ข่าวสารเกี่ยวกับ ‘เงาแห่งความว่างเปล่า’ และความจำเป็นในการผนึกปีศาจทั้งสองได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วในหมู่ผู้นำของอาณาจักรต่างๆ ที่ยังคงมีความหวัง อาจารย์โอรินและไลร่าได้ส่งสาส์นไปยังพันธมิตรเก่าแก่ ขอความช่วยเหลือและรวมพลังเพื่อการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
ณ ห้องโถงใหญ่ของปราสาทโบราณที่ถูกซ่อนเร้นในป่าลึก ผู้นำจากอาณาจักรต่างๆ ได้มารวมตัวกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายศตวรรษ เอลาริส คาเอเลน ฟินน์ และไลร่า ยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขา ทุกสายตาจับจ้องมาที่เอลาริส ผู้ซึ่งบัดนี้ยืนอย่างสง่างาม ถือคทาสุริยันจันทราที่เปล่งประกายเรืองรอง
“ข้าคือเอลาริส ทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์สุริยันจันทรา” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวานและเปี่ยมด้วยอำนาจ “ข้าได้ค้นพบความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกซ่อนเร้นมานานนับพันปี มาลากอร์เป็นเพียงหุ่นเชิดของปีศาจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือ ‘เงาแห่งความว่างเปล่า’ ผู้ซึ่งหลับใหลอยู่ใต้พิภพ และกำลังจะตื่นขึ้นมาทำลายโลกนี้ในยามสุริยคราสแห่งจันทร์คู่”
คำพูดของเอลาริสทำให้ผู้นำหลายคนถึงกับอ้าปากค้าง บางคนแสดงความไม่เชื่อ แต่เมื่อไลร่าและอาจารย์โอรินยืนยันเรื่องราวด้วยหลักฐานจากตำราโบราณและประสบการณ์ตรงของเอลาริส ความสงสัยเหล่านั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงความหวาดกลัวและความมุ่งมั่น
“คทาสุริยันจันทราในมือของข้าคือพลังเดียวที่จะสามารถผนึกปีศาจทั้งสองได้” เอลาริสกล่าวต่อ “แต่ข้าไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้เพียงลำพัง เราทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อปกป้องโลกที่เราอาศัยอยู่”
ผู้นำคนหนึ่งจากอาณาจักรเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์ ก้าวออกมาข้างหน้า เขาคือเจ้าชายเอลวิน ผู้มีดวงตาสีเขียวมรกตและเส้นผมสีทองยาวสลวย
“ราชวงศ์เอลฟ์จะยืนเคียงข้างท่านเจ้าหญิงเอลาริส” เจ้าชายเอลวินกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง “บรรพบุรุษของข้าเคยร่วมรบกับราชินีเอเธลเรด และบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะทำตามพันธสัญญา”
ตามมาด้วยผู้นำจากอาณาจักรมนุษย์ ผู้ซึ่งเป็นนักรบผู้เก่งกาจและมีจิตใจกล้าหาญ เขาคือแม่ทัพกริฟฟิน
“กองทัพมนุษย์พร้อมที่จะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านเจ้าหญิง” แม่ทัพกริฟฟินกล่าว “เพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนของเรา”
แม้กระทั่งผู้นำจากเผ่าคนแคระ ผู้ซึ่งมักจะเก็บตัวและไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก ก็ยังได้ส่งตัวแทนมาเข้าร่วม เขาคือลอร์ดเธริน ช่างตีเหล็กผู้ยิ่งใหญ่
“แม้เผ่าคนแคระจะไม่ได้มีเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่” ลอร์ดเธรินกล่าว “แต่เรามีอาวุธและเกราะที่ดีที่สุดในโลก และเราพร้อมที่จะใช้มันเพื่อต่อสู้กับความมืดมิด”
การรวมตัวของพันธมิตรเป็นสัญญาณแห่งความหวัง เอลาริสรู้สึกถึงพลังแห่งมิตรภาพและความสามัคคีที่ไหลเวียนอยู่ในห้องโถง
“ขอบคุณทุกคน” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง “บัดนี้ เราต้องวางแผนการต่อสู้ครั้งสุดท้าย”
อาจารย์โอรินเดินเข้ามาใกล้โต๊ะแผนที่ขนาดใหญ่ที่กางอยู่กลางห้อง “ตามที่เจ้าหญิงเอลาริสได้เห็นในความทรงจำของราชินีเอเธลเรด การผนึกปีศาจทั้งสองจะต้องเกิดขึ้นที่ ‘จุดเชื่อมต่อแห่งดารา’ (Nexus of Stars) ซึ่งเป็นสถานที่ที่พลังเวทมนตร์จากดวงดาวจะเข้มข้นที่สุดในยามสุริยคราสแห่งจันทร์คู่”
“จุดเชื่อมต่อแห่งดาราอยู่ที่ไหนหรือท่านอาจารย์?” เจ้าชายเอลวินถาม
“มันคือใจกลางของป่าต้องห้ามที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออก” ไลร่าตอบ “เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังเวทโบราณและสิ่งมีชีวิตลึกลับ ที่นั่นคือที่ที่มาลากอร์จะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และเป็นที่ที่ ‘เงาแห่งความว่างเปล่า’ จะเริ่มตื่นขึ้น”
“ดังนั้น แผนการของเราคือ...” อาจารย์โอรินกล่าว “...กองทัพพันธมิตรจะรวมกำลังกันเพื่อต่อสู้กับกองทัพปีศาจของมาลากอร์ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหญิงเอลาริสสามารถเข้าไปยังจุดเชื่อมต่อแห่งดาราได้”
“เมื่อเจ้าหญิงเอลาริสไปถึงจุดนั้น เธอจะต้องใช้คทาสุริยันจันทราเพื่อผนึกมาลากอร์ และใช้ ‘แก่นแท้แห่งดารา’ เพื่อผนึก ‘เงาแห่งความว่างเปล่า’ ที่จะเริ่มตื่นขึ้นมา” ไลร่าอธิบายเพิ่มเติม
“แต่การผนึกเงาแห่งความว่างเปล่าอาจต้องแลกมาด้วยชีวิตของเจ้าหญิงเอลาริส” คาเอเลนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
คำพูดของคาเอเลนทำให้ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ ความจริงอันโหดร้ายนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ
“เราจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น” เจ้าชายเอลวินกล่าว “เราจะหาทางปกป้องเจ้าหญิงเอลาริส”
“เราจะสร้างเกราะป้องกันเวทมนตร์รอบตัวเจ้าหญิง” ไลร่ากล่าว “และคาเอเลน ฟินน์ และข้า จะยืนเคียงข้างเจ้าหญิงเอลาริส เพื่อช่วยปกป้องนางในขณะที่นางกำลังผนึกปีศาจ”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกซาบซึ้งในความเสียสละของสหายและพันธมิตรของเธอ
“เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์” แม่ทัพกริฟฟินกล่าว “กองทัพของมาลากอร์มีจำนวนมหาศาล และพวกมันจะต่อสู้จนถึงที่สุด”
“เผ่าคนแคระจะมอบอาวุธและเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้แก่กองทัพ” ลอร์ดเธรินกล่าว “และเราจะส่งนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของเราเข้าร่วมการต่อสู้”
แผนการสุดท้ายถูกวางไว้แล้ว ทุกคนรู้ดีว่านี่คือการต่อสู้ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ และผลลัพธ์ของการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง
ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ กองทัพพันธมิตรได้เริ่มรวมกำลังกัน นักรบจากอาณาจักรต่างๆ ฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรบครั้งใหญ่ ช่างตีเหล็กคนแคระสร้างอาวุธและเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด นักเวทเอลฟ์และมนุษย์ฝึกฝนคาถาป้องกันและโจมตี
เอลาริสเองก็ยังคงฝึกฝนอย่างไม่หยุดหย่อน เธอพยายามทำความเข้าใจพลังของคทาสุริยันจันทราให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เธอใช้เวลาอยู่กับอาจารย์โอรินและไลร่า เพื่อเรียนรู้คาถาโบราณและเทคนิคการใช้พลังเวทขั้นสูง
วันหนึ่ง ขณะที่เอลาริสกำลังนั่งสมาธิอยู่เบื้องหน้าคทาสุริยันจันทรา เธอรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากเดิม มันไม่ใช่แค่พลังของแสงและเงา แต่เป็นพลังงานที่เชื่อมโยงเธอกับจิตวิญญาณของราชินีเอเธลเรดอีกครั้ง
“ทายาทแห่งสุริยันจันทรา...” เสียงของราชินีเอเธลเรดดังขึ้นในหูของเธอ “...เจ้าได้รวบรวมพันธมิตรแล้ว... นั่นคือสิ่งสำคัญ... แต่จงจำไว้... พลังที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่คทา... หากแต่อยู่ที่จิตวิญญาณของเจ้า... ความรัก... ความหวัง... และความมุ่งมั่น... สิ่งเหล่านี้คือพลังที่จะเอาชนะความมืดมิดได้...”
คำพูดของราชินีเอเธลเรดทำให้เอลาริสเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของพลัง เธอไม่ได้เป็นเพียงผู้ถือครองคทา แต่เธอเป็นศูนย์รวมของความหวังและจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์ทุกคนที่เคยมีมา
เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้ม สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ใกล้เข้ามาทุกขณะ เธอรู้สึกถึงความกดดันอันมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน
เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมาลากอร์และเงาแห่งความว่างเปล่า เธอพร้อมแล้วที่จะทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ และปกป้องโลกใบนี้ด้วยพลังทั้งหมดที่เธอมี ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม
การรวมตัวของพันธมิตรและแผนการสุดท้ายได้ถูกวางไว้แล้ว บัดนี้เหลือเพียงการรอคอยเวลาที่ชะตากรรมจะถูกตัดสิน

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก