คทาสุริยัน

ตอนที่ 65 — เงามืดแห่งเทือกเขาจันทราและปริศนาแห่งอักขระโบราณ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,172 คำ

การเดินทางสู่เทือกเขาเงาจันทราเต็มไปด้วยความยากลำบากและอันตราย เส้นทางที่ทอดยาวผ่านป่าทึบและหุบเหวลึกทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคมากมาย ทั้งสัตว์ร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด และสภาพอากาศที่แปรปรวน แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือของสหายทั้งสี่ พวกเขาก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

หลายวันผ่านไป พวกเขาก็มาถึงเชิงเทือกเขาเงาจันทรา ดินแดนที่เคยเป็นเพียงตำนานบัดนี้ปรากฏอยู่ตรงหน้า ‌ทิวเขาสูงชันเสียดฟ้า ปกคลุมไปด้วยป่าสนหนาทึบและยอดเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี ท้องฟ้าเหนือเทือกเขามักจะมืดครึ้มกว่าปกติ ราวกับมีม่านหมอกสีเทาปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ‘เงาจันทรา’

“บรรยากาศที่นี่ไม่น่าไว้วางใจเลย” ฟินน์พึมพำขณะกวาดสายตามองรอบๆ ตัว ​มือของเขากุมด้ามมีดประจำกายไว้อย่างมั่นคง “ข้ารู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่ตลอดเวลา”

คาเอเลนพยักหน้าเห็นด้วย “พลังเวทที่นี่หนาแน่นกว่าที่อื่นมาก บางทีอาจเป็นเพราะความเก่าแก่ของสถานที่แห่งนี้” เขาหันไปมองเอลาริส “จี้ของเจ้ายังคงนำทางเราไปได้ใช่ไหมเอลาริส?”

เอลาริสแตะจี้แห่งพันธสัญญาที่ห้อยอยู่บนคอ จี้เปล่งประกายระยิบระยับเล็กน้อย เมื่อเธอหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ‍แสงจากจี้ก็สว่างขึ้นเล็กน้อย ราวกับเป็นการยืนยันทิศทาง

“มันกำลังนำทางเราไปทางนั้นค่ะ” เอลาริสกล่าว พลางชี้ไปทางหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ “แต่ฉันรู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง... มันไม่ใช่แค่พลังงานเวท แต่เป็นความรู้สึกเก่าแก่ที่น่ากลัว”

“นั่นอาจเป็นเพราะมาลากอร์เคยถูกผนึกไว้ที่นี่” คาเอเลนกล่าว ‌“หรือเป็นเพราะพลังเวทโบราณที่หลงเหลืออยู่ในวิหารแห่งดารา”

พวกเขาตัดสินใจที่จะเดินเท้าต่อเข้าไปในเทือกเขา เส้นทางเริ่มสูงชันและคดเคี้ยวมากขึ้น พืชพรรณแปลกตาที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนขึ้นปกคลุมไปทั่ว ก้อนหินขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณที่สึกกร่อนไปตามกาลเวลาปรากฏอยู่เป็นระยะๆ ราวกับเป็นเครื่องหมายบอกทางสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และน่าสะพรึงกลัว

ขณะที่พวกเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เอลาริสก็รู้สึกได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาด พลังงานแห่งสุริยันและจันทราในตัวเธอเริ่มตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ บางครั้งก็รู้สึกเหมือนมีคลื่นพลังงานพุ่งเข้ามากระทบตัวเธอ ‍ทำให้เธอรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย

“เอลาริส เจ้าเป็นอะไรไป?” คาเอเลนถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นเอลาริสชะงักฝีเท้าและจับศีรษะ

“ฉันรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างค่ะคาเอเลน” เอลาริสตอบ ดวงตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ ราวกับพยายามค้นหาต้นกำเนิดของความรู้สึกนั้น “เหมือนมีเสียงกระซิบเบาๆ ​แว่วมาในหู แต่จับใจความไม่ได้”

ไลร่าเดินเข้ามาใกล้เอลาริส เธอหลับตาลงช้าๆ พยายามรับรู้ถึงกระแสพลังงานรอบตัว “ข้ารู้สึกได้ถึงพลังเวทโบราณที่หนาแน่นมากที่นี่ มันผสมผสานกันอย่างซับซ้อนราวกับเป็นเขาวงกต”

ทันใดนั้น จี้แห่งพันธสัญญาบนคอของเอลาริสก็ส่องแสงสว่างจ้าขึ้นมา แสงนั้นพุ่งตรงไปยังหน้าผาหินที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา ​หน้าผานั้นดูเหมือนจะเป็นทางตัน แต่เมื่อแสงจากจี้ส่องไปกระทบ ก็ปรากฏภาพเลือนรางของอักขระโบราณขนาดใหญ่ที่สลักอยู่บนหน้าผา ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

“นั่นอะไรน่ะ?” ฟินน์อุทานอย่างประหลาดใจ

เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปใกล้ ก็พบว่าอักขระเหล่านั้นไม่ใช่แค่การสลักธรรมดา แต่เป็นอักขระเวทมนตร์ที่เปล่งแสงเรืองรองสีฟ้าอ่อนๆ จางๆ ​มันเรียงร้อยกันเป็นประโยคยาวเหยียดในภาษาที่ไม่มีใครรู้จัก

“นี่คืออักขระโบราณของราชวงศ์อาร์เคนดอร์!” ไลร่ากล่าวด้วยความตื่นเต้น “ข้าเคยเห็นในตำราโบราณ แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นของจริง!”

“มันเขียนว่าอะไรหรือไลร่า?” เอลาริสถาม

ไลร่าแตะปลายนิ้วลงบนอักขระเหล่านั้นอย่างแผ่วเบา ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ตัวอักขระอย่างพินิจพิจารณา เธอเริ่มท่องมนต์โบราณเบาๆ เพื่อพยายามถอดรหัส

“มัน... มันเป็นการเตือน” ไลร่าพึมพำ “‘ผู้ใดที่กล้าก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งดารา จงเตรียมใจรับบททดสอบแห่งแสงและเงา จงพิสูจน์คุณค่าของเจ้าด้วยความกล้าหาญและความบริสุทธิ์แห่งจิตวิญญาณ หากเจ้าคือทายาทแห่งสุริยันจันทรา จงเปิดทางด้วยพลังที่ซ่อนเร้นภายในกาย มิฉะนั้น เจ้าจะถูกกลืนกินโดยเงามืดนิรันดร์’”

คำเตือนนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวสั่นไปถึงสันหลัง

“บททดสอบแห่งแสงและเงา?” คาเอเลนทวนคำ “ดูเหมือนว่าวิหารแห่งดาราจะไม่ได้เปิดรับทุกคน”

“แล้วเราจะทำอย่างไรดีไลร่า?” เอลาริสถาม “ฉันต้องเปิดทางด้วยพลังของฉันใช่ไหม?”

ไลร่าพยักหน้า “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น เจ้าหญิงเอลาริส เจ้าต้องใช้พลังสุริยันจันทราของเจ้าเพื่อเปิดประตูนี้”

เอลาริสหลับตาลง เธอพยายามรวบรวมสมาธิอีกครั้ง เธอสูดลมหายใจลึกๆ นึกถึงการฝึกฝนกับอาจารย์โอริน นึกถึงการผสานพลังแห่งแสงและเงาให้เป็นหนึ่งเดียว

เธอชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ แสงสีทองจากมือขวาและแสงสีเงินจากมือซ้ายเริ่มเปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน แสงทั้งสองพันเกี่ยวกันเป็นเกลียว ค่อยๆ ก่อตัวเป็นลูกแก้วพลังงานขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับดวงดาวสองดวงที่โคจรอยู่ร่วมกัน

เมื่อลูกแก้วพลังงานนั้นสมบูรณ์ เอลาริสก็พุ่งมันออกไปช้าๆ ตรงไปยังหน้าผาหินที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณ

ทันทีที่ลูกแก้วพลังงานสัมผัสกับหน้าผา แสงสว่างจ้าก็ระเบิดออกมา อักขระโบราณทั้งหมดบนหน้าผาเรืองรองสว่างไสวขึ้นมาพร้อมกัน แสงสีทองและสีเงินเต้นระบำไปทั่วบริเวณ ราวกับกำลังตอบรับกับพลังของเอลาริส

พื้นดินสั่นสะเทือนเบาๆ เสียงครืนครางดังมาจากเบื้องหลังหน้าผาหิน รอยร้าวขนาดใหญ่เริ่มปรากฏขึ้นบนหน้าผา ก่อนที่มันจะค่อยๆ แยกออกจากกันช้าๆ เผยให้เห็นทางเข้าอุโมงค์มืดมิดที่ทอดยาวลึกเข้าไปในภูเขา

“เราทำได้แล้ว!” ฟินน์อุทานด้วยความดีใจ

แต่ไลร่ากลับมีสีหน้าเคร่งเครียด “นี่เป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น” เธอกล่าว “บททดสอบแห่งแสงและเงายังรอเราอยู่ภายใน”

พวกเขาเดินเข้าไปในอุโมงค์ที่เพิ่งเปิดออก อากาศภายในอุโมงค์เย็นยะเยือกและชื้นแฉะ กลิ่นอับของหินเก่าแก่และดินชื้นลอยอวลอยู่ทั่วไป แสงสว่างจากภายนัยน์ตาค่อยๆ จางหายไปเมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เหลือเพียงแสงสว่างจากคบไฟที่คาเอเลนจุดขึ้น และแสงนวลจากจี้แห่งพันธสัญญาของเอลาริส

อุโมงค์ทอดยาวและคดเคี้ยว พื้นผิวของผนังอุโมงค์เต็มไปด้วยภาพแกะสลักที่เลือนราง เป็นเรื่องราวของราชวงศ์อาร์เคนดอร์ในอดีต ภาพของราชินีเอเธลเรดผู้สง่างามที่กำลังถือคทาอันทรงพลังปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ ราวกับกำลังบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือน

“ดูเหมือนว่านี่จะเป็นทางเข้าสู่วิหารแห่งดาราจริงๆ” ไลร่าพึมพำขณะลูบไล้ภาพแกะสลักบนผนัง “ภาพเหล่านี้แสดงถึงราชินีเอเธลเรดกำลังรวบรวมพลังแห่งดวงดาวเพื่อสร้างคทาสุริยันจันทรา”

ทันใดนั้น เสียงลมกระโชกแรงก็พัดมาจากด้านหน้า ดับคบไฟในมือของคาเอเลนจนมืดสนิท ความมืดมิดเข้าปกคลุมพวกเขาโดยสมบูรณ์ เหลือเพียงแสงสลัวๆ จากจี้ของเอลาริสเท่านั้น

“อะไรกันน่ะ?” ฟินน์กระซิบด้วยน้ำเสียงระแวง

เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากความมืด เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตัวพวกเขา

“เตรียมพร้อม!” คาเอเลนร้องเตือน เขาดึงดาบออกจากฝักอย่างรวดเร็ว เสียงเหล็กกระทบกันดังแกร๊กในความมืด

เอลาริสสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ มันไม่ใช่พลังเวทมนตร์ แต่เป็นความรู้สึกที่เย็นยะเยือกและชั่วร้าย ราวกับเงามืดที่มีชีวิต

แสงสลัวจากจี้ของเอลาริสเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นร่างเงาสีดำหลายร่างที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาพวกเขา ร่างเงาเหล่านั้นดูคล้ายกับนักรบโบราณที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายสีแดงก่ำน่าสะพรึงกลัว

“มันคือเงามืด!” ไลร่าร้องเตือน “วิญญาณของนักรบที่หลงทาง หรือผู้พิทักษ์ที่ถูกพลังมืดกัดกิน!”

เงามืดเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว คาเอเลนรับมือกับการโจมตีอย่างกล้าหาญ ดาบของเขาสะบัดวาดไปในความมืด ปะทะกับร่างเงาเหล่านั้นอย่างดุดัน แต่ร่างเงาเหล่านั้นไม่มีตัวตนที่แท้จริง ทำให้การโจมตีของคาเอเลนทำอะไรพวกมันได้ไม่มากนัก

ฟินน์ใช้ความคล่องตัวของเขาหลบหลีกการโจมตีของเงามืด เขาสลับมีดสั้นในมือไปมา พยายามหาจังหวะที่จะโจมตีจุดอ่อนของพวกมัน

เอลาริสรู้ดีว่าพลังเวทมนตร์ธรรมดาอาจไม่สามารถทำอะไรพวกมันได้ เธอต้องใช้พลังสุริยันจันทราของเธอ

เธอรวบรวมพลังอีกครั้ง แสงสีทองและสีเงินเริ่มเปล่งประกายรอบกายของเธอ แสงนั้นสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเกราะป้องกันรอบตัวเธอและสหาย

เมื่อเงามืดพุ่งเข้ามาสัมผัสกับแสงสว่างจากเอลาริส พวกมันก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน ร่างกายของพวกมันเริ่มสลายตัวไปในอากาศ ราวกับน้ำแข็งที่ถูกแสงแดดแผดเผา

เอลาริสพุ่งพลังแสงออกไปรอบตัวเธอเป็นวงกว้าง แสงสว่างเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วอุโมงค์ เผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจ เงามืดเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากพลังงานโบราณที่หลงเหลืออยู่ ผสมผสานกับความกลัวของผู้ที่เคยผ่านเข้ามาในที่แห่งนี้

เมื่อแสงสว่างของเอลาริสแผ่ไปทั่ว อุโมงค์ก็กลับคืนสู่ความสงบ เงามืดทั้งหมดสลายหายไปในอากาศ เหลือเพียงความเงียบสงัดที่น่าขนลุก

“สุดยอดไปเลยเอลาริส!” ฟินน์เอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม “พลังของเจ้าสามารถขับไล่พวกมันไปได้!”

“ดูเหมือนว่า ‘บททดสอบแห่งแสงและเงา’ จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “และเอลาริส เจ้าได้พิสูจน์แล้วว่าเจ้าคู่ควรที่จะก้าวต่อไป”

พวกเขาเดินหน้าต่อไปในอุโมงค์ที่บัดนี้กลับมามืดมิดอีกครั้ง แต่ด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น เอลาริสรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การค้นหาสถานที่ แต่เป็นการค้นพบพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเธอ และการเผชิญหน้ากับความจริงอันเก่าแก่ที่รอคอยการเปิดเผย

อุโมงค์เริ่มทอดตัวลงไปสู่เบื้องล่างอย่างต่อเนื่อง พวกเขาเดินผ่านห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรูปสลักของสัตว์ในตำนานและอักขระโบราณที่เรืองรองอยู่จางๆ ทุกย่างก้าวพาพวกเขาเข้าใกล้ความจริงแห่งวิหารแห่งดาราเข้าไปอีกขั้น และใกล้กับชะตากรรมที่รอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!