อุโมงค์ลึกลับนำพาเอลาริสและสหายเข้าสู่ใจกลางของเทือกเขาเงาจันทราอย่างช้าๆ บรรยากาศภายในเปลี่ยนจากความชื้นแฉะของอุโมงค์หินทึบ มาเป็นความแห้งแล้งและเย็นยะเยือกของห้องโถงขนาดใหญ่ที่ไร้ขอบเขต แสงสลัวๆ จากจี้แห่งพันธสัญญาของเอลาริสเป็นสิ่งเดียวที่ส่องนำทางพวกเขา
ผนังของห้องโถงไม่ได้ทำจากหินธรรมดา แต่เป็นวัสดุคล้ายแก้วสีดำสนิทที่สะท้อนภาพของพวกเขาบิดเบี้ยว ราวกับกำลังเดินอยู่ในฝันร้ายที่ไม่มีวันจบสิ้น
“นี่มันอะไรกัน?” ฟินน์พึมพำ เขามองดูภาพสะท้อนของตัวเองที่บิดเบี้ยวบนผนังด้วยความไม่สบายใจ “ข้าไม่เคยเห็นวัสดุแบบนี้มาก่อน”
“นี่คือ ‘ห้องโถงแห่งเงาสะท้อน’ (Hall of Echoes)” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เป็นส่วนหนึ่งของบททดสอบแห่งแสงและเงา มันจะฉายภาพลวงตาจากจิตใจของผู้ที่เดินผ่าน เพื่อทดสอบความมุ่งมั่นและความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณ”
ทันใดนั้น ภาพสะท้อนบนผนังก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น ไม่ใช่แค่ภาพของพวกเขาอีกต่อไป แต่เป็นภาพจากอดีตของแต่ละคน ภาพที่เจ็บปวดและถูกเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของจิตใจ
เอลาริสเห็นภาพตัวเองในวัยเด็กกำลังนั่งอยู่ลำพังท่ามกลางความมืดมิดของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ความรู้สึกโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่งถาโถมเข้าใส่เธออีกครั้ง ภาพของมาลากอร์ที่กำลังหัวเราะเยาะเย้ยเธอด้วยรอยยิ้มอันชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นซ้อนทับ ราวกับจะย้ำเตือนถึงความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ในใจเธอ
คาเอเลนเห็นภาพของสนามรบที่เต็มไปด้วยศพของสหายนักรบที่เขารู้จัก ภาพของความล้มเหลวและความสูญเสียที่เขารู้สึกผิดบาปมาตลอดชีวิต ภาพของดาบที่หักในมือของเขาในขณะที่สหายล้มลงต่อหน้าต่อตา
ฟินน์เห็นภาพของพี่ชายที่ถูกจับกุมและหายสาบสูญไปเพราะความผิดพลาดของเขาเอง ความรู้สึกผิดและไร้พลังที่จะช่วยได้กัดกินจิตใจของเขามาตลอด
ไลร่าเห็นภาพของตำราโบราณที่ถูกเผาทำลาย ห้องสมุดที่เธอรักพังพินาศด้วยน้ำมือของผู้ที่หวาดกลัวความรู้ ภาพของความหวาดกลัวที่มนุษย์มีต่อเวทมนตร์และความรู้ที่แตกต่าง
ภาพลวงตาเหล่านั้นดูสมจริงอย่างเหลือเชื่อ มันไม่ใช่แค่ภาพ แต่เป็นความรู้สึกที่ถูกดึงออกมาจากจิตใจของพวกเขา ทำให้แต่ละคนจมดิ่งลงไปในความทรงจำอันเลวร้าย
เอลาริสรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมลงไปในห้วงแห่งความสิ้นหวัง แต่ทันใดนั้น เสียงกระซิบจากอาจารย์โอรินก็ดังขึ้นในใจของเธอ “จงปล่อยให้กระแสพลังไหลเวียนอย่างเป็นธรรมชาติ... อย่าได้บังคับ หากแต่จงชี้นำ...”
เธอสูดลมหายใจลึกๆ พยายามรวบรวมสติ เธอรู้ว่านี่คือบททดสอบ เธอต้องไม่ยอมแพ้ เธอแตะจี้แห่งพันธสัญญาที่คอ จี้เปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นมาทันที แสงนั้นไม่เพียงส่องสว่างห้องโถง แต่ยังส่องเข้าไปในจิตใจของเธอ ขับไล่ความมืดมิดและความหวาดกลัวที่ครอบงำอยู่
“นี่คือภาพลวงตา!” เอลาริสตะโกน “จงอย่าเชื่อในสิ่งที่เจ้าเห็น! จงเชื่อมั่นในตัวเอง!”
เสียงของเอลาริสราวกับก้องสะท้อนไปในห้องโถงแห่งเงาสะท้อน แสงจากจี้ของเธอแผ่ขยายออกไป โอบล้อมสหายของเธอ
คาเอเลนซึ่งกำลังจมดิ่งอยู่ในความรู้สึกผิดบาป ได้ยินเสียงของเอลาริส เขารู้สึกเหมือนมีแสงสว่างพุ่งเข้ามาในจิตใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองเอลาริส ใบหน้าของเธอมุ่งมั่นและเปี่ยมด้วยความกล้าหาญ
“ถูกต้องแล้วเอลาริส!” คาเอเลนตะโกนตอบ พยายามปลุกตัวเองให้ตื่นจากฝันร้าย “นี่เป็นเพียงภาพลวงตา!”
ฟินน์และไลร่าเองก็เริ่มตั้งสติได้ เมื่อแสงจากจี้ของเอลาริสส่องมาถึงพวกเขา ภาพลวงตาที่รบกวนจิตใจก็เริ่มจางหายไป
“เราต้องทำลายภาพลวงตาเหล่านี้!” ไลร่ากล่าว “พวกมันกินพลังงานจากความกลัวของเรา!”
เอลาริสรู้ว่าเธอต้องใช้พลังของเธออีกครั้ง เธอหลับตาลง รวบรวมพลังสุริยันจันทราทั้งหมดที่มีอยู่ในตัว แสงสีทองและสีเงินเริ่มเปล่งประกายรอบกายของเธออีกครั้ง ครั้งนี้มันไม่ได้เป็นเพียงแสงสว่าง แต่เป็นคลื่นพลังงานที่บริสุทธิ์และเข้มแข็ง
เธอพุ่งพลังงานนั้นออกไปรอบตัวเธอเป็นวงกว้าง แสงสว่างเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วห้องโถงแห่งเงาสะท้อน เมื่อแสงนั้นกระทบกับผนังแก้วสีดำ ภาพลวงตาทั้งหมดก็เริ่มสั่นไหวและแตกสลายไปในอากาศ ราวกับกระจกที่ถูกทุบจนแหลกละเอียด
เมื่อภาพลวงตาทั้งหมดหายไป ห้องโถงก็กลับคืนสู่สภาพเดิมที่มืดมิดและเงียบสงัด แต่บัดนี้พวกเขาไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป
“เราผ่านมันมาได้แล้ว” ฟินน์กล่าวด้วยน้ำเสียงหอบเล็กน้อย แต่แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโล่งใจ
“ใช่แล้ว” ไลร่าพยักหน้า “บททดสอบนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของจิตใจพวกเรา”
เอลาริสรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ก็รู้สึกเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม เธอได้เรียนรู้ว่าความกลัวและความโดดเดี่ยวเป็นเพียงภาพลวงตาที่สามารถเอาชนะได้ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองและพลังแห่งมิตรภาพ
พวกเขาเดินหน้าต่อไปในห้องโถงที่บัดนี้ดูเหมือนจะสั้นลงและสิ้นสุดลงแล้ว เบื้องหน้าของพวกเขาคือทางเดินแคบๆ ที่ทอดยาวไปสู่ห้องโถงอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของวิหารแห่งดารา
เมื่อพวกเขาเดินผ่านทางเดินแคบๆ นั้น ก็พบกับห้องโถงขนาดใหญ่ที่แตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ห้องโถงนี้ถูกประดับประดาด้วยอัญมณีสีฟ้าและสีทองที่เปล่งประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวนับล้านบนท้องฟ้า ผนังและเพดานถูกแกะสลักเป็นรูปกลุ่มดาวต่างๆ อย่างสวยงาม ตรงกลางห้องโถงมีแท่นบูชาหินอ่อนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนแท่นบูชามีศิลาเวทขนาดใหญ่ที่เปล่งแสงสีเงินและสีทองสลับกันไปมา
“นี่คือ ‘ห้องโถงแห่งดารา’ (Chamber of Stars)” ไลร่ากระซิบด้วยความทึ่ง “เป็นที่ที่ราชินีเอเธลเรดใช้รวบรวมพลังจากดวงดาวเพื่อสร้างคทาสุริยันจันทรา”
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานอันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากศิลาเวท แสงจากศิลาเวทนั้นดูเหมือนจะตอบรับกับจี้แห่งพันธสัญญาบนคอของเธอ แสงของจี้สว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง
“ดูเหมือนว่าเราจะมาถูกที่แล้วเอลาริส” คาเอเลนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ทันใดนั้น เสียงกระซิบอีกครั้งก็ดังขึ้นในหูของเอลาริส คราวนี้มันชัดเจนกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่เสียงกระซิบ แต่เป็นเสียงที่เปี่ยมด้วยปัญญาและความเมตตา ราวกับเสียงของราชินีผู้ปกครอง
“ทายาทแห่งสุริยันจันทรา... เจ้าได้ก้าวข้ามความมืดมิดและพิสูจน์คุณค่าของเจ้าแล้ว... บัดนี้ จงเรียนรู้ความจริงแห่งคทา... และพันธสัญญาที่เจ้าต้องแบกรับ...”
เมื่อเสียงนั้นเงียบลง แสงจากศิลาเวทก็พุ่งตรงไปยังผนังด้านหนึ่งของห้องโถง เผยให้เห็นภาพแกะสลักขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ภาพนั้นแสดงถึงราชินีเอเธลเรดที่กำลังยืนอยู่บนยอดเขาสูง สองมือของนางชูคทาอันทรงพลังขึ้นสู่ท้องฟ้า เหนือศีรษะของนาง ดวงจันทร์ทั้งสองดวงกำลังโคจรเข้ามาใกล้กัน ก่อให้เกิดสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่น่าสะพรึงกลัว
แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ใต้ภาพของราชินีเอเธลเรด มีภาพของมาลากอร์ที่กำลังถูกผนึกไว้ใต้ผืนดินด้วยพลังของคทา แต่ข้างๆ ภาพของมาลากอร์ มีภาพของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่ถูกผนึกไว้เช่นกัน มันมีรูปร่างคล้ายมังกรขนาดใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยเงามืด ดวงตาของมันเปล่งประกายสีแดงก่ำ ราวกับกำลังหลับใหลอยู่ชั่วนิรันดร์
“นั่นมันอะไรน่ะ?” ฟินน์อุทานด้วยความตกใจ “มีปีศาจอีกตัวถูกผนึกไว้ด้วยหรือ?”
ไลร่าเบิกตากว้าง “ข้าไม่เคยอ่านเจอเรื่องนี้ในตำราโบราณใดๆ เลย!”
เอลาริสสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากภาพของสิ่งมีชีวิตคล้ายมังกรนั้น มันไม่ใช่ปีศาจธรรมดา แต่มันดูเหมือนจะเป็นแหล่งกำเนิดของความมืดมิดทั้งหมด
“นี่อาจเป็นความจริงที่ถูกซ่อนเร้นมานาน” คาเอเลนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “บางทีมาลากอร์อาจไม่ใช่ปีศาจเพียงตัวเดียวที่เราต้องเผชิญหน้า”
เสียงกระซิบจากราชินีเอเธลเรดดังขึ้นอีกครั้งในหูของเอลาริส “มาลากอร์เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความมืดมิด... ปีศาจที่แท้จริง... คือ ‘เงาแห่งความว่างเปล่า’ (Shadow of the Void) ผู้ซึ่งหลับใหลอยู่ใต้พิภพ... คทาสุริยันจันทราไม่ได้เพียงผนึกมาลากอร์... แต่ยังผนึก ‘เงาแห่งความว่างเปล่า’ ที่เป็นต้นกำเนิดของความมืดมิดทั้งหมด”
คำพูดของราชินีเอเธลเรดทำให้เอลาริสและสหายถึงกับตกตะลึง ความจริงที่เปิดเผยในวันนี้ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้ มาลากอร์เป็นเพียงหุ่นเชิดของปีศาจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น และคทาสุริยันจันทรามีบทบาทสำคัญในการผนึกปีศาจทั้งสอง
“หมายความว่าเราจะต้องผนึกปีศาจสองตัวในเวลาเดียวกันหรือ?” เอลาริสถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “และคทาของฉันจะทำได้หรือ?”
“คทาสุริยันจันทราไม่ได้เพียงแค่ผนึก” เสียงกระซิบของราชินีเอเธลเรดยังคงดังต่อเนื่อง “แต่ยังเป็นกุญแจในการรักษาสมดุลของโลก... หาก ‘เงาแห่งความว่างเปล่า’ ตื่นขึ้น โลกนี้จะถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดนิรันดร์... เจ้าคือความหวังสุดท้าย... จงค้นหา ‘แก่นแท้แห่งดารา’ (Essence of the Stars) ที่ซ่อนอยู่ในคทา... นั่นคือพลังที่แท้จริงที่จะผนึกปีศาจทั้งสอง”
คำพูดสุดท้ายของราชินีเอเธลเรดเงียบหายไป เหลือไว้เพียงความเงียบงันและความจริงอันหนักอึ้งที่ถาโถมเข้าใส่เอลาริสและสหาย
‘แก่นแท้แห่งดารา’ ที่ซ่อนอยู่ในคทา... นั่นคือเป้าหมายต่อไปของพวกเขา การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการค้นหาคทาสุริยันจันทรา แต่เป็นการค้นพบพลังที่แท้จริงของมัน และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเขาเคยคิดไว้
ความจริงที่เปิดเผยในวิหารแห่งดารายิ่งใหญ่เกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้ มาลากอร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภัยคุกคามที่แท้จริง และชะตากรรมของโลกใบนี้ขึ้นอยู่กับเอลาริสและคทาของเธอที่จะต้องผนึกปีศาจทั้งสองก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก