คำทำนายที่ว่า ‘ทายาทแห่งสุริยันจันทราจะต้องสละพลังแห่งชีวิตของตนเอง เพื่อเป็นผนึกสุดท้าย’ ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเอลาริสและสหาย มันเป็นความจริงอันโหดร้ายที่ยากจะยอมรับได้ หลังจากความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมา การค้นหาชิ้นส่วนคทา การเผชิญหน้ากับอันตรายนับครั้งไม่ถ้วน กลับนำมาซึ่งทางเลือกที่แสนเจ็บปวด
“ไม่จริงน่า…” เฟย์กระซิบ เสียงของเธอแหบพร่าด้วยความเสียใจ เธอทรุดตัวลงคุกเข่า น้ำตาไหลรินอาบแก้ม “เอลาริส… มันต้องมีทางอื่นสิ”
ไครานกำมือแน่น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและความโกรธ “เป็นไปไม่ได้! จะมีวิธีอื่นสิ! ราชวงศ์สุริยันไม่เคยสอนให้ใครเสียสละชีวิตตัวเองเช่นนี้!”
ลิรินยืนนิ่ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหม่นหมอง “ตำนานโบราณบางบทกล่าวถึงการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ในการผนึกปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุด… แต่ไม่เคยมีใครยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง”
เอลาริสยืนนิ่งเช่นกัน คทาสุริยันจันทราในมือของเธอยังคงเปล่งแสงสว่างนุ่มนวล แต่แสงนั้นก็ไม่สามารถขับไล่ความมืดมิดในจิตใจของเธอได้ เธอรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมา แต่ในส่วนลึกของจิตใจ เธอก็รู้ดีว่านี่คือชะตากรรมที่เธอต้องเผชิญ
“ข้า… ข้าเข้าใจแล้ว” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ก็หนักแน่น “นี่คือความหมายของคำว่า ‘ยอมสละทุกสิ่ง’ ที่แท้จริง”
“แต่เจ้ายังเด็กนัก เอลาริส!” เฟย์เงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “เจ้ามีชีวิตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า เจ้าไม่ต้องเสียสละตัวเองเพื่อโลกใบนี้”
“แล้วใครเล่าจะหยุดมาลากอร์ได้?” เอลาริสถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ถ้าไม่ใช่ข้า… ใครจะปกป้องทุกคนได้?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงแห่งดวงดาว ทุกคนต่างรู้ดีว่าคำพูดของเอลาริสคือความจริง มีเพียงเธอเท่านั้นที่สามารถใช้คทาสุริยันจันทราที่สมบูรณ์แบบนี้เพื่อผนึกราชาปีศาจได้
ไครานเดินเข้ามาใกล้เอลาริส เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอ “เจ้าแน่ใจแล้วหรือ เอลาริส? การเสียสละชีวิตตัวเอง… มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับได้”
เอลาริสหลับตาลง ภาพของโลกที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด ภาพของผู้คนที่ต้องทนทุกข์ทรมาน และภาพของมาลากอร์ที่กำลังยิ้มเยาะเย้ยฉายวาบเข้ามาในความคิดของเธอ เธอเห็นความหวังที่กำลังจะดับสลาย และความมืดมิดที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง
เธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา แต่ก็ฉายแววความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยว “ข้าแน่ใจ ไคราน”
“ข้า… ข้าไม่อยากให้เจ้าไป” เฟย์สะอื้น เธอวิ่งเข้ามากอดเอลาริสแน่น
เอลาริสกอดเฟย์ตอบ เธอพยายามกลั้นน้ำตาไว้ “ข้าก็ไม่อยากจากพวกเจ้าไปเหมือนกัน เฟย์ แต่ข้าไม่มีทางเลือก”
ลิรินเดินเข้ามา เขาวางมือลงบนบ่าของเอลาริส “ถ้าเจ้าตัดสินใจแล้ว พวกเราก็จะอยู่เคียงข้างเจ้าจนถึงที่สุด”
ไครานพยักหน้า “พวกเราจะช่วยเจ้าเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับพิธีกรรมสุดท้ายนี้”
เอลาริสยิ้มให้กับสหายของเธอ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเศร้าและความกล้าหาญ เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นจากมิตรภาพที่รายล้อมเธออยู่ แม้เธอจะต้องจากไป แต่เธอก็จะไม่โดดเดี่ยว
พวกเขาใช้เวลาที่เหลืออยู่ในวิหารแห่งดวงดาวเพื่อศึกษาภาพสลักและอักษรโบราณเกี่ยวกับพิธีกรรมสุดท้าย ลิรินค้นพบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุริยคราสแห่งจันทร์คู่และตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการประกอบพิธีกรรม
“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาเยือนในอีกเจ็ดวัน” ลิรินกล่าว “และสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพิธีกรรมคือ… ยอดเขาแห่งปฐมกำเนิด”
“ยอดเขาแห่งปฐมกำเนิด?” ไครานทวนคำ “นั่นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ห่างไกลและเข้าถึงยากที่สุดในอาณาจักร ว่ากันว่าเป็นจุดที่โลกถือกำเนิดขึ้นครั้งแรก”
“ใช่แล้ว” ลิรินพยักหน้า “พลังงานที่บริสุทธิ์ที่สุดของโลกอยู่ที่นั่น มันจะช่วยเสริมพลังของคทาสุริยันจันทราในการผนึกมาลากอร์”
“แล้วพิธีกรรมนั้นจะต้องทำอย่างไร?” เอลาริสถาม
ลิรินชี้ไปที่ภาพสลัก “เจ้าจะต้องใช้คทาสุริยันจันทราเพื่อเปิดประตูสู่ห้วงแห่งนิรันดร์ และใช้พลังแห่งชีวิตของเจ้าเองเป็นกุญแจสำคัญในการผนึกมาลากอร์ไว้ในนั้น”
“มันจะเจ็บปวดมากไหม?” เฟย์ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ลิรินถอนหายใจ “มันจะเจ็บปวด… มาก แต่เจ้าจะไม่โดดเดี่ยว พวกเราจะอยู่เคียงข้างเจ้า”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องเตรียมใจให้พร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง
ก่อนที่จะออกเดินทางจากวิหารแห่งดวงดาว เอลาริสได้ใช้พลังของคทาสุริยันจันทราเพื่อสื่อสารกับวิญญาณของบรรพบุรุษ เธอเห็นภาพของราชินีแห่งสุริยันจันทราในอดีตอีกครั้ง สตรีผู้นั้นยิ้มให้เธอ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความรัก
“จงอย่าได้หวาดกลัว ทายาทแห่งสุริยันจันทรา” เสียงอันแผ่วเบาของราชินีในอดีตก้องขึ้นในจิตสำนึกของเอลาริส “การเสียสละของเจ้าจะไม่สูญเปล่า โลกใบนี้จะจดจำความกล้าหาญของเจ้าตลอดไป”
เอลาริสรู้สึกถึงความสงบที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ เธอรู้ดีว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว เธอมีบรรพบุรุษคอยนำทาง และมีสหายที่คอยอยู่เคียงข้างเธอ
พวกเขาออกเดินทางจากวิหารแห่งดวงดาว มุ่งหน้าสู่ยอดเขาแห่งปฐมกำเนิด การเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ มันเต็มไปด้วยความเงียบงันและความรู้สึกหนักอึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยว
ระหว่างทาง เอลาริสฝึกฝนพลังของคทาสุริยันจันทราอย่างไม่ลดละ เธอเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังแห่งสุริยัน จันทรา และดวงดาวได้อย่างสมบูรณ์แบบ เธอสามารถสร้างพายุแห่งแสงสว่างที่ทำลายล้าง ปลดปล่อยลำแสงแห่งการเยียวยาที่คืนชีวิต และแม้กระทั่งควบคุมพลังแห่งธรรมชาติรอบตัวเธอ
ไครานสอนเธอถึงเทคนิคการต่อสู้ด้วยคทา เฟย์ช่วยเธอเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ และลิรินคอยให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับพิธีกรรมสุดท้าย
พวกเขาเดินทางข้ามทุ่งราบ ก้าวผ่านป่าไม้ และปีนป่ายภูเขาที่สูงชัน แต่ละก้าวที่เดินไปข้างหน้าก็ยิ่งพาพวกเขาเข้าใกล้ชะตากรรมที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า
ในคืนสุดท้ายก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาเยือน พวกเขาตั้งค่ายพักแรมอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นยอดเขาแห่งปฐมกำเนิดได้ในระยะไกล ยอดเขานั้นสูงเสียดฟ้า ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน และมีแสงออร่าสีเงินเรืองรองออกมาจากยอดเขา
เอลาริสยืนอยู่กลางแสงจันทร์ เธอมองคทาสุริยันจันทราในมือ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าและความมุ่งมั่น
“ข้าพร้อมแล้ว” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น
ไคราน ลิริน และเฟย์ยืนอยู่เคียงข้างเธอ ใบหน้าของพวกเขาทุกคนเต็มไปด้วยความกังวล แต่ก็แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอลาริส
“พรุ่งนี้… ชะตากรรมของโลกใบนี้จะถูกตัดสิน” ไครานกล่าว
เอลาริสเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เธอมองเห็นดวงจันทร์สองดวงที่กำลังจะโคจรมาบรรจบกันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เธอรู้ดีว่านี่คือคืนสุดท้ายของเธอ
ทางเลือกที่แสนเจ็บปวดได้ถูกตัดสินใจแล้ว และเอลาริสจะต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างกล้าหาญ เธอจะยอมสละชีวิตของเธอ เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดของมาลากอร์

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก