คทาสุริยัน

ตอนที่ 99 — เงาที่คืบคลานจากอดีต

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,052 คำ

หลังจากร่ำลาเอลดรอนและชาวหุบเขาเงาจันทรา เอลาริสและสหายก็ออกเดินทางอีกครั้ง จุดหมายปลายทางคือหอคอยแห่งปัญญา ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักร การเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะเอลาริสรู้สึกได้ถึงความมั่นใจในการใช้คทาที่เพิ่มขึ้น แม้จะยังไม่เชี่ยวชาญถึงที่สุด แต่นางก็สามารถเรียกใช้พลังแห่งแสงและเงาได้อย่างคล่องแคล่วขึ้นมาก

ระหว่างทาง ‌พวกเขาเลือกเส้นทางที่เลียบไปตามซากปรักหักพังของเมืองโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘เมืองแห่งความเงียบงัน’ ตำนานกล่าวว่าเมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางแห่งความรุ่งเรืองในอดีต แต่ถูกทำลายลงในสงครามครั้งใหญ่เมื่อหลายพันปีก่อน สงครามที่มาลากอร์เคยถูกผนึกไว้

“ข้าเคยได้ยินว่าเมืองนี้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว” ไลร่ากล่าวพลางสำรวจซากปรักหักพังที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ “ไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริง ​บางคนว่ามันถูกภัยธรรมชาติ บางคนว่ามันถูกสาป”

“ข้าว่ามันเป็นฝีมือของมาลากอร์” เอลาริสเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความจริงจัง “ในนิมิตที่ข้าเห็นตอนสัมผัสคทา…มีภาพของเมืองที่ถูกทำลายด้วยพลังงานแห่งความมืดมิด”

ขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านซากปรักหักพังอันเงียบสงบ จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากเบื้องหลัง ‍ตามมาด้วยเสียงคำรามอันน่าขนลุก เคลย์นหันขวับ ดาบในมือชักออกจากฝักอย่างรวดเร็ว

เบื้องหน้าของพวกเขา ปรากฏร่างของอสูรกายขนาดมหึมา รูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีผิวหนังสีเทาเข้มดุจหินผา ดวงตาของมันแดงก่ำราวกับถ่านไฟ มีเขาแหลมงอกออกจากศีรษะ ‌และกรงเล็บคมกริบราวกับมีด มันคือ ‘วอร์กรอบ’ อสูรกายโบราณที่กล่าวกันว่าถูกสร้างขึ้นจากพลังงานด้านลบของมาลากอร์ในอดีต และถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

“นี่มัน…วอร์กรอบ!” ไลร่าอุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าของนางซีดเผือด “ตำนานกล่าวว่าพวกมันเป็นทหารชั้นยอดของมาลากอร์ ‍ไม่น่าเชื่อว่าพวกมันจะยังหลงเหลืออยู่”

“ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร เราก็ต้องหยุดมันให้ได้” เอลาริสกล่าว พลางยกคทาขึ้น แสงสีทองและสีเงินเปล่งประกายออกมาจากลูกแก้วคริสตัลคู่

วอร์กรอบคำรามอย่างดุดัน พุ่งเข้าใส่เคลย์นด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ เคลย์นปัดป้องการโจมตีด้วยดาบของเขาอย่างสุดกำลัง เสียงโลหะปะทะกับกรงเล็บดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ​วอร์กรอบมีพละกำลังมหาศาล ทุกการโจมตีของมันรุนแรงจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน

ฟินน์ระดมยิงธนูใส่ร่างของวอร์กรอบ แต่ลูกธนูเหล่านั้นกลับกระดอนออกจากผิวหนังหินของมันอย่างไร้ผล “ผิวของมันแข็งแกร่งมาก!” ฟินน์ตะโกน

ไลร่าเริ่มร่ายเวทมนตร์โจมตี แต่มันก็ดูเหมือนจะสร้างความเสียหายให้แก่วอร์กรอบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อสูรกายตัวนั้นดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต่อต้านเวทมนตร์โดยเฉพาะ

เอลาริสรู้ว่าการโจมตีแบบธรรมดาไม่สามารถทำอะไรวอร์กรอบได้ นางหลับตาลง ​รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี เชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้ากับคทา พลังแห่งแสงและเงาไหลเวียนจากคทาเข้าสู่ร่างของนาง นางรู้สึกถึงความบริสุทธิ์ของแสง และความลึกซึ้งของเงา

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของนางเปล่งประกายเจิดจ้า นางยกคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองจากลูกแก้วสุริยันพลันสาดส่องลงมายังจุดที่วอร์กรอบกำลังต่อสู้กับเคลย์น ​พลังแห่งแสงบริสุทธิ์นั้นไม่ได้โจมตีโดยตรง แต่มันกลับแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างของวอร์กรอบอย่างช้าๆ ผิวหนังหินของมันเริ่มมีรอยร้าว แสงสีแดงในดวงตาของมันเริ่มวูบไหว

“นี่คือพลังแห่งการทำให้บริสุทธิ์!” ไลร่าร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น “มันไม่ใช่การทำลายล้าง แต่มันคือการสลายพลังงานด้านลบที่สร้างมันขึ้นมา!”

วอร์กรอบคำรามด้วยความเจ็บปวด มันพยายามสะบัดร่างให้หลุดพ้นจากแสงแห่งคทา แต่แสงนั้นกลับยิ่งรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ เอลาริสรู้ว่านางต้องใช้พลังอย่างต่อเนื่อง หากปล่อยให้มันหลุดไปได้ พวกเขาอาจจะไม่มีโอกาสอีก

นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รวบรวมพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ แสงสีเงินจากลูกแก้วจันทราก็พลันสาดส่องตามลงมา ผสานรวมกับแสงสีทอง ก่อเกิดเป็นกระแสพลังงานที่สมดุลและบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ แสงนั้นโอบล้อมร่างของวอร์กรอบไว้ทั้งหมด อสูรกายตัวนั้นกรีดร้องด้วยความทรมาน ร่างกายของมันเริ่มแตกสลายกลายเป็นผงธุลีสีดำที่ลอยฟุ้งไปในอากาศ ก่อนจะจางหายไปในที่สุด

ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เอลาริสยืนหอบหายใจ คทาในมือของนางเปล่งประกายอ่อนๆ เคลย์นทรุดตัวลงบนพื้น เขาบาดเจ็บเล็กน้อยจากการปะทะ แต่รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเขา

“เจ้าทำได้อีกแล้ว เอลาริส” เคลย์นกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม “พลังของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นมาก”

“ข้ายังไม่คุ้นเคยกับมันดีพอ” เอลาริสตอบ “แต่ข้ารู้สึกได้…ว่ามันเชื่อมโยงกับบางสิ่งบางอย่างในตัวข้า”

ไลร่าเดินเข้ามาใกล้ “ข้าคิดว่าข้ารู้ว่ามันคืออะไร” นางชี้ไปที่ซากปรักหักพังรอบๆ ตัวพวกเขา “วอร์กรอบพวกนี้…ถูกสร้างขึ้นจากพลังงานด้านลบของมาลากอร์ในอดีต เมื่อเจ้าใช้คทาปลดปล่อยพลังแห่งการทำให้บริสุทธิ์ มันจึงสามารถสลายพวกมันได้”

“นั่นหมายความว่า…คทาเล่มนี้คืออาวุธที่แท้จริงในการต่อกรกับมาลากอร์” ฟินน์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขามีความหวัง

เอลาริสพยักหน้า “ใช่ แต่มันก็ยังมีความลับอีกมากที่เรายังไม่รู้” นางมองไปยังซากปรักหักพังของเมืองแห่งความเงียบงัน “เมืองนี้ถูกทำลายลงในสงครามครั้งแรกเมื่อหลายพันปีก่อน เหตุการณ์ที่มาลากอร์ถูกผนึกไว้ มันต้องมีความเชื่อมโยงกับคทาและราชวงศ์ของข้า”

“อาจจะมีเบาะแสบางอย่างที่หลงเหลืออยู่” ไลร่ากล่าว “ในคัมภีร์โบราณบางเล่มกล่าวว่า ก่อนที่เมืองแห่งความเงียบงันจะถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์ มีผู้รอดชีวิตบางส่วนได้นำเอาบันทึกสำคัญไปซ่อนไว้ที่ใดที่หนึ่ง”

พวกเขาตัดสินใจใช้เวลาที่เหลือในวันนั้นสำรวจซากปรักหักพังของเมืองแห่งความเงียบงัน ไลร่าใช้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์โบราณของนาง เพื่อค้นหาสถานที่ที่อาจจะซ่อนบันทึกเหล่านั้นไว้ เคลย์นและฟินน์คอยคุ้มกันเอลาริสในขณะที่นางใช้คทาตรวจสอบพลังงานที่หลงเหลืออยู่

หลังจากค้นหาอยู่หลายชั่วโมง ไลร่าก็พบกับทางเข้าลับสู่ห้องใต้ดินแห่งหนึ่ง ซึ่งซ่อนอยู่ใต้ซากวิหารที่พังทลาย ทางเข้านั้นถูกปิดผนึกด้วยเวทมนตร์โบราณ แต่เมื่อเอลาริสใช้คทาสุริยันจันทราปลดปล่อยพลังแห่งแสงและเงาเข้าใส่ ผนึกนั้นก็สลายไปอย่างง่ายดาย

ภายในห้องใต้ดินนั้นมืดมิดและเต็มไปด้วยฝุ่น แต่เมื่อไลร่าจุดคบเพลิง พวกเขาก็พบกับหิ้งไม้ที่เรียงรายไปด้วยม้วนคัมภีร์และแผ่นศิลาจารึกโบราณจำนวนมาก

“นี่แหละ!” ไลร่าร้องอย่างตื่นเต้น “นี่คือบันทึกแห่งเมืองเงียบงัน!”

เอลาริสหยิบม้วนคัมภีร์เก่าแก่เล่มหนึ่งขึ้นมา ปลายนิ้วของนางลูบไล้ไปบนตัวอักษรที่จารึกไว้ มันเป็นภาษาโบราณที่นางไม่เข้าใจ แต่เมื่อนางใช้คทาสุริยันจันทราแตะลงบนคัมภีร์ แสงสีทองและสีเงินก็เปล่งประกายออกมา ตัวอักษรบนคัมภีร์พลันส่องแสง และความหมายของมันก็ไหลเข้าสู่จิตใจของเอลาริสโดยตรง ราวกับมีเสียงกระซิบจากอดีต

คัมภีร์เล่มนั้นเล่าถึงเรื่องราวของสงครามครั้งแรกอย่างละเอียด มันกล่าวถึงมาลากอร์ ราชาปีศาจผู้ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากความมืดมิดในห้วงอวกาศ และนำกองทัพแห่งความชั่วร้ายเข้าบุกรุกโลก มันกล่าวถึงราชวงศ์สุริยันจันทรา บรรพบุรุษของเอลาริส ผู้ซึ่งเป็นผู้ถือครองคทาสุริยันจันทราคนแรก และเป็นผู้ที่สามารถผนึกมาลากอร์ไว้ได้

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คัมภีร์เล่มนั้นได้เปิดเผยความจริงอันน่าสะพรึงกลัว มาลากอร์มิได้ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ แต่เพียงถูกผนึกไว้ในห้วงมิติแห่งความมืด และพลังของมันได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นชิ้นส่วน กระจัดกระจายไปทั่วโลก ชิ้นส่วนเหล่านั้นคือ ‘เศษเสี้ยวแห่งความมืด’ ที่สามารถปลุกปีศาจและสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายให้ตื่นขึ้นมาได้ และที่เลวร้ายที่สุดคือ เมื่อสุริยคราสแห่งจันทร์คู่มาถึง เศษเสี้ยวเหล่านั้นจะรวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อปลดปล่อยมาลากอร์ให้กลับคืนสู่โลกอย่างสมบูรณ์

“เศษเสี้ยวแห่งความมืด…” เอลาริสพึมพำ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความกังวล “นั่นหมายความว่า…ที่เราเคยเจอมาตลอด…มันเป็นแค่เศษเสี้ยวของมันงั้นหรือ”

ไลร่าพยักหน้าอย่างช้าๆ “เป็นไปได้ นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เวทมนตร์ในโลกนี้เริ่มเลือนหายไป เพราะพลังแห่งความมืดของมาลากอร์กำลังแผ่ขยายออกไป”

เคลย์นกำหมัดแน่น “ถ้าอย่างนั้น เราก็ต้องรีบหาทางหยุดมันให้ได้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป”

เอลาริสเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น คทาสุริยันจันทราในมือของนางเปล่งประกายอย่างมั่นคง นางรู้แล้วว่าภารกิจของนางหนักหนาสาหัสเพียงใด แต่นางก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป ความจริงจากอดีตได้เปิดเผยแล้ว และมันคือเชื้อเพลิงที่จุดประกายความกล้าหาญในใจของนาง

“เราต้องไปหอคอยแห่งปัญญา” เอลาริสกล่าว “ที่นั่นจะต้องมีวิธีที่จะหยุดยั้งมาลากอร์ และรวบรวมเศษเสี้ยวแห่งความมืดเหล่านี้”

ด้วยคัมภีร์โบราณในมือ และความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่เปิดเผยออกมา พวกเขาก็ออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่หอคอยแห่งปัญญา ด้วยความหวังที่จะค้นพบคำตอบ และหนทางที่จะช่วยโลกใบนี้ให้พ้นจากเงาที่คืบคลานมาจากอดีต

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!