิ์” เสียงของไลร่าดังขึ้นข้างๆ เธอ หญิงสาวนักเวทผมสีเงินยืนกอดอก มองมาที่เอลาริสด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความหวังและความเข้าใจ ไลร่าเองก็เป็นผู้ที่ช่วยอาจารย์โอรินฝึกฝนเอลาริสมาโดยตลอด ด้วยความรู้ด้านเวทมนตร์โบราณที่เธอได้ค้นพบจากตำรานับไม่ถ้วน
เอลาริสพยักหน้ารับช้าๆ เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของพลังสุริยันที่แผ่ซ่านอยู่ทางซีกขวาของร่างกาย และความเย็นยะเยือกของพลังจันทราที่ไหลวนอยู่ทางซีกซ้าย มันเป็นพลังที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เธอต้องหาวิธีที่จะทำให้แสงและเงาเต้นรำร่วมกันอย่างกลมกลืน
“ลองอีกครั้ง” อาจารย์โอรินเอ่ยขึ้น “จงจินตนาการถึงวงแหวนแห่งแสงและเงาที่พันเกี่ยวกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่การต่อสู้ แต่เป็นการเต้นรำ”
เอลาริสลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีอำพันของเธอเปล่งประกายระยิบระยับด้วยความมุ่งมั่น เธอชูมือทั้งสองข้างขึ้นช้าๆ ปล่อยให้พลังงานเวทมนตร์ไหลออกจากปลายนิ้ว ภาพของดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจ้าและดวงจันทร์ที่สาดแสงนวลผุดขึ้นในห้วงความคิด เธอพยายามเชื่อมโยงภาพทั้งสองเข้าด้วยกัน บังคับให้พวกมันหมุนวนรอบกันและกัน
ครั้งแรกที่เธอพยายามทำเช่นนี้ พลังงานจะปะทะกันอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดประกายไฟสีฟ้าและสีทองระเบิดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ครั้งนี้ เธอกลับรู้สึกถึงความสงบที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายใน จิตใจของเธอลอยล่องไปในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งดวงดาวนับล้านส่องแสงระยิบระยับ
แสงสีทองอร่ามเริ่มเปล่งประกายจากมือขวาของเธอ ขณะที่แสงสีเงินนวลจับกลุ่มกันบนมือซ้าย จากนั้น ด้วยการควบคุมที่ละเอียดอ่อนอย่างเหลือเชื่อ แสงทั้งสองก็เริ่มหมุนวนเข้าหากันช้าๆ ไม่ใช่การปะทะ แต่เป็นการโอบกอดกันและกัน แสงสีทองและสีเงินพันเกี่ยวกันเป็นเกลียว ค่อยๆ ก่อตัวเป็นลูกแก้วพลังงานขนาดเล็กที่เปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับดวงดาวสองดวงที่โคจรอยู่ร่วมกัน
อาจารย์โอรินและไลร่ามองภาพนั้นด้วยแววตาแห่งความประหลาดใจระคนยินดี แสงสะท้อนจากลูกแก้วพลังงานส่องให้เห็นรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของเอลาริส ซึ่งตอนนี้ดูสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยพลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ลูกแก้วพลังงานนั้นลอยขึ้นจากฝ่ามือของเธอ ลอยวนอยู่กลางอากาศ แสงสีทองและสีเงินเต้นระบำอย่างงดงาม บัดนี้มันไม่ใช่แค่พลังงานที่เธอควบคุมได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเธอ เป็นการสำแดงออกซึ่งความสมดุลของจักรวาลที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของเธอ
ทันใดนั้นเอง เมื่อลูกแก้วพลังงานนั้นลอยสูงขึ้นไปแตะกับรังสีของดวงอาทิตย์ที่เพิ่งพ้นขอบฟ้า แสงสว่างจ้าก็ระเบิดออกมาพร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังแว่วเข้ามาในหูของเอลาริส มันเป็นเสียงที่เก่าแก่และคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเสียงของบรรพบุรุษที่ส่งผ่านกาลเวลา
“เอเธลเรด... จงค้นหา... ต้นกำเนิดแห่งแสงและเงา... คทา... สุริยันจันทรา...”
เสียงนั้นเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่ลูกแก้วพลังงานสลายตัวไปในอากาศ เหลือไว้เพียงแสงระยิบระยับจางๆ ที่ค่อยๆ จางหายไป เอลาริสยืนนิ่ง ดวงตาสีอำพันเบิกกว้างด้วยความตกใจและสับสน
“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าหญิง?” ไลร่ารีบถามอย่างร้อนรน เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเอลาริส
เอลาริสหันมามองไลร่าและอาจารย์โอริน ใบหน้าของเธอยังคงซีดเผือด “ฉัน... ฉันได้ยินเสียง... เสียงกระซิบ... มันพูดถึง ‘เอเธลเรด’... และ ‘คทาสุริยันจันทรา’... และ ‘ต้นกำเนิดแห่งแสงและเงา’”
อาจารย์โอรินเบิกตากว้าง แววตาของเขาฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก “เอเธลเรด... เป็นชื่อที่คุ้นหูยิ่งนัก” เขาพึมพำกับตัวเอง “เป็นชื่อของราชินีผู้พิทักษ์องค์แรกๆ แห่งราชวงศ์อาร์เคนดอร์ ผู้ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์สุริยันจันทรา”
“ราชินีเอเธลเรด?” ไลร่าทวนคำด้วยความประหลาดใจ “แต่ตำนานเล่าว่านางเป็นผู้สร้างคทาสุริยันจันทราขึ้นจากพลังแห่งดวงดาว เพื่อใช้ผนึกมาลากอร์ในการรบครั้งแรก”
“ใช่แล้ว” อาจารย์โอรินพยักหน้า “ตำนานเล่าว่านางเป็นผู้ที่ผสานพลังแห่งสุริยันและจันทราเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์เป็นคนแรก และได้สร้างคทาอันทรงพลังนั้นขึ้นมา”
“แต่ทำไมฉันถึงได้ยินชื่อของนาง?” เอลาริสถาม “แล้ว ‘ต้นกำเนิดแห่งแสงและเงา’ คืออะไร?”
“บางที... นั่นอาจจะเป็นการชี้ทาง” ไลร่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “การที่เจ้าได้ยินเสียงของราชินีเอเธลเรดในขณะที่เจ้าผสานพลังได้สำเร็จนั้น อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
“อาจารย์หมายความว่าอย่างไร?” เอลาริสถาม
อาจารย์โอรินเดินเข้ามาใกล้เอลาริส วางมือที่เหี่ยวย่นลงบนบ่าของเธออย่างแผ่วเบา “เจ้าหญิงเอลาริส พลังที่เจ้าครอบครองนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ และมันกำลังนำทางเจ้าไปสู่ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นมานาน ‘ต้นกำเนิดแห่งแสงและเงา’ ที่เสียงนั้นกล่าวถึง อาจหมายถึงสถานที่ที่ราชินีเอเธลเรดได้สร้างคทาสุริยันจันทราขึ้นมา หรือเป็นที่ที่นางได้บรรลุถึงความสมบูรณ์ของพลัง”
“สถานที่นั้นอยู่ที่ใดหรือท่านอาจารย์?” เอลาริสถาม หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความหวัง
อาจารย์โอรินหลับตาลงช้าๆ พยายามนึกถึงตำนานเก่าแก่ที่เขาเคยได้ยิน “ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าจากบรรพบุรุษว่า มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกขนานนามว่า ‘วิหารแห่งดารา’ (Temple of Astrea) ซึ่งเป็นที่ซ่อนเร้นของความรู้โบราณและพลังอันยิ่งใหญ่ แต่ไม่มีใครทราบพิกัดที่แน่ชัดมานานนับพันปี”
“วิหารแห่งดารา?” ไลร่าทวนคำ “ข้าเคยอ่านเจอในตำราโบราณเล่มหนึ่งที่บันทึกไว้ว่า วิหารแห่งดาราตั้งอยู่ในเทือกเขาเงาจันทรา ที่ซึ่งดวงจันทร์ทั้งสองดวงจะปรากฏขึ้นใกล้กันมากที่สุดในยามสุริยคราส”
คำพูดของไลร่าทำให้ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ ความเกี่ยวพันระหว่างวิหารแห่งดารา สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ และคทาสุริยันจันทรา ช่างเป็นความบังเอิญที่น่าขนลุกเกินกว่าที่จะมองข้าม
“นั่นอาจเป็นที่ที่มาลากอร์จะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง!” เอลาริสอุทาน
“เป็นไปได้” อาจารย์โอรินพยักหน้าอย่างเคร่งเครียด “แต่ก่อนหน้านั้น หากวิหารแห่งดาราคือ ‘ต้นกำเนิดแห่งแสงและเงา’ ที่ราชินีเอเธลเรดสร้างคทาขึ้นมา นั่นอาจเป็นที่ที่เราจะค้นพบความจริงเกี่ยวกับคทาที่แท้จริง และอาจรวมถึงวิธีที่จะทำให้คทาสมบูรณ์พร้อมสำหรับการผนึกมาลากอร์”
“แล้วเราจะไปที่นั่นได้อย่างไร?” เอลาริสถาม
“เทือกเขาเงาจันทรานั้นอันตรายนัก เต็มไปด้วยสัตว์อสูรและเวทมนตร์โบราณที่หลงเหลืออยู่” ไลร่ากล่าวอย่างกังวล “และการจะหาวัดที่ถูกลืมเลือนไปนับพันปีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย”
ขณะที่ทั้งสามกำลังพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด คาเอเลนก็เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับฟินน์ ทั้งสองเพิ่งกลับจากการสำรวจพื้นที่รอบๆ
“ดูเหมือนพวกเจ้ากำลังหารือเรื่องสำคัญกันนะ” คาเอเลนเอ่ยขึ้น สังเกตเห็นใบหน้าที่จริงจังของทุกคน “เกิดอะไรขึ้นหรือเอลาริส?”
เอลาริสเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คาเอเลนและฟินน์ฟัง ตั้งแต่การผสานพลังอันสมบูรณ์ ไปจนถึงเสียงกระซิบจากอดีตและเรื่องราวของราชินีเอเธลเรดและวิหารแห่งดารา
“วิหารแห่งดาราหรือ?” ฟินน์ผิวปาก “เป็นชื่อที่ฟังดูน่าตื่นเต้นทีเดียว ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับสถานที่ลึกลับแห่งนี้จากพวกพ่อค้าเร่ แต่ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง”
“และหากมันเกี่ยวข้องกับราชินีเอเธลเรดและคทาสุริยันจันทราจริง เราก็ต้องไปที่นั่น” คาเอเลนกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ไม่ว่าหนทางจะอันตรายเพียงใดก็ตาม”
“ข้าเห็นด้วย” เอลาริสกล่าวด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นอีกครั้ง “นี่อาจเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ฉันเข้าใจพลังของตัวเองอย่างแท้จริง และเตรียมพร้อมรับมือกับมาลากอร์”
อาจารย์โอรินมองไปยังกลุ่มสหายผู้กล้าหาญตรงหน้าด้วยความภาคภูมิใจ “ถ้าเช่นนั้น การเดินทางครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น” เขากล่าว “แต่ก่อนที่พวกเจ้าจะออกเดินทาง ข้ามีบางสิ่งที่จะมอบให้เจ้าหญิงเอลาริส”
ชายชราเดินไปยังแท่นบูชาหินโบราณที่อยู่มุมหนึ่งของลานฝึก เขาหยิบกล่องไม้แกะสลักอย่างประณีตออกมาจากช่องลับ เมื่อเปิดกล่องออก ก็เผยให้เห็นสร้อยคอเส้นหนึ่ง จี้ของมันเป็นรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่พันเกี่ยวกัน ทำจากโลหะสีเงินวาววับและประดับด้วยอัญมณีสีทองและสีน้ำเงินเข้มที่เปล่งประกายระยิบระยับ
“นี่คือ ‘จี้แห่งพันธสัญญา’ (Amulet of the Covenant)” อาจารย์โอรินกล่าว “เป็นของที่ตกทอดมาจากราชินีเอเธลเรดสู่ทายาทผู้พิทักษ์รุ่นต่อรุ่น มันจะช่วยปกป้องเจ้าจากพลังแห่งความมืด และที่สำคัญที่สุด... มันจะช่วยนำทางเจ้าไปสู่วิหารแห่งดารา”
เอลาริสรับสร้อยคอมา สัมผัสได้ถึงพลังงานอันอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากจี้ เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเชื่อมโยงเธอกับสร้อยคอเส้นนี้อย่างลึกซึ้ง
“จี้นี้จะส่องแสงเมื่อเจ้าอยู่ใกล้กับสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับราชินีเอเธลเรด หรือเมื่อเจ้าต้องการพลังแห่งสุริยันจันทราอย่างแท้จริง” อาจารย์โอรินอธิบาย “มันคือเครื่องรางนำทางและโล่ป้องกันไปในคราวเดียวกัน”
เอลาริสสวมจี้แห่งพันธสัญญาไว้ที่คอ อัญมณีสีทองและสีน้ำเงินเข้มวางตัวอยู่บนทรวงอกของเธออย่างงดงาม เปล่งประกายเรืองรองเล็กน้อย ราวกับตอบรับกับพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเธอ
“ขอบคุณค่ะอาจารย์” เอลาริสกล่าวด้วยความซาบซึ้ง
“ไม่ต้องขอบใจหรอกเจ้าหญิง” อาจารย์โอรินยิ้มอบอุ่น “นี่คือหน้าที่ของเจ้า และเป็นชะตากรรมที่เจ้าต้องเผชิญ ขอให้แสงแห่งสุริยันและเงามืดแห่งจันทราคุ้มครองพวกเจ้าในการเดินทาง”
ในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องลงมายังยอดเขาอีกครั้ง เอลาริสและสหายทั้งสามก็เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่ พวกเขาเก็บสัมภาระที่จำเป็น และกล่าวลาอาจารย์โอรินและไลร่าที่ยืนส่งอยู่เบื้องหลัง
“ดูแลตัวเองด้วยนะเอลาริส” ไลร่ากำชับ “หากมีสิ่งใดที่เจ้าต้องการ ความช่วยเหลือของเราจะไปถึงเจ้าเสมอ”
“ข้าจะดูแลตัวเองค่ะไลร่า” เอลาริสยิ้มให้
คาเอเลน ฟินน์ และเอลาริสเริ่มต้นการเดินทางมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ซึ่งตำนานเล่าว่าเป็นที่ตั้งของเทือกเขาเงาจันทรา และที่ซึ่งวิหารแห่งดาราอันลึกลับรอคอยพวกเขาอยู่
จี้แห่งพันธสัญญาที่ห้อยอยู่บนคอของเอลาริสเปล่งประกายระยิบระยับเล็กน้อย ราวกับเป็นการนำทางให้แก่พวกเขา ก้าวเท้าของพวกเขามั่นคง เต็มไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริงที่ถูกซ่อนเร้น และเตรียมพร้อมรับมือกับชะตากรรมอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า การเดินทางสู่ ‘ต้นกำเนิดแห่งแสงและเงา’ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และมันจะต้องเป็นบททดสอบที่สาหัสที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเผชิญมา

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก