การเดินทางสู่หอคอยแห่งปัญญานับเป็นบททดสอบที่ยาวนานและยากลำบากยิ่งกว่าที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เพราะระยะทางที่ไกลโพ้น แต่ยังรวมถึงอุปสรรคทางธรรมชาติและภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ได้ค้นพบความจริงเกี่ยวกับเศษเสี้ยวแห่งความมืดของมาลากอร์ เอลาริสและสหายตระหนักดีว่าเวลากำลังบีบคั้นพวกเขามากขึ้นทุกขณะ
เส้นทางสู่หอคอยแห่งปัญญาพาดผ่านเทือกเขาเอลโดราที่สูงเสียดฟ้า สลับกับหุบเหวนับไม่ถ้วนที่ปกคลุมไปด้วยหมอกมรณะ อากาศเบาบางลงเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาปีนขึ้นสู่ที่สูง ต้นไม้ใหญ่ที่เคยเขียวขจีเริ่มเลือนหายไป เหลือเพียงโขดหินและพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่ยืนหยัดต่อสู้กับกระแสลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำ
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีสถานที่บนโลกที่สูงขนาดนี้” ฟินน์บ่น มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกที่เริ่มหายใจติดขัด “อากาศเบาบางจนข้ารู้สึกเหมือนปอดกำลังจะระเบิด”
เคลย์นซึ่งมีร่างกายแข็งแกร่งกว่า พยักหน้าเห็นด้วย “เส้นทางนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ” เขาหันไปมองเอลาริสที่ยังคงเดินนำหน้าอย่างไม่ย่อท้อ “เจ้าไหวไหม เอลาริส?”
เอลาริสพยักหน้าช้าๆ ใบหน้าของนางซีดเซียวด้วยความเหนื่อยล้า แต่ดวงตาของนางยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น คทาสุริยันจันทราในมือของนางเปล่งประกายอ่อนๆ ราวกับเป็นแรงใจให้นางก้าวเดินต่อไป “ข้าไหว…เราต้องไปถึงที่นั่นให้ได้”
ไลร่าซึ่งกำลังตรวจสอบแผนที่โบราณในมือกล่าวขึ้น “ตามตำนาน หอคอยแห่งปัญญาถูกสร้างขึ้นบนยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาเอลโดรา เพื่อให้ผู้ที่ต้องการเข้าถึงความรู้ต้องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความเพียรพยายาม”
ตลอดการเดินทาง เอลาริสยังคงฝึกฝนการใช้คทาอย่างต่อเนื่อง นางใช้พลังแห่งแสงสว่างเพื่อนำทางในยามค่ำคืนที่มืดมิด ใช้พลังแห่งเงาเพื่อพรางตัวจากสายตาของสัตว์ร้าย หรือใช้พลังสมดุลเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายที่สั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ ทุกครั้งที่ใช้พลัง นางรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับคทาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ราวกับคทากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวนาง
แต่ไม่ใช่แค่ความท้าทายจากธรรมชาติเท่านั้นที่พวกเขาต้องเผชิญ ระหว่างทาง พวกเขาถูกโจมตีโดยสัตว์ประหลาดภูเขาที่ดุร้าย ซึ่งมีผิวหนังแข็งแกร่งและเขี้ยวเล็บคมกริบ พวกมันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยอิทธิพลของเศษเสี้ยวแห่งความมืดที่แผ่กระจายออกไป
ในการต่อสู้ครั้งหนึ่ง พวกเขาถูกล้อมรอบด้วยฝูง ‘ไกรฟินหิน’ สัตว์ประหลาดที่คล้ายกับนกอินทรีผสมสิงโต แต่มีปีกและขนที่ทำจากหิน พวกมันสามารถบินได้อย่างรวดเร็วและโจมตีด้วยกรงเล็บหินที่แข็งแกร่ง
“แยกย้ายกัน!” เคลย์นตะโกนพลางชักดาบออกมารับการโจมตีจากไกรฟินตัวหนึ่ง
ฟินน์ระดมยิงธนูใส่พวกมันอย่างแม่นยำ แต่ลูกธนูส่วนใหญ่กลับกระดอนออกจากร่างของไกรฟินอย่างไร้ผล ไลร่าร่ายเวทมนตร์สายฟ้าเข้าใส่ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลมากนัก
เอลาริสรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะลังเล นางยกคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองจากลูกแก้วสุริยันพลันสาดส่องไปกระทบไกรฟินตัวหนึ่งที่กำลังพุ่งเข้าใส่เคลย์น พลังแห่งแสงบริสุทธิ์นั้นไม่ได้ทำลาย แต่กลับทำให้ผิวหนังหินของมันเริ่มร้าวและอ่อนตัวลง
“โจมตีจุดที่อ่อนแอ!” เอลาริสตระโกน
เคลย์นไม่รอช้า เขาฟาดฟันดาบเข้าใส่รอยร้าวบนร่างของไกรฟินอย่างรวดเร็ว ทำให้มันเสียหลักและร่วงลงไปเบื้องล่าง ฟินน์เองก็เปลี่ยนเป้าหมาย หันไปยิงลูกธนูเข้าใส่จุดที่เอลาริสใช้พลังโจมตี ทำให้ไกรฟินอีกหลายตัวได้รับบาดเจ็บและล่าถอยไป
แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้พักหายใจ ไกรฟินตัวหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่เอลาริสจากด้านหลังด้วยความเร็วสูง นางไม่ทันได้ตั้งตัว กรงเล็บอันแข็งแกร่งของมันฟาดเข้าที่ไหล่ของนางอย่างจัง ทำให้คทาสุริยันจันทราหลุดจากมือ และร่างของนางก็ล้มลง
“เอลาริส!” สหายทั้งสามร้องเรียกด้วยความตกใจ
ไกรฟินตัวนั้นเตรียมจะพุ่งเข้าโจมตีซ้ำ แต่ในวินาทีนั้นเอง เอลาริสก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัส ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในใจของนางอย่างรุนแรง พลังเวทที่เคยสงบนิ่งพลันปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่ง
โดยไม่รู้ตัว แสงสีทองและสีเงินก็พุ่งออกจากร่างของเอลาริสอย่างรุนแรง คลื่นพลังงานอันมหาศาลปะทะเข้ากับไกรฟินตัวนั้นอย่างจัง ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างของมันระเบิดออกเป็นชิ้นๆ ก่อนจะสลายหายไปในอากาศ
เอลาริสทรุดตัวลงบนพื้นอีกครั้ง หอบหายใจอย่างแรง ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตกใจ นางไม่เคยใช้พลังได้รุนแรงขนาดนี้มาก่อน และมันเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ มันเป็นพลังที่ดิบเถื่อนและยากจะควบคุม
เคลย์นรีบเข้ามาพยุงนางขึ้นมา “เจ้าไม่เป็นอะไรนะ เอลาริส?”
เอลาริสส่ายหน้าช้าๆ “ข้า…ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าควบคุมมันไม่ได้” นางมองไปที่คทาที่ตกอยู่บนพื้น แสงจากลูกแก้วคริสตัลคู่ยังคงวูบไหวอย่างรุนแรง สะท้อนถึงความปั่นป่วนในจิตใจของนาง
ไลร่าเดินเข้ามาเก็บคทาขึ้นมาส่งให้นาง “นี่แหละคือสิ่งที่เอลดรอนเตือนเราไว้ พลังของคทาคือกระจกสะท้อนจิตวิญญาณของเจ้า หากเจ้าปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ พลังก็จะปั่นป่วนและยากจะควบคุม”
เอลาริสกุมคทาไว้ในมืออีกครั้ง แสงจากคทาเริ่มสงบลงเมื่อนางพยายามทำใจให้นิ่ง นางรู้ว่านี่คือบทเรียนสำคัญ นางต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ ไม่เช่นนั้นพลังอันมหาศาลนี้อาจจะย้อนกลับมาทำร้ายนางเอง
หลังจากนั้น พวกเขาก็เดินทางต่อไปอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น เอลาริสใช้เวลาในการทำสมาธิและควบคุมอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น นางเรียนรู้ที่จะแยกแยะความรู้สึกของตนเองออกจากพลังของคทา พลังที่บริสุทธิ์และทรงพลังนั้น ต้องการจิตใจที่สงบนิ่งและมั่นคง
ในที่สุด หลังจากผ่านไปอีกหลายวัน พวกเขาก็มาถึงยอดเขาสูงที่สุดของเทือกเขาเอลโดรา เบื้องหน้าของพวกเขาปรากฏหอคอยขนาดมหึมา ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้า หอคอยนั้นสร้างจากหินสีขาวนวล สูงเสียดเมฆ มีหน้าต่างบานใหญ่หลายบานที่ส่องประกายแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมา ราวกับดวงดาวที่ถูกจับจองไว้
“นั่นคือหอคอยแห่งปัญญา” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ในที่สุด เราก็มาถึงแล้ว”
เอลาริสเงยหน้ามองหอคอยด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความเหนื่อยล้า ความหวัง และความคาดหวัง ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงจุดหมายแรกของการค้นหาคำตอบ หอคอยแห่งปัญญา สถานที่ที่อาจจะกุมความลับทั้งหมดเกี่ยวกับบรรพบุรุษของนาง คทาสุริยันจันทรา และหนทางที่จะหยุดยั้งมาลากอร์
คทาในมือของเอลาริสเปล่งประกายอย่างอบอุ่น ราวกับกำลังตอบรับกับความหวังในใจของนาง เส้นทางสู่หอคอยแห่งปัญญานั้นยากลำบาก แต่มันก็ทำให้นางเติบโตขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริงทั้งหมดที่รออยู่เบื้องหน้า

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก