เมื่อร่างของเอลาริสถูกดูดกลืนเข้าไปใน ‘กระจกแห่งความจริง’ โลกทั้งใบพลันสลายหายไป ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่ง ก่อนที่แสงสว่างอันเจิดจ้าจะปรากฏขึ้น เผยให้เห็นทิวทัศน์อันแปลกตาและน่าพิศวง
เธอพบว่าตัวเองยืนอยู่กลางทุ่งกว้างใหญ่ไพศาล เบื้องบนคือท้องฟ้าที่แบ่งเป็นสองสีอย่างชัดเจน ครึ่งหนึ่งเป็นสีครามสดใส ประดับด้วยดวงอาทิตย์ที่เปล่งประกายเจิดจ้า อีกครึ่งหนึ่งเป็นสีม่วงเข้ม ประดับด้วยดวงจันทร์เต็มดวงที่ส่องแสงนวลตา
“ยินดีต้อนรับสู่ ‘มิติแห่งสุริยันจันทรา’ ทายาทผู้กอบกู้” เสียงทุ้มต่ำที่ก้องกังวานไปทั่วทั้งมิติเอ่ยขึ้น “ที่นี่คือสถานที่ที่จิตวิญญาณของเจ้าจะถูกทดสอบ”
เอลาริสกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบเห็นใครเลย มีเพียงเสียงนั้นที่ดังขึ้นในห้วงลึกของจิตวิญญาณ
“ข้าคือ ‘จิตวิญญาณแห่งคทาสุริยันจันทรา’ ผู้พิทักษ์ของมิติแห่งนี้” เสียงนั้นเอ่ยต่อ “ก่อนที่เจ้าจะสามารถถือครองคทาได้ เจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับเงาอดีตของเจ้า และเอาชนะความมืดมิดในจิตใจของเจ้าให้ได้”
ทันใดนั้น เงาสีดำขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเอลาริส มันคือเงาของ ‘มาลากอร์’ ราชาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ ร่างกายของมันถูกปกคลุมไปด้วยเปลวไฟสีดำ ดวงตาสีแดงฉานราวกับถ่านเพลิง และเขี้ยวเล็บแหลมคมที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่ง
“เจ้าคิดว่าจะเอาชนะข้าได้งั้นหรือ เด็กน้อย” เงามาลากอร์คำราม เสียงของมันดังก้องไปทั่วทั้งมิติ “เจ้าเป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าที่ไร้พลัง เจ้าจะทำอะไรข้าได้”
คำพูดของเงามาลากอร์ทำให้เอลาริสรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ ความรู้สึกผิด ความกลัว และความไม่มั่นใจในตัวเองที่เธอเคยเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของจิตใจพลันปะทุขึ้น
“ไม่จริง!” เอลาริสตะโกน “ฉันไม่ใช่เด็กสาวกำพร้าที่ไร้พลัง ฉันคือทายาทแห่งสุริยันจันทรา!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า... ทายาทแห่งสุริยันจันทราที่หวาดกลัวต่อเงาของตัวเองงั้นหรือ” เงามาลากอร์เย้ยหยัน “เจ้ายังคงอ่อนแอและไร้เดียงสา เจ้าไม่สามารถเป็นผู้กอบกู้โลกใบนี้ได้หรอก”
คำพูดของเงามาลากอร์ยิ่งทำให้เอลาริสรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น ความรู้สึกไร้ค่าเข้าเกาะกุมหัวใจ เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้ถือครองคทาสุริยันจันทรา
“จงอย่าให้ความมืดมิดเข้าครอบงำจิตใจของเจ้า...” เสียงของจิตวิญญาณแห่งคทาสุริยันจันทราแว่วขึ้นในโสตประสาทของเอลาริส “จงเผชิญหน้ากับความกลัวของเจ้า... และเอาชนะมันให้ได้...”
เอลาริสหลับตาลง เธอพยายามรวบรวมสมาธิ พลังแห่งสุริยันจันทราในกายของเธอพลันปะทุขึ้นอย่างรุนแรง แสงสีเงินและสีทองเริ่มเปล่งประกายออกมาจากร่างของเธอ ก่อนจะแผ่ขยายออกไป ส่องสว่างทั่วทั้งบริเวณ
“ฉันจะไม่ยอมให้เจ้ามาบงการจิตใจของฉัน!” เอลาริสตะโกน เธอเปิดเปลือกตาขึ้น ดวงตาของเธอฉายแววแห่งความมุ่งมั่นและแรงกล้า “ฉันจะเอาชนะความกลัวของฉันให้ได้!”
เงามาลากอร์คำรามด้วยความโกรธ “เจ้าคิดว่าจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือ!” มันพุ่งเข้าใส่เอลาริสอย่างรวดเร็ว ปล่อยเปลวไฟสีดำออกมาจากปาก หมายจะเผาผลาญเอลาริสให้มอดไหม้
เอลาริสไม่รอช้า เธอรวบรวมพลังแห่งสุริยันจันทรา ก่อกำแพงแสงที่แข็งแกร่งขึ้นมาเพื่อปัดป้องเปลวไฟสีดำ เปลวไฟพุ่งเข้าปะทะกับกำแพงแสง ก่อนจะสลายหายไปในอากาศ
“พลังของเจ้าช่างน่าสนใจ!” เงามาลากอร์คำราม “แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะข้าได้!” มันรวบรวมพลังงานบางอย่างที่มือ ก่อนจะปล่อยกระแสพลังงานสีดำออกมาจากมือ พุ่งเข้าใส่กำแพงแสงของเอลาริสอย่างรุนแรง
กำแพงแสงของเอลาริสเริ่มสั่นไหว การใช้พลังเวทมนตร์ที่รุนแรงขนาดนั้นทำให้เธออ่อนล้าไปเล็กน้อย
“จงอย่าท้อแท้... จงใช้พลังแห่งความรักและความหวัง...” เสียงของจิตวิญญาณแห่งคทาสุริยันจันทราแว่วขึ้นในโสตประสาทของเอลาริส “พลังเหล่านั้นจะทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น...”
เอลาริสหลับตาลงอีกครั้ง เธอพยายามรวบรวมพลังแห่งความรักและความหวังที่เธอมีต่อสหายของเธอ ต่อโลกใบนี้ และต่ออนาคตที่สดใส
ทันใดนั้น แสงสีเงินและสีทองที่เปล่งประกายออกมาจากร่างของเธอก็ยิ่งเจิดจ้ามากขึ้น แสงนั้นส่องสว่างไปทั่วทั้งมิติ ขับไล่ความมืดมิดที่ปกคลุมอยู่ให้จางหายไป
“ฉันจะไม่ยอมแพ้!” เอลาริสตะโกน “ฉันจะปกป้องโลกใบนี้ให้ได้!”
เธอเหวี่ยงคทาไม้ในมือออกไปข้างหน้า กระแสพลังแห่งสุริยันจันทราพุ่งออกจากปลายคทา ก่อตัวเป็นลำแสงอันทรงพลัง พุ่งเข้าใส่เงามาลากอร์อย่างรวดเร็ว
เงามาลากอร์พยายามปัดป้อง แต่มันก็ต้านทานพลังนั้นไว้ไม่ได้ ลำแสงพุ่งเข้าปะทะกับร่างของมันอย่างจัง ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของมันเริ่มสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำ ก่อนจะหายไปในที่สุด
เมื่อเงามาลากอร์สลายหายไป ความมืดมิดที่เคยปกคลุมมิติแห่งสุริยันจันทราก็จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างอันเจิดจ้า ท้องฟ้าที่เคยแบ่งเป็นสองสีบัดนี้กลับรวมเป็นหนึ่งเดียว เป็นสีครามสดใส ประดับด้วยดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่เปล่งประกายเจิดจ้าอยู่เคียงข้างกัน
“เจ้าทำได้แล้ว... ทายาทผู้กอบกู้...” เสียงของจิตวิญญาณแห่งคทาสุริยันจันทราเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม “เจ้าได้เอาชนะความมืดมิดในจิตใจของเจ้าแล้ว...”
เอลาริสรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก เธอทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความสุขและความภาคภูมิใจ
“จงมองไปเบื้องหน้า... คทาสุริยันจันทรากำลังรอเจ้าอยู่...”
เอลาริสเงยหน้าขึ้นมองไปเบื้องหน้า เธอเห็นแท่นหินขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งกว้าง บนแท่นหินนั้นมีวัตถุชิ้นหนึ่งเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง นั่นคือ ‘คทาสุริยันจันทรา’
คทาเล่มนั้นสวยงามและสง่างามอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ตัวคทาถูกสร้างขึ้นจากโลหะสีเงินที่เปล่งประกายแวววาว หัวคทาเป็นรูปทรงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ประดับด้วยอัญมณีสีแดงและสีน้ำเงินที่เปล่งประกายระยิบระยับ
เอลาริสก้าวเดินเข้าไปหาคทาสุริยันจันทราอย่างช้าๆ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง
เมื่อเธอเอื้อมมือไปสัมผัสคทาสุริยันจันทรา วัตถุศักดิ์สิทธิ์นั้นก็เปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้นไปอีก แสงสีเงินและสีทองสว่างวาบไปทั่วทั้งมิติ ก่อนจะค่อยๆ หรี่ลง และรวมตัวกันเป็นลำแสงที่พุ่งเข้าสู่ร่างของเอลาริส
เธอรู้สึกถึงกระแสพลังงานที่ไหลซ่านเข้าสู่ปลายนิ้ว ก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยอย่างประหลาดก่อตัวขึ้นในใจ ราวกับว่าเธอกำลังได้กลับคืนสู่บ้านที่แท้จริง
“เจ้าได้ครอบครองคทาสุริยันจันทราแล้ว... ทายาทผู้กอบกู้...” เสียงของจิตวิญญาณแห่งคทาสุริยันจันทราเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม “จงใช้พลังของมันเพื่อปกป้องโลกใบนี้... และนำแสงสว่างกลับคืนสู่ความมืดมิด...”
เอลาริสกำคทาสุริยันจันทราไว้ในมือ มันมีขนาดพอดีกับฝ่ามือของเธอ และมีน้ำหนักที่พอเหมาะ เธอรู้สึกราวกับว่าคทาเล่มนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
เธอรู้สึกถึงพลังเวทมนตร์อันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในกาย พลังที่แข็งแกร่งและบริสุทธิ์ จนเธอรู้สึกราวกับว่าเธอสามารถทำทุกสิ่งได้
“เวลาของเจ้ากำลังจะหมดลง... สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังใกล้เข้ามาแล้ว...” เสียงของจิตวิญญาณแห่งคทาสุริยันจันทราเอ่ยเตือน “จงรีบกลับไป... และเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งสุดท้าย...”
ทันใดนั้น แสงสว่างอันเจิดจ้าก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ร่างของเอลาริสจะถูกดูดกลืนหายไปจากมิติแห่งสุริยันจันทรา.

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก