คทาสุริยัน

ตอนที่ 98 — แสงจันทร์ทะลวงเงามืด

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,060 คำ

พญางูแห่งรัตติกาลพุ่งเข้าใส่เอลาริสด้วยความเร็วที่ยากจะคาดเดา ร่างมหึมาของมันแหวกอากาศมาพร้อมกับเสียงหวีดหวิว ร่างกายที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีนิลสะท้อนแสงจันทร์อ่อนๆ ที่เอลาริสเปล่งออกมา ดวงตาสีเขียวมรกตฉายแววอำมหิต ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งให้จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด

“ระวัง!” ไลร่าตะโกน เธอพุ่งเข้าขวางหน้าเอลาริสอย่างรวดเร็ว ‌ชักกริชคู่ใจออกมากวัดแกว่งหมายจะสกัดการโจมตี แต่พญางูแห่งรัตติกาลนั้นรวดเร็วเกินไป ร่างของมันพุ่งผ่านไลร่าไปราวกับสายลม ก่อนจะอ้าปากกว้าง หมายจะขย้ำเอลาริส

เอลาริสเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอไม่เคยเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่ร้ายกาจเช่นนี้มาก่อน ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ​ภาพคำพูดของเคลเลนก็แว่วขึ้นในหู

“จงจำไว้ว่าพลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่...”

เธอหลับตาลงรวบรวมสมาธิ พลังแห่งจันทราในกายของเธอพลันปะทุขึ้นอย่างรุนแรง แสงสีเงินที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับแข็งแกร่งและเจิดจ้า ราวกับแสงจันทร์เต็มดวงที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า

“พลังแห่งจันทรา... จงปกป้องข้า!”

เธอเหวี่ยงคทาไม้ในมือออกไปข้างหน้า กระแสพลังแห่งจันทราพุ่งออกจากปลายคทา ก่อตัวเป็นกำแพงแสงสีเงินที่แข็งแกร่ง ปะทะเข้ากับร่างของพญางูแห่งรัตติกาลอย่างจัง

เปรี้ยง!

เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งถ้ำ ‍พญางูแห่งรัตติกาลส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด ร่างของมันกระเด็นถอยหลังไปชนเข้ากับผนังถ้ำอย่างรุนแรง ก้อนหินและเศษดินร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง

“นี่มันอะไรกัน!” พญางูแห่งรัตติกาลคำราม ดวงตาของมันฉายแววความประหลาดใจและโกรธแค้น “พลังแห่งจันทราที่แท้จริงงั้นหรือ! ไม่น่าเป็นไปได้! เจ้าเป็นเพียงเด็กสาวกำพร้า!”

เอลาริสลืมตาขึ้น ‌ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีเงินเรืองรอง ร่างกายของเธอถูกโอบล้อมด้วยออร่าแห่งพลังที่สง่างามและน่าเกรงขาม เธอรู้ดีว่านี่คือพลังแห่งราชวงศ์สุริยันจันทราที่แท้จริง

“ฉันคือทายาทแห่งสุริยันจันทรา และฉันจะไม่มีวันยอมให้เจ้าทำร้ายใครได้อีก!” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและหนักแน่น

ไลร่าที่ยืนอยู่เบื้องหลังถึงกับตะลึงในพลังที่เอลาริสแสดงออกมา เธอไม่เคยเห็นเอลาริสใช้พลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาก่อน

“เยี่ยมมาก เอลาริส!” ไลร่าตะโกน ‍“ฉันจะช่วยเธอเอง!” เธอพุ่งเข้าใส่พญางูแห่งรัตติกาลอย่างไม่เกรงกลัว ชักกริชคู่ใจออกมากวัดแกว่ง ฟาดฟันเข้าใส่ลำตัวของมันอย่างรวดเร็ว

พญางูแห่งรัตติกาลพยายามตอบโต้ แต่มันกลับถูกพลังแห่งจันทราของเอลาริสและกริชของไลร่าโจมตีพร้อมกัน ร่างกายของมันที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้เริ่มมีบาดแผลปรากฏขึ้น

“พวกเจ้าช่างบังอาจ!” พญางูแห่งรัตติกาลคำราม มันปล่อยกระแสพิษสีดำออกมาจากปาก ​พุ่งเข้าใส่เอลาริสและไลร่าอย่างรวดเร็ว

เอลาริสไม่รอช้า เธอใช้พลังแห่งธาตุลม ก่อกำแพงลมที่มองไม่เห็นขึ้นมาเพื่อปัดป้องกระแสพิษนั้น กระแสพิษพุ่งเข้าปะทะกับกำแพงลม ก่อนจะสลายหายไปในอากาศ

“มันมีพิษร้ายกาจ ระวังให้ดี!” ไลร่าเตือน

เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ง่าย ​เธอต้องใช้ทุกพลังที่มีเพื่อเอาชนะมันให้ได้

เธอรวบรวมพลังแห่งจันทราอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้เพียงแค่ป้องกัน แต่เธอพยายามรวบรวมพลังโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แสงสีเงินเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ที่ปลายคทาไม้ ก่อนจะก่อตัวเป็นลูกบอลพลังงานขนาดใหญ่

“พลังแห่งจันทรา... จงทำลายความมืดมิด!”

เธอเหวี่ยงคทาออกไป ลูกบอลพลังงานพุ่งเข้าใส่พญางูแห่งรัตติกาลอย่างรวดเร็วและรุนแรง

พญางูแห่งรัตติกาลพยายามหลบหลีก ​แต่มันก็ช้าเกินไป ลูกบอลพลังงานพุ่งเข้าปะทะเข้ากับลำตัวของมันอย่างจัง

โครม!

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งถ้ำ แสงสีเงินสว่างวาบไปทั่วบริเวณ ก่อนที่ร่างของพญางูแห่งรัตติกาลจะกระเด็นไปกระแทกกับผนังถ้ำอีกครั้ง คราวนี้มันแน่นิ่งไปในที่สุด ร่างกายของมันเริ่มสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำ ก่อนจะหายไปในความมืดมิด

เอลาริสทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน การใช้พลังเวทมนตร์ที่รุนแรงขนาดนั้นทำให้เธอหมดแรงไปเกือบทั้งหมด

ไลร่ารีบวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง “เธอไม่เป็นไรนะ เอลาริส”

เอลาริสพยักหน้าเล็กน้อย “ฉันไม่เป็นไร... แค่เหนื่อยมาก”

ไลร่าช่วยประคองเอลาริสให้ลุกขึ้นยืน ก่อนที่ทั้งสองจะมองไปยังแท่นหินที่อยู่ใจกลางถ้ำ ‘กุญแจแห่งจันทรา’ ยังคงเปล่งประกายสีเงินอ่อนๆ อยู่ที่นั่น ราวกับจะเชื้อเชิญให้เอลาริสเข้าไปสัมผัส

เอลาริสก้าวเดินเข้าไปหากุญแจแห่งจันทราอย่างช้าๆ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความหวัง

เมื่อเธอเอื้อมมือไปสัมผัสกุญแจแห่งจันทรา วัตถุโบราณนั้นก็เปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้นไปอีก แสงสีเงินสว่างวาบไปทั่วทั้งถ้ำ ก่อนจะค่อยๆ หรี่ลง และรวมตัวกันเป็นรูปทรงของจันทร์เสี้ยวที่สลักอยู่บนกุญแจ

เธอรู้สึกถึงกระแสพลังงานที่ไหลซ่านเข้าสู่ปลายนิ้ว ก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยอย่างประหลาดก่อตัวขึ้นในใจ ราวกับว่าเธอกำลังได้กลับคืนสู่บ้านที่แท้จริง

“นี่แหละคือกุญแจแห่งจันทรา” ไลร่าเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม “มันสวยงามมาก”

เอลาริสกำกุญแจแห่งจันทราไว้ในมือ มันมีขนาดพอดีกับฝ่ามือของเธอ และมีน้ำหนักที่พอเหมาะ เธอรู้สึกราวกับว่ากุญแจนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ

“เราต้องรีบกลับไปที่วิหาร” เอลาริสเอ่ย “เคลเลนกับเฟลันกำลังรอเราอยู่”

ทั้งสองรีบออกเดินทางจากถ้ำรัตติกาล มุ่งหน้ากลับไปยังวิหารเงาจันทรา ในระหว่างทาง เอลาริสรู้สึกว่าพลังแห่งจันทราของเธอยิ่งแข็งแกร่งและมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม เธอสามารถควบคุมมันได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อพวกเขามาถึงประตูวิหารเงาจันทรา เคลเลนและเฟลันก็รีบเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง

“เจ้าไม่เป็นไรนะ เอลาริส” เคลเลนเอ่ยขึ้น เขาสังเกตเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของเอลาริส

“ฉันไม่เป็นไรค่ะ” เอลาริสตอบ เธอชูกุญแจแห่งจันทราขึ้นให้ทุกคนเห็น “ฉันได้กุญแจมาแล้วค่ะ”

เฟลันเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น “เยี่ยมมาก! นี่แหละคือกุญแจที่จะเปิดประตูวิหารแห่งนี้”

เอลาริสก้าวเข้าไปใกล้ประตูวิหาร เธอชูกุญแจแห่งจันทราขึ้นเหนือรอยจารึกบนประตู แสงสีเงินจากกุญแจส่องสว่างกระทบกับรอยจารึก ก่อนที่รอยจารึกเหล่านั้นจะเริ่มเปล่งประกายสีเงินอ่อนๆ

เสียงครืดคราดดังขึ้น ประตูหินขนาดมหึมาเริ่มขยับช้าๆ เถาวัลย์และมอสตะไคร่ที่ปกคลุมอยู่บนประตูร่วงหล่นลงมา เผยให้เห็นทางเข้าวิหารที่มืดมิดและลึกลับ

“มันเปิดแล้ว!” ไลร่าอุทานด้วยความตื่นเต้น

เคลเลนพยักหน้า “ระวังตัวไว้ให้ดี ข้างในอาจจะมีอะไรที่เราไม่คาดคิด”

เอลาริสพยักหน้าอย่างหนักแน่น เธอรู้สึกถึงความตื่นเต้นและความคาดหวังที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ เธอรู้ดีว่าการผจญภัยที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

พวกเขาก้าวเข้าไปในวิหารเงาจันทราอย่างระมัดระวัง ภายในวิหารมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านช่องว่างบนหลังคาลงมาเป็นลำแสงเล็กๆ

อากาศภายในวิหารเย็นยะเยือกและชื้นแฉะ กลิ่นอับชื้นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ บนผนังวิหารมีรอยจารึกและภาพวาดโบราณที่เลือนรางปรากฏอยู่ แต่ก็ยังพอจะมองเห็นเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทราในอดีต

เฟลันรีบเดินเข้าไปสำรวจรอยจารึกและภาพวาดเหล่านั้นทันที เขาคลี่ม้วนกระดาษโบราณออกมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เห็น

“นี่คือตำนานของราชวงศ์สุริยันจันทรา” เฟลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ภาพเหล่านี้เล่าถึงการกำเนิดของคทาสุริยันจันทรา และการต่อสู้กับราชาปีศาจมาลากอร์ในอดีต”

เอลาริสมองไปยังภาพวาดเหล่านั้นด้วยความสนใจ เธอเห็นภาพของนักรบผู้กล้าหาญที่กำลังต่อสู้กับสัตว์อสูร เห็นภาพของนักเวทผู้ทรงพลังที่กำลังร่ายเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ และเห็นภาพของราชินีผู้สง่างามที่กำลังถือคทาที่เปล่งประกายเจิดจ้า

ภาพเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ได้เป็นส่วนหนึ่งของตำนานเหล่านั้น

“เราต้องค้นหาตำราหรือสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ที่เกี่ยวข้องกับคทาสุริยันจันทรา” เอลาริสเอ่ยขึ้น “บางทีเราอาจจะพบเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีผนึกราชาปีศาจมาลากอร์ที่นี่”

เคลเลนพยักหน้า “ทุกคนกระจายกันค้นหา แต่อย่าไปไหนไกลจากกันมากนัก และระวังตัวไว้ให้ดี”

พวกเขาทั้งสี่คนเริ่มแยกย้ายกันค้นหาสิ่งของภายในวิหารเงาจันทรา เอลาริสเดินสำรวจไปตามโถงทางเดินที่มืดมิด เธอสัมผัสได้ถึงพลังเวทมนตร์ที่หลับใหลอยู่ตามผนังวิหาร และรู้สึกถึงเสียงกระซิบจากอดีตที่แว่วมาในโสตประสาท

เธอเดินลึกเข้าไปในวิหาร จนกระทั่งมาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ใจกลางวิหาร ที่นั่นมีแท่นบูชาขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ เบื้องบนแท่นบูชามีวัตถุชิ้นหนึ่งวางอยู่ มันคือม้วนตำราโบราณที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมเก่าแก่

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เธอเอื้อมมือไปหยิบม้วนตำรานั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เมื่อเธอคลี่ม้วนตำราออก เธอก็พบว่ามันเป็นตำราที่เขียนด้วยภาษาโบราณที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อเธอสัมผัสตำรานั้น เธอก็รู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานที่ไหลซ่านเข้าสู่ปลายนิ้ว และภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของเธอ.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!