เมื่อแสงสว่างอันเจิดจ้าจางหายไป เอลาริสก็พบว่าตัวเองกลับมายืนอยู่ใน ‘ห้องลับแห่งความทรงจำ’ ของวิหารแห่งแสงและเงาอีกครั้ง สหายทั้งสามของเธอยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
“เอลาริส! เธอไม่เป็นไรนะ” ไลร่ารีบวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง
เอลาริสพยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้าของเธอยังคงซีดเผือดจากการใช้พลังงานอย่างมหาศาล แต่ดวงตาของเธอกลับเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ” เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและหนักแน่น ก่อนจะชูคทาสุริยันจันทราขึ้นให้ทุกคนเห็น
คทาเล่มนั้นเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่ในมือของเอลาริส แสงสีเงินและสีทองสลับกันไปมา สะท้อนความงดงามและพลังอำนาจอันน่าเกรงขาม
“คทาสุริยันจันทรา!” เฟลันอุทานด้วยความตื่นเต้น เขามองคทาในมือของเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม “เธอทำได้แล้ว เอลาริส!”
เคลเลนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าทำได้”
เอลาริสกำคทาสุริยันจันทราไว้ในมือแน่น เธอรู้สึกถึงพลังเวทมนตร์อันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในกาย พลังที่แข็งแกร่งและบริสุทธิ์ จนเธอรู้สึกราวกับว่าเธอสามารถทำทุกสิ่งได้
“ฉันรู้สึกว่าฉันสามารถควบคุมพลังแห่งสุริยันจันทราได้อย่างสมบูรณ์แล้วค่ะ” เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
ทันใดนั้น ผนังห้องลับก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก้อนหินและเศษดินร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง
“เกิดอะไรขึ้น!” ไลร่าตะโกนด้วยความตกใจ
เฟลันรีบวิ่งเข้าไปที่หน้าต่างห้องลับ เขามองออกไปข้างนอกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงแล้ว!” เฟลันอุทาน “ดูนั่นสิ!”
ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปที่หน้าต่างห้องลับ พวกเขาเห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัว เบื้องบนคือท้องฟ้าที่มืดมิด ดวงอาทิตย์ถูกบดบังด้วยเงาของดวงจันทร์สองดวงที่กำลังทาบทับกันอย่างสมบูรณ์ แสงสว่างจากดวงอาทิตย์เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยแสงสีแดงฉานที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า
“นี่มันอะไรกัน” เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ เธอไม่เคยเห็นสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน
“ตำรากล่าวว่าสุริยคราสแห่งจันทร์คู่คือช่วงเวลาที่มิติระหว่างโลกมนุษย์และโลกปีศาจจะเชื่อมต่อกัน” เฟลันอธิบาย “และมันคือช่วงเวลาที่พลังของมาลากอร์จะแข็งแกร่งที่สุด”
เคลเลนชักดาบยาวออกมาจากฝักอย่างรวดเร็ว “เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งสุดท้ายแล้ว”
จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามดังขึ้นจากเบื้องล่าง ร่างเงาสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นจากหมอกหนาทึบ มันคือ ‘มาลากอร์’ ราชาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ ร่างกายของมันถูกปกคลุมไปด้วยเปลวไฟสีดำ ดวงตาสีแดงฉานราวกับถ่านเพลิง และเขี้ยวเล็บแหลมคมที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่ง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า... ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้ว! ทายาทแห่งสุริยันจันทรา!” มาลากอร์คำราม เสียงของมันดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา “เจ้าคิดว่าจะผนึกข้าได้งั้นหรือ เด็กน้อย! เจ้าเป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าที่ไร้พลัง!”
คำพูดของมาลากอร์ทำให้เอลาริสรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกโกรธแค้นเป็นอย่างมาก เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องเอาชนะมันให้ได้ เพื่อปกป้องโลกใบนี้
“ฉันไม่ใช่เด็กสาวกำพร้าที่ไร้พลัง!” เอลาริสตะโกน เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นสู่ท้องฟ้า คทาเล่มนั้นเปล่งประกายเจิดจ้า แสงสีเงินและสีทองสาดส่องไปทั่วทั้งบริเวณ “ฉันคือทายาทแห่งสุริยันจันทรา! และฉันจะผนึกเจ้าให้ได้!”
มาลากอร์คำรามด้วยความโกรธ “เจ้าคิดว่าจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือ!” มันพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว ปล่อยเปลวไฟสีดำออกมาจากปาก หมายจะเผาผลาญพวกเขาให้มอดไหม้
เคลเลนไม่รอช้า เขาพุ่งเข้าขวางหน้าเอลาริสอย่างรวดเร็ว ชักดาบยาวออกมาจากฝัก ฟาดฟันเข้าใส่เปลวไฟสีดำอย่างรวดเร็ว แต่เปลวไฟนั้นกลับแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะต้านทานได้ เปลวไฟพุ่งเข้าปะทะกับดาบของเขา ทำให้เขากระเด็นถอยหลังไปชนเข้ากับผนังห้อง
“เคลเลน!” เอลาริสตะโกนด้วยความตกใจ
ไลร่าพุ่งเข้าใส่มาลากอร์อย่างไม่เกรงกลัว ชักกริชคู่ใจออกมากวัดแกว่ง ฟาดฟันเข้าใส่ลำตัวของมันอย่างรวดเร็ว แต่กริชของเธอกลับทำอะไรมันไม่ได้เลย มาลากอร์นั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะถูกทำร้ายได้ด้วยอาวุธธรรมดา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า... ช่างไร้ประโยชน์!” มาลากอร์เย้ยหยัน มันยกมือขึ้น หมายจะบดขยี้ไลร่าให้แหลกคามือ
“อย่าแตะต้องสหายของฉัน!” เอลาริสตะโกน เธอรวบรวมพลังแห่งสุริยันจันทราทั้งหมดที่มีในกาย พุ่งกระแสพลังอันมหาศาลเข้าใส่มาลากอร์อย่างรวดเร็ว
กระแสพลังพุ่งเข้าปะทะกับร่างของมาลากอร์อย่างจัง ทำให้มันเสียหลักและถอยหลังไปเล็กน้อย
“พลังของเจ้าช่างน่าสนใจ!” มาลากอร์คำราม “แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะข้าได้!” มันรวบรวมพลังงานบางอย่างที่มือ ก่อนจะปล่อยกระแสพลังงานสีดำออกมาจากมือ พุ่งเข้าใส่เอลาริสอย่างรุนแรง
เอลาริสไม่รอช้า เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสีเงินและสีทองสาดส่องออกมาจากคทา ก่อนจะรวมตัวกันเป็นกำแพงแสงที่แข็งแกร่ง กำแพงแสงนั้นพุ่งเข้าปะทะกับกระแสพลังงานสีดำอย่างจัง ทำให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งห้อง
โครม!
แสงสว่างและแสงแห่งความมืดปะทะกันอย่างดุเดือด สร้างภาพที่น่าสะพรึงกลัวไปทั่วทั้งบริเวณ
“เราต้องหาทางผนึกมันให้ได้!” เอลาริสตะโกน เธอรู้สึกว่าพลังของเธอกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว การใช้พลังที่รุนแรงขนาดนั้นทำให้เธออ่อนล้าไปเกือบทั้งหมด
เฟลันที่ล