การเดินทางสู่ ‘วิหารแห่งแสงและเงา’ มิได้ง่ายดายอย่างที่คิด ยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบตลอดทั้งปี อากาศเบาบางลงเรื่อยๆ จนหายใจลำบาก เส้นทางคดเคี้ยวและลาดชัน บางครั้งก็เป็นทางขาดที่ต้องข้ามเหวอันลึกชัน บางครั้งก็เป็นป่าหินที่เต็มไปด้วยโขดหินแหลมคม
“ฉันเริ่มจะสงสัยแล้วนะว่าวิหารแห่งนี้มีอยู่จริงหรือเปล่า” ไลร่าบ่นพึมพำ เธอต้องใช้กริชคู่ใจในการช่วยปีนป่ายไปตามโขดหิน “มันเหมือนกับว่าธรรมชาติพยายามจะปกปิดมันเอาไว้ไม่ให้ใครไปถึง”
“นั่นเป็นเพราะเวทมนตร์โบราณที่ปกป้องวิหารแห่งนี้” เฟลันอธิบาย เขาเดินนำหน้าอย่างระมัดระวัง “ตำรากล่าวว่าวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ และมันจะยอมให้เฉพาะผู้ที่คู่ควรเท่านั้นที่จะเข้าไปได้”
เอลาริสสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศ มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลัง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกท้าทาย เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบอีกมากมายก่อนที่จะไปถึงวิหาร
“เราต้องแข็งแกร่งกว่านี้” เคลเลนเอ่ยขึ้น เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวง “ความมืดของมาลากอร์กำลังแผ่ขยาย และมันจะแข็งแกร่งขึ้นเมื่อสุริยคราสแห่งจันทร์คู่มาถึง”
จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามดังขึ้นจากเบื้องบน ก้อนหินขนาดมหึมากลิ้งลงมาจากยอดเขา พุ่งตรงเข้าหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว
“หลบ!” เคลเลนตะโกน เขารีบผลักเอลาริสและเฟลันให้พ้นจากวิถีของก้อนหิน
ไลร่ากระโดดหลบอย่างว่องไว แต่ก้อนหินนั้นกลับพุ่งเข้าใส่กำแพงหินที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว และก้อนหินเล็กๆ ร่วงหล่นลงมาเป็นจำนวนมาก
“นี่มันอะไรกัน” ไลร่าเอ่ยขึ้น เธอชักกริชคู่ใจออกมาเตรียมพร้อม
จากนั้นร่างเงาขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นจากหมอกหนาทึบ มันคือ ‘ยักษ์หิน’ สัตว์อสูรที่ร่างกายถูกสร้างขึ้นจากหินและแร่ธาตุ ดวงตาสีแดงฉานราวกับถ่านเพลิง และแขนขนาดใหญ่ที่สามารถบดขยี้ทุกสิ่งได้
“พวกเจ้าบังอาจเข้ามารบกวนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์!” ยักษ์หินคำราม เสียงของมันดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา “จงกลับไปซะ! ก่อนที่พวกเจ้าจะต้องตาย!”
เคลเลนชักดาบยาวออกมาจากฝัก “ไม่มีทาง! เราจะต้องผ่านไปให้ได้!” เขาพุ่งเข้าใส่ยักษ์หินอย่างไม่เกรงกลัว ฟาดฟันดาบเข้าใส่ขาของมันอย่างรวดเร็ว แต่ดาบของเขากลับทำอะไรมันไม่ได้เลย ยักษ์หินนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะถูกทำร้ายได้ด้วยอาวุธธรรมดา
“มันแข็งแกร่งเกินไป!” เฟลันตะโกน “เราต้องใช้เวทมนตร์!”
เอลาริสพยักหน้า เธอรวบรวมพลังแห่งธาตุลม ก่อกำแพงลมที่มองไม่เห็นขึ้นมาเพื่อสกัดการโจมตีของยักษ์หิน ยักษ์หินพยายามพุ่งเข้าใส่พวกเขา แต่มันก็ถูกกำแพงลมผลักกลับไป
“พลังของเจ้าช่างน่าสนใจ!” ยักษ์หินคำราม “แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะข้าได้!” มันรวบรวมพลังงานบางอย่างที่มือ ก่อนจะทุบกำแพงลมของเอลาริสอย่างรุนแรง ทำให้กำแพงลมสลายหายไปในอากาศ
เอลาริสรู้สึกเจ็บแปลบที่แขน การใช้พลังเวทมนตร์ที่รุนแรงขนาดนั้นทำให้เธออ่อนล้าไปเล็กน้อย
“เราต้องหาจุดอ่อนของมันให้ได้!” ไลร่าตะโกน เธอพยายามหาช่องโหว่ในการโจมตีของยักษ์หิน
เฟลันพลิกตำราโบราณอย่างรวดเร็ว “ตำรากล่าวว่ายักษ์หินเหล่านี้มีจุดอ่อนอยู่ที่ ‘แกนกลางพลังงาน’ ซึ่งอยู่ภายในอกของมัน!”
เอลาริสมองไปยังยักษ์หินอีกครั้ง เธอสังเกตเห็นว่าที่กลางอกของมันมีอัญมณีสีแดงเรืองรองอยู่ นั่นคือแกนกลางพลังงานของมัน
“ฉันเห็นจุดอ่อนของมันแล้ว!” เอลาริสตะโกน “มันอยู่ที่กลางอก!”
“แต่เราจะเข้าไปโจมตีมันได้ยังไง” เคลเลนเอ่ยขึ้น “มันแข็งแกร่งเกินไป”
เอลาริสหลับตาลง รวบรวมพลังแห่งสุริยันจันทราที่หลับใหลอยู่ในกาย แสงสีเงินและสีทองเริ่มเปล่งประกายออกมาจากร่างของเธอ ก่อนจะแผ่ขยายออกไป ส่องสว่างทั่วทั้งบริเวณ
“ฉันจะใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อเปิดทางให้พวกคุณ!” เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและหนักแน่น “เคลเลน ไลร่า พวกคุณต้องเข้าไปโจมตีแกนกลางพลังงานของมันให้ได้!”
เคลเลนและไลร่าพยักหน้าอย่างหนักแน่น พวกเขารู้ดีว่านี่คือโอกาสเดียวที่จะเอาชนะยักษ์หินได้
เอลาริสเหวี่ยงคทาไม้ในมือออกไปข้างหน้า กระแสพลังแห่งสุริยันจันทราพุ่งออกจากปลายคทา ก่อตัวเป็นลำแสงอันทรงพลัง พุ่งเข้าใส่ยักษ์หินอย่างรวดเร็ว
ยักษ์หินพยายามปัดป้อง แต่ลำแสงนั้นกลับแข็งแกร่งเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้ ลำแสงพุ่งเข้าปะทะกับร่างของมันอย่างจัง ทำให้มันเสียหลักและล้มลงไปกับพื้น
“ตอนนี้แหละ!” เคลเลนตะโกน เขารีบวิ่งเข้าไปหายักษ์หิน ชักดาบยาวออกมาจากฝัก ฟาดฟันเข้าใส่แกนกลางพลังงานของมันอย่างรวดเร็ว
ไลร่าเองก็ไม่รอช้า เธอพุ่งเข้าใส่ยักษ์หินอีกด้านหนึ่ง ชักกริชคู่ใจออกมากวัดแกว่ง ฟาดฟันเข้าใส่แกนกลางพลังงานของมันอย่างแม่นยำ
เปรี้ยง!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แสงสีแดงฉานสว่างวาบไปทั่วบริเวณ ก่อนที่ร่างของยักษ์หินจะเริ่มสลายกลายเป็นก้อนหินเล็กๆ และแร่ธาตุต่างๆ ก่อนจะหายไปในที่สุด
เอลาริสทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน การใช้พลังเวทมนตร์ที่รุนแรงขนาดนั้นทำให้เธอหมดแรงไปเกือบทั้งหมด
เคลเลนและไลร่ารีบวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง “เธอไม่เป็นไรนะ เอลาริส”
เอลาริสพยักหน้าเล็กน้อย “ฉันไม่เป็นไร... แค่เหนื่อยมาก”
เฟลันเดินเข้ามาใกล้ เขาตรวจสอบสภาพของเอลาริสอย่างละเอียด “เธอใช้พลังมากเกินไป ต้องพักผ่อนบ้าง”
“เราไม่มีเวลามากนัก” เอลาริสเอ่ยขึ้น เธอพยายามฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นยืน “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังใกล้เข้ามาแล้ว”
เคลเลนพยักหน้าเห็นด้วย “จริงอย่างที่เอลาริสว่า เราต้องรีบไปถึงวิหารแห่งแสงและเงาให้เร็วที่สุด”
พวกเขาตัดสินใจที่จะพักผ่อนเพียงเล็กน้อย ก่อนจะออกเดินทางต่อ ในระหว่างทาง เอลาริสพยายามใช้พลังเวทมนตร์ของเธอในการช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้น เธอใช้พลังแห่งธาตุลมเพื่อช่วยให้พวกเขาปีนป่ายขึ้นไปบนยอดเขาได้ง่ายขึ้น และใช้พลังแห่งธาตุดินเพื่อสร้างทางเดินบนเส้นทางที่ขรุขระ
ยิ่งพวกเขาเดินขึ้นไปบนยอดเขา อากาศก็ยิ่งหนาวเย็นและเบาบางมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะหายใจไม่ออก หมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทำให้มองไม่เห็นทางข้างหน้า
