ลมหายใจของเอลาริสขาดห้วง เมื่อเบื้องหน้าของนางปรากฏประตูหินแกะสลักอันโอฬาร สูงเสียดเพดานถ้ำที่ถูกสกัดให้เป็นโถงกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ลวดลายบนบานประตูเล่าขานถึงอารยธรรมโบราณที่สาบสูญไปนับพันปี รูปสลักเทพีแห่งแสงจันทร์และเทพบุตรแห่งสุริยาโอบอุ้มลูกแก้วคริสตัลที่ส่องประกายเรืองรองราวกับดวงดาวนับล้านถูกจับจองไว้ภายใน ความเย็นยะเยือกของหินผาแทรกซึมเข้าสู่กระดูก แต่ความรู้สึกอันร้อนรุ่มในอกของเอลาริสกลับรุนแรงขึ้นกว่าครั้งใดๆ ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหานางจากเบื้องหลังบานประตูนั้น
“นี่คงเป็นที่ที่เราตามหามาตลอด” เคลย์น นักรบหนุ่มผู้มีแววตาคมกริบแต่เปี่ยมด้วยความภักดี เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ มือข้างหนึ่งวางทาบบนด้ามดาบประจำกายอย่างระมัดระวัง แม้จะไม่มีวี่แววของศัตรู แต่สัญชาตญาณของนักรบเตือนเขาว่าสถานที่แห่งนี้มิได้สงบเงียบอย่างที่เห็น
ไลร่า นักปราชญ์สาวผู้มาพร้อมกับความรู้ดุจห้องสมุดเคลื่อนที่ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้บานประตู นางลูบไล้ลวดลายสลักอย่างพิถีพิถัน ดวงตาภายใต้กรอบแว่นจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์ “ตำนานกล่าวไว้ว่า ผู้ที่จะเปิดประตูแห่งอาทิตย์และจันทราได้ ต้องเป็นผู้ที่โลหิตแห่งราชวงศ์โบราณไหลเวียนอยู่ในกายเท่านั้น”
ฟินน์ จอมโจรหนุ่มผู้ปราดเปรียวและมีไหวพริบเป็นเลิศ ผิวปากเบาๆ “นั่นหมายความว่างานนี้ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าแล้วสินะ คุณหนูเอลาริส” เขายิ้มกว้าง แต่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด
เอลาริสพยักหน้ารับอย่างช้าๆ หัวใจของนางเต้นระรัวดุจกลองศึก ความกลัวปะปนกับความคาดหวังที่ยากจะควบคุม นางยกมือขึ้น สัมผัสถึงไอเย็นจากบานประตูหิน แต่เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับรูปสลักลูกแก้วคริสตัลที่อยู่กึ่งกลาง แสงเรืองรองสีเงินอมทองพลันส่องประกายออกมาอ่อนๆ ราวกับมีชีวิต หัวใจของนางบีบรัดอย่างรุนแรง ความทรงจำอันเลือนรางบางอย่างแวบเข้ามาในห้วงความคิด ภาพของสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ กำลังยื่นมือออกมาโอบกอดนางด้วยความรักอันเปี่ยมล้น…
“เอลาริส?” เสียงของเคลย์นดังขึ้น ทำให้นางหลุดจากภวังค์
นางหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี พลังเวทที่เคยหลับใหลอยู่ภายในกายพลันตื่นขึ้น มันไหลเวียนจากปลายนิ้วสู่รูปสลัก แสงจากลูกแก้วคริสตัลทวีความสว่างเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ลวดลายบนบานประตูที่เคยนิ่งสงบกลับเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา แสงสีทองของสุริยาและแสงสีเงินของจันทราพันเกี่ยวกัน ก่อเกิดเป็นกระแสเวทมนตร์อันทรงพลังที่แผ่ซ่านไปทั่วโถงถ้ำ
เสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นจากเบื้องลึกของประตูหิน ราวกับสิ่งมีชีวิตโบราณกำลังตื่นจากการหลับใหล บานประตูค่อยๆ แง้มออกช้าๆ พร้อมกับเสียงเสียดสีของหินผาที่ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ เผยให้เห็นทางเดินแคบๆ ที่ทอดยาวเข้าไปในความมืดมิด เบื้องล่างของทางเดินนั้นมีแสงสว่างอ่อนๆ ส่องออกมา ราวกับเชื้อเชิญให้เข้าไปสำรวจ
“ระวัง” ไลร่าเตือน ดวงตาของนางจับจ้องไปที่ความมืดเบื้องหน้าด้วยความไม่ไว้วางใจ “อาจมีกับดักหรือผู้เฝ้ารออยู่”
เคลย์นก้าวไปข้างหน้าอย่างองอาจ ดาบในมือชักออกจากฝักพร้อมรับทุกสถานการณ์ ฟินน์ตามมาติดๆ ด้วยธนูที่ขึ้นสายพร้อมยิง เอลาริสเดินตามหลังพวกเขาไปอย่างช้าๆ หัวใจยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่ความรู้สึกที่ถูกดึงดูดกลับรุนแรงเสียจนความกลัวแทบจะเลือนหายไป
ทางเดินนั้นทอดยาวลงไปใต้ดินลึก ราวกับกำลังดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของโลก ผ่านอุโมงค์ที่ผนังแกะสลักด้วยภาพวาดโบราณ บอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้พิทักษ์โลกจากความมืดมิด และราชาปีศาจมาลากอร์ที่เคยถูกผนึกไว้ในอดีตกาล ทุกย่างก้าวพาให้เอลาริสรู้สึกราวกับกำลังย้อนเวลาไปสู่ห้วงอดีตอันไกลโพ้น
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงโถงกว้างอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากโถงแรกอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เต็มไปด้วยแสงสว่างเรืองรองสีฟ้าอ่อนๆ ที่เปล่งออกมาจากคริสตัลขนาดมหึมาที่ฝังอยู่ตามผนัง ตรงกลางโถงมีแท่นบูชาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ตั้งตระหง่าน บนแท่นบูชานั้น คทาเล่มหนึ่งวางอยู่ราวกับกำลังรอคอยผู้มาเยือน
คทาเล่มนั้นงดงามจนแทบหยุดลมหายใจ ด้ามจับทำจากโลหะสีเงินวาววับ พันเกี่ยวด้วยเถาวัลย์แกะสลักอย่างประณีต ปลายคทาประดับด้วยลูกแก้วคริสตัลขนาดใหญ่สองลูก ลูกหนึ่งเปล่งแสงสีทองสุกใสราวกับดวงอาทิตย์ยามเที่ยง อีกลูกหนึ่งเปล่งแสงสีเงินนวลราวกับดวงจันทร์เต็มดวง แสงทั้งสองผสานรวมกันอย่างลงตัว ก่อเกิดเป็นรัศมีแห่งอำนาจที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
“คทาสุริยันจันทรา” ไลร่าพึมพำด้วยน้ำเสียงอันพรั่นพรึง “มันงดงามและทรงพลังยิ่งกว่าที่ตำนานเล่าขานไว้เสียอีก”
เอลาริสก้าวเดินเข้าไปหาแท่นบูชาอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวราวกับถูกดึงดูดด้วยพลังงานอันลึกล้ำที่แผ่ออกมาจากคทา เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าคทา นางรู้สึกถึงความเชื่อมโยงอันประหลาด ราวกับโลหิตในกายกำลังร้องเรียกหาคทาเล่มนั้นอย่างบ้าคลั่ง
แต่ก่อนที่นางจะเอื้อมมือออกไป คว้าคทามาไว้ในครอบครอง แสงสีฟ้าอ่อนๆ จากคริสตัลบนผนังพลันรวมตัวกัน ก่อร่างเป็นเงาร่างสูงใหญ่ รูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีผิวหนังสีฟ้าเรืองรอง ดวงตาของมันส่องประกายสีทองอำพัน มันคือผู้พิทักษ์แห่งวิหาร ผู้ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องคทาเล่มนี้จากผู้บุกรุก
“หยุด!” เสียงทุ้มต่ำดังก้อง ราวกับหินผาถล่มทลาย “ผู้ใดบังอาจแตะต้องคทาแห่งมหาเทพ ผู้นั้นจะต้องพบกับความพินาศ”
เคลย์นพุ่งตัวเข้าปะทะกับผู้พิทักษ์ทันที ดาบของเขาฟาดฟันเข้าใส่ร่างแสงสีฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่คมดาบกลับทะลุผ่านร่างนั้นไปอย่างไร้ร่องรอย ผู้พิทักษ์เพียงสะบัดมือ แสงสีฟ้าพุ่งเข้าใส่เคลย์นอย่างรุนแรง กระแทกร่างของเขาลอยกระเด็นไปกระแทกผนังถ้ำ
“เคลย์น!” เอลาริสร้องเรียกด้วยความตกใจ
ฟินน์ระดมยิงธนูใส่ผู้พิทักษ์ แต่ลูกธนูกลับสลายหายไปในอากาศเมื่อสัมผัสกับร่างแสงนั้น ไลร่าร่ายเวทมนตร์ป้องกัน แต่ดูเหมือนพลังของนางจะไร้ผลกับสิ่งมีชีวิตที่ทำจากแสง
“มันเป็นพลังงานบริสุทธิ์!” ไลร่าตะโกน “เวทมนตร์ธรรมดาไม่อาจทำอะไรมันได้!”
ผู้พิทักษ์เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีทองอำพันจ้องมองมาที่เอลาริสอย่างไม่ลดละ มันก้าวเดินเข้าหานางอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวราวกับกำลังบดขยี้ความหวัง
เอลาริสถอยหลังไปหนึ่งก้าว หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว แต่ในความกลัวนั้น มีบางสิ่งกำลังก่อตัวขึ้น พลังเวทที่เคยหลับใหลเริ่มพลุ่งพล่านอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ แสงสีทองและสีเงินเริ่มเปล่งประกายออกมาจากฝ่ามือของนางโดยไม่รู้ตัว
“เจ้า…ผู้เป็นทายาทแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา” ผู้พิทักษ์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา “เจ้าต้องพิสูจน์ตนเอง…ว่าคู่ควรกับอำนาจนี้”
เอลาริสหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่เหลืออยู่ ภาพของมาลากอร์ ราชาปีศาจผู้ชั่วร้ายที่กำลังจะถูกปลดปล่อย ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ความมืดมิดที่กำลังจะปกคลุมโลก และพันธสัญญาที่นางต้องแบกรับ มันไม่ใช่เพื่อตัวนางเอง แต่เพื่อทุกคน เพื่อโลกใบนี้!
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของนางเปล่งประกายสีทองและสีเงินที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว พลังเวทที่เคยกระจัดกระจายพลันรวมตัวกัน ก่อเกิดเป็นกระแสพลังอันแข็งแกร่ง นางยกมือขึ้น แสงสีทองและสีเงินพุ่งออกจากฝ่ามือ พุ่งตรงเข้าใส่ร่างของผู้พิทักษ์อย่างรุนแรง
ครั้งนี้ แสงเวทของเอลาริสไม่ได้ทะลุผ่านไปอย่างไร้ร่องรอย แต่มันกลับปะทะเข้ากับร่างของผู้พิทักษ์อย่างจัง ก่อเกิดเป็นระเบิดแสงขนาดเล็ก ผู้พิทักษ์เซถอยหลังไปหนึ่งก้าว ร่างแสงของมันเริ่มสั่นไหว
“เป็นไปได้…” ผู้พิทักษ์พึมพำ “พลังแห่งสุริยันจันทรา…ที่แท้จริง”
เอลาริสไม่รอช้า นางรวบรวมพลังทั้งหมดที่สามารถทำได้ ปล่อยลำแสงเวทแห่งแสงและเงาเข้าใส่ผู้พิทักษ์อย่างต่อเนื่อง แสงสีทองและสีเงินพันเกี่ยวกันดุจมังกรคู่ พุ่งเข้าโจมตีผู้พิทักษ์อย่างไม่หยุดยั้ง ร่างของผู้พิทักษ์เริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ แสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่ประกอบกันเป็นร่างเริ่มสลายตัวไปในอากาศ
ในที่สุด ด้วยเสียงคำรามอันยาวนาน ร่างของผู้พิทักษ์ก็แตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีฟ้าอ่อนๆ ลอยฟุ้งไปทั่วโถงถ้ำ ก่อนจะจางหายไปในที่สุด
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เอลาริสยืนหอบหายใจ เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วร่าง แต่ดวงตาของนางยังคงจ้องมองไปยังคทาสุริยันจันทราที่วางอยู่บนแท่นบูชา
“เจ้าทำได้ เอลาริส!” ฟินน์ตะโกนด้วยความดีใจ
เคลย์นพยุงตัวเองขึ้นมา ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน “ข้าไม่เคยสงสัยเลย”
ไลร่ามองเอลาริสด้วยแววตาชื่นชมระคนตกตะลึง “พลังของเจ้า…มันเหนือกว่าที่ข้าเคยเห็นมา”
เอลาริสก้าวเข้าไปหาคทาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีสิ่งใดขวางกั้น นางเอื้อมมือออกไปสัมผัสกับด้ามจับของคทา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับโลหะเย็นเฉียบ พลังเวทอันมหาศาลพลันไหลทะลักเข้าสู่ร่างของนางราวกับสายน้ำเชี่ยวกราก แสงสีทองและสีเงินจากลูกแก้วคริสตัลบนปลายคทาส่องประกายเจิดจ้า ราวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ได้มารวมกันอยู่ในมือของนาง
ภาพนิมิตพลันถาโถมเข้าสู่ห้วงความคิดของเอลาริสอย่างรุนแรง ภาพของดินแดนที่รุ่งเรืองในอดีต ผู้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุขภายใต้การปกครองของราชวงศ์สุริยันจันทรา ภาพของสงครามครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนปฐพี เมื่อมาลากอร์ ราชาปีศาจผู้ชั่วร้ายนำกองทัพแห่งความมืดมิดเข้าบุกรุก ภาพของบรรพบุรุษของนาง สตรีผู้สูงศักดิ์ในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ กำลังร่ายเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ ใช้คทาเล่มนี้ผนึกมาลากอร์ไว้ในห้วงมิติแห่งความมืดมิด
แล้วภาพก็เปลี่ยนไปสู่ปัจจุบัน ภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะมาถึง แสงสว่างบนโลกกำลังจะเลือนหายไป และมาลากอร์กำลังจะถูกปลดปล่อย!
“เอลาริส!” เสียงของเคลย์นดังขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้นางหลุดออกจากภวังค์
นางลืมตาขึ้นช้าๆ ใบหน้าของนางซีดเซียว แต่ดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน คทาสุริยันจันทราอยู่ในมือของนางแล้ว พลังของมันไหลเวียนอยู่ในทุกอณูของร่างกาย มันไม่ใช่แค่คทา แต่มันคือพันธสัญญา มันคือภาระหน้าที่ และมันคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้
นางเงยหน้าขึ้นมองสหายทั้งสาม ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความจริงจัง “ข้าเห็นแล้ว…ความจริงทั้งหมด” นางกอบกุมคทาแน่นขึ้น “ข้าจะต้องหยุดมาลากอร์ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
แสงจากคทาเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง ส่องสว่างไปทั่วโถงถ้ำ สะท้อนความมุ่งมั่นในแววตาของเอลาริส และความหวังที่กำลังจะถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งในโลกที่กำลังจะเลือนหายไปพร้อมกับเวทมนตร์

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก