คทาสุริยัน

ตอนที่ 66 — เงามืดแห่งหุบเขาเงาจันทรา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,109 คำ

การเดินทางสู่ ‘หุบเขาเงาจันทรา’ เป็นไปอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความตึงเครียด อากาศเริ่มเย็นยะเยือกขึ้นทุกขณะที่พวกเขายิ่งรุกคืบเข้าสู่ใจกลางป่าลึก แสงอาทิตย์ที่เคยสาดส่องสดใสกลับถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้ที่หนาทึบและมืดครึ้ม จนกระทั่งผืนป่ารอบกายดูคล้ายจะกลืนกินแสงสว่างไปจนหมดสิ้น

“ที่นี่ให้ความรู้สึกไม่ดีเลยแฮะ” ไลร่าบ่นพึมพำ เธอคอยสอดส่ายสายตาไปรอบๆ ‌อย่างระมัดระวัง มือข้างหนึ่งเตรียมพร้อมชักกริชคู่ใจได้ทุกเมื่อ “เหมือนมีใครกำลังจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา”

เคลเลนพยักหน้าเห็นด้วย เขาก้าวเดินนำหน้ากลุ่มอย่างไม่ลดละ ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจทุกซอกมุมของป่า “ระวังตัวไว้ให้ดี หุบเขาเงาจันทราขึ้นชื่อเรื่องสัตว์อสูรและวิญญาณชั่วร้ายที่สิงสถิตอยู่”

เอลาริสสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่แปลกประหลาดไหลเวียนอยู่ในอากาศ มันเป็นความรู้สึกเย็นเยียบและมืดมิด ​คล้ายกับความกดดันที่มองไม่เห็น เธอกำคทาไม้ที่เคลเลนประดิษฐ์ให้แน่น แม้จะเป็นเพียงคทาธรรมดา แต่เธอก็ใช้มันเป็นเสมือนแกนกลางในการรวบรวมพลังเวทมนตร์ของเธอ

“ฉันรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง... มันแฝงตัวอยู่ในเงามืด” เอลาริสเอ่ยเสียงแผ่ว พลางพยายามเพ่งสมาธิเพื่อรับรู้ถึงที่มาของพลังงานลึกลับนั้น

เฟลันที่เดินตามหลังมาติดๆ ก้มหน้าอ่านตำราโบราณที่เขาพกติดตัวมา ‍“ตำรากล่าวว่าหุบเขาเงาจันทราเป็นเขตอาถรรพ์ที่พลังเวทมนตร์จากยุคโบราณยังคงหลงเหลืออยู่มาก แต่เป็นพลังที่ปะปนไปด้วยความมืดมิดและบิดเบี้ยวจากการรุกรานของมาลากอร์เมื่อครั้งอดีต”

ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็ดังขึ้นจากเบื้องบน กิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่เหนือหัวของพวกเขาสั่นไหวรุนแรง ก่อนที่ร่างเงาสีดำขนาดมหึมาจะพุ่งลงมาหมายจะโจมตีไลร่า

“หลบ!” เคลเลนตะโกน ล้มตัวลงผลักไลร่าให้พ้นจากวิถีการโจมตีอย่างรวดเร็ว

ร่างเงาสีดำนั้นคือ ‘วิหคทมิฬ’ ‌สัตว์อสูรขนาดใหญ่ที่มีขนสีดำสนิท ดวงตาสีแดงฉานราวกับถ่านเพลิง และกรงเล็บแหลมคมราวใบมีด มันพุ่งเข้ามาโจมตีพวกเขาอย่างดุดัน

เคลเลนชักดาบยาวออกมาจากฝักอย่างรวดเร็ว ฟาดฟันเข้าใส่ปีกของวิหคทมิฬอย่างแม่นยำ แต่มันก็ว่องไวเกินกว่าจะถูกโจมตีได้ง่ายๆ วิหคทมิฬถอยร่นไปเล็กน้อย ก่อนจะโฉบลงมาอีกครั้ง ‍หมายจะตะครุบเฟลัน

“เฟลัน ระวัง!” เอลาริสตะโกน เธอรวบรวมพลังเวทมนตร์ในกายอย่างรวดเร็ว พลังแห่งธาตุลมรวมตัวกันที่ปลายนิ้ว ก่อนจะพุ่งออกไปเป็นกระแสลมอันรุนแรง ปะทะเข้ากับร่างของวิหคทมิฬอย่างจัง

วิหคทมิฬส่งเสียงร้องโหยหวน ร่างของมันกระเด็นไปชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ ​ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างรุนแรง

“เยี่ยมมาก เอลาริส!” ไลร่าเอ่ยชม เธอฉวยโอกาสที่วิหคทมิฬเสียหลัก พุ่งเข้าไปแทงกริชเข้าที่ปีกของมันอย่างแม่นยำ

วิหคทมิ้มิดส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะพยายามกระพือปีกที่บาดเจ็บหนีขึ้นสู่ท้องฟ้า

“อย่าให้มันหนีไปได้!” เคลเลนตะโกน เขากระโดดตามขึ้นไป ​ฟันดาบเข้าที่หัวของวิหคทมิฬอย่างรุนแรง ทำให้มันร่วงหล่นลงมาสู่พื้นดินอีกครั้ง คราวนี้มันแน่นิ่งไปในที่สุด

ทุกคนหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน การโจมตีครั้งแรกในหุบเขาเงาจันทราทำให้พวกเขาตระหนักได้ถึงอันตรายที่แท้จริงของสถานที่แห่งนี้

“นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น” เคลเลนเอ่ยขึ้น เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวง “พวกมันอาจจะมาเป็นฝูง”

เฟลันเดินเข้ามาใกล้ซากวิหคทมิฬ ​เขาก้มลงสำรวจมันอย่างละเอียด “วิหคทมิฬเหล่านี้ถูกเวทมนตร์แห่งความมืดครอบงำ พวกมันไม่ได้ดุร้ายโดยธรรมชาติ แต่ถูกบิดเบี้ยวด้วยพลังของมาลากอร์”

เอลาริสรู้สึกหดหู่เล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอไม่อยากทำร้ายสิ่งมีชีวิตใดๆ แต่เธอก็รู้ดีว่านี่คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

พวกเขาตัดสินใจที่จะไม่หยุดพักนานนัก และออกเดินทางต่อทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีระลอกใหม่ ยิ่งพวกเขาเดินลึกเข้าไปในหุบเขา อากาศก็ยิ่งหนาวเย็นและมืดมิดมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าแสงอาทิตย์ไม่สามารถสาดส่องลงมาถึงได้เลย

ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงบริเวณที่ตำราโบราณเรียกว่า ‘ประตูวิหารเงาจันทรา’ มันคือซุ้มประตูหินขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางป่าทึบ ตัวประตูถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และมอสตะไคร่หนาเตอะ ดูราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ถูกลืมเลือนไปแล้ว

บนบานประตูมีรอยจารึกโบราณที่สลักไว้ แต่คราวนี้รอยจารึกเหล่านั้นไม่ได้เปล่งประกายแห่งพลังงานศักดิ์สิทธิ์ หากแต่กลับแผ่รัศมีแห่งความมืดมิดและเย็นยะเยือกออกมาอย่างน่าขนลุก

“นี่คือวิหารเงาจันทราจริงๆ หรือ” ไลร่าเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “มันดูเหมือนซากปรักหักพังมากกว่า”

“ตำรากล่าวว่าวิหารแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมานานหลายศตวรรษ หลังจากที่มาลากอร์รุกรานอาณาจักร และพลังแห่งความมืดก็เข้าครอบงำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้” เฟลันอธิบาย เขาเดินเข้าไปสำรวจรอยจารึกบนประตูอย่างระมัดระวัง “เราต้องหาทางเปิดประตูนี้ให้ได้”

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ประตู เธอสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ปะทะเข้าใส่ ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นขวางอยู่ เธอพยายามรวบรวมพลังเวทมนตร์ในกาย พุ่งกระแสพลังแห่งแสงเข้าใส่ประตู แต่พลังนั้นกลับถูกดูดกลืนหายไปในความมืดมิดอย่างรวดเร็ว

“ไม่ได้ผล” เธอเอ่ยด้วยความหงุดหงิด “พลังแห่งแสงของฉันไม่สามารถทะลุผ่านความมืดมิดนี้ได้เลย”

เคลเลนเดินเข้ามาใกล้ประตู เขาพยายามใช้ดาบงัดแงะ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ประตูขยับได้เลยแม้แต่น้อย “มันถูกผนึกไว้ด้วยเวทมนตร์โบราณที่แข็งแกร่งมาก”

เฟลันคลี่ม้วนกระดาษโบราณออกอีกครั้ง เขาไล่นิ้วไปตามตัวอักษรที่สลักอยู่บนนั้น “ตำรากล่าวว่าประตูแห่งนี้จะเปิดออกได้ด้วย ‘กุญแจแห่งจันทรา’ ซึ่งเป็นวัตถุโบราณที่ถูกสร้างขึ้นจากหินจันทร์เสี้ยว และสามารถตอบสนองต่อพลังแห่งจันทราที่แท้จริงได้เท่านั้น”

“กุญแจแห่งจันทรา?” เอลาริสทวนคำ “มันอยู่ที่ไหนกันล่ะ”

“ตำราไม่ได้บอกไว้ชัดเจนนัก” เฟลันตอบ “แต่กล่าวว่ามันถูกซ่อนอยู่ใน ‘ถ้ำรัตติกาล’ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวิหารแห่งนี้”

ไลร่าถอนหายใจ “นี่มันจะซับซ้อนไปถึงไหนเนี่ย แค่จะเข้าวิหารยังต้องหากุญแจอีก”

“เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” เคลเลนเอ่ย “เอลาริส เจ้าต้องไปเอากุญแจแห่งจันทรามาให้ได้ พลังแห่งจันทราของเจ้าอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่จะปลดผนึกกุญแจนั้นได้”

เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่าภารกิจนี้สำคัญเพียงใด “ฉันจะไปค่ะ”

“ฉันจะไปกับเธอ” ไลร่าเสนอตัว “เผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากล ฉันจะคอยระวังหลังให้”

เคลเลนพยักหน้าเห็นด้วย “ดีแล้ว เฟลันกับข้าจะอยู่เฝ้าประตูนี้ เผื่อมีอะไรเกิดขึ้น”

เอลาริสและไลร่าเริ่มออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่ถ้ำรัตติกาล เฟลันชี้ทางให้คร่าวๆ โดยอ้างอิงจากแผนที่โบราณในตำรา

เมื่อสองสาวเดินลึกเข้าไปในป่าอีกครั้ง ความมืดมิดก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น จนแทบจะมองไม่เห็นทาง เอลาริสใช้พลังแห่งแสงสว่างเล็กน้อยจากปลายนิ้ว เพื่อส่องนำทาง แต่ก็ทำได้เพียงส่องให้เห็นทางเดินตรงหน้าไม่กี่ก้าวเท่านั้น

“ระวังพื้นให้ดีนะ” ไลร่าเตือน “ที่นี่อาจจะมีกับดักหรือหลุมพราง”

จู่ๆ ก็มีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในโสตประสาทของเอลาริส มันเป็นเสียงที่เย็นเยียบและเย้ายวน ราวกับจะเชื้อเชิญให้เธอเดินเข้าไปหา

“มาสิ... มาหาข้า... พลังแห่งจันทราของเจ้า... ข้าต้องการมัน...”

เอลาริสหยุดชะงัก เธอรู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วร่าง “ไลร่า เธอได้ยินอะไรไหม”

ไลร่าส่ายหน้า “เปล่าเลย ฉันไม่ได้ยินอะไร” เธอหันมามองเอลาริสด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้น”

“ฉัน... ฉันได้ยินเสียงกระซิบ” เอลาริสตอบ “เหมือนมีใครบางคนกำลังเรียกฉัน”

“นั่นอาจจะเป็นภาพหลอน” ไลร่าเอ่ย “พลังแห่งความมืดในหุบเขาแห่งนี้สามารถบิดเบือนจิตใจได้”

แต่เอลาริสรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ภาพหลอน เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวของเธอ ยิ่งเธอยิ่งเดินเข้าไปใกล้ถ้ำรัตติกาล เสียงนั้นก็ยิ่งชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น

ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงปากถ้ำรัตติกาล มันเป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่ปากถ้ำถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และหินงอกหินย้อยมากมาย บรรยากาศภายในถ้ำมืดมิดจนมองไม่เห็นอะไรเลย

“เอาล่ะ ถึงเวลาที่เราจะต้องใช้พลังแห่งจันทราของเธอแล้วล่ะเอลาริส” ไลร่าเอ่ย เธอชักกริชคู่ใจออกมา เตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

เอลาริสพยักหน้า เธอหลับตาลง รวบรวมพลังแห่งจันทราที่หลับใหลอยู่ในกาย แสงสีเงินอ่อนๆ เริ่มเปล่งประกายออกมาจากร่างของเธอ ก่อนจะแผ่ขยายออกไป ส่องสว่างทั่วทั้งปากถ้ำ

เมื่อแสงสว่างส่องถึงภายในถ้ำ พวกเขาก็เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัว เบื้องหน้าคือทางเดินที่คดเคี้ยวและลาดชัน มีหินงอกหินย้อยที่รูปร่างประหลาดตาแขวนอยู่เต็มไปหมด บนพื้นถ้ำเต็มไปด้วยซากกระดูกของสัตว์อสูรและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่ตายไปนานแล้ว

และที่ใจกลางถ้ำ บนแท่นหินที่สูงตระหง่าน มีวัตถุชิ้นหนึ่งเปล่งประกายสีเงินอ่อนๆ อยู่ท่ามกลางความมืดมิด นั่นคือ ‘กุญแจแห่งจันทรา’

แต่ในขณะที่เอลาริสกำลังจะก้าวเข้าไปหามัน ก็มีเสียงหัวเราะเยือกเย็นดังขึ้นจากเบื้องบน

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า... ในที่สุดเจ้าก็มาถึงเสียที ทายาทแห่งจันทรา”

ร่างเงาสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นจากเงามืด มันคือ ‘พญางูแห่งรัตติกาล’ สัตว์อสูรขนาดใหญ่ที่มีเกล็ดสีดำสนิท ดวงตาสีเขียวเรืองรอง และเขี้ยวพิษแหลมคมราวกับใบมีด มันจ้องมองมาที่เอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหิวโหย

“มันคือกุญแจแห่งจันทราของข้า! เจ้าไม่มีสิทธิ์ครอบครองมัน!” พญางูแห่งรัตติกาลคำราม ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีเอลาริสอย่างรวดเร็ว

เอลาริสรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัว พญางูตัวนี้มีพลังที่แข็งแกร่งกว่าวิหคทมิฬหลายเท่าตัว เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อเอาชนะมันให้ได้.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!