“เราใกล้จะถึงแล้วหรือยัง” ไลร่าบ่นพึมพำ เธอเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนาน
“อีกไม่ไกลแล้ว” เฟลันเอ่ยขึ้น เขาพยายามชี้ทางโดยอ้างอิงจากแผนที่ในตำราโบราณ
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงบริเวณที่ตำราโบราณเรียกว่า ‘ประตูแห่งแสงและเงา’ มันคือซุ้มประตูหินขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมอกหนาทึบ ตัวประตูถูกปกคลุมไปด้วยรอยจารึกโบราณที่สลักไว้ แต่คราวนี้รอยจารึกเหล่านั้นไม่ได้เปล่งประกายแห่งความมืดมิด หากแต่กลับแผ่รัศมีแห่งแสงสว่างที่อ่อนโยนและอบอุ่นออกมา
“นี่แหละคือประตูสู่วิหารแห่งแสงและเงา” เฟลันเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ประตู เธอสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ปะทะเข้าใส่ ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นขวางอยู่ เธอพยายามรวบรวมพลังแห่งสุริยันจันทราในกาย พุ่งกระแสพลังแห่งแสงและเงาเข้าใส่ประตู
ทันใดนั้น รอยจารึกบนประตูก็เริ่มเปล่งประกายเจิดจ้า แสงสีเงินและสีทองสลับกันไปมา ก่อนที่ประตูหินขนาดมหึมาจะเริ่มขยับช้าๆ เผยให้เห็นทางเข้าวิหารที่มืดมิดและลึกลับ
“มันเปิดแล้ว!” ไลร่าอุทานด้วยความตื่นเต้น
เคลเลนพยักหน้า “ระวังตัวไว้ให้ดี ข้างในอาจจะมีอะไรที่เราไม่คาดคิด”
เอลาริสพยักหน้าอย่างหนักแน่น เธอรู้สึกถึงความตื่นเต้นและความคาดหวังที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ เธอรู้ดีว่าการผจญภัยที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
พวกเขาก้าวเข้าไปในวิหารแห่งแสงและเงาอย่างระมัดระวัง ภายในวิหารมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงแสงสว่างที่สาดส่องลอดผ่านช่องว่างบนหลังคาลงมาเป็นลำแสงเล็กๆ
อากาศภายในวิหารเย็นยะเยือกและบริสุทธิ์ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ บนผนังวิหารมีรอยจารึกและภาพวาดโบราณที่เลือนรางปรากฏอยู่ แต่ก็ยังพอจะมองเห็นเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทราในอดีต
เฟลันรีบเดินเข้าไปสำรวจรอยจารึกและภาพวาดเหล่านั้นทันที เขาคลี่ม้วนตำราโบราณออกมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เห็น
“นี่คือตำนานของราชวงศ์สุริยันจันทรา” เฟลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ภาพเหล่านี้เล่าถึงการกำเนิดของคทาสุริยันจันทรา และการต่อสู้กับราชาปีศาจมาลากอร์ในอดีต”
เอลาริสมองไปยังภาพวาดเหล่านั้นด้วยความสนใจ เธอเห็นภาพของนักรบผู้กล้าหาญที่กำลังต่อสู้กับสัตว์อสูร เห็นภาพของนักเวทผู้ทรงพลังที่กำลังร่ายเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ และเห็นภาพของราชินีผู้สง่างามที่กำลังถือคทาที่เปล่งประกายเจิดจ้า
ภาพเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ได้เป็นส่วนหนึ่งของตำนานเหล่านั้น
“เราต้องค้นหาคทาสุริยันจันทราให้พบ” เอลาริสเอ่ยขึ้น “และเราต้องทำมันให้ได้ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง”.

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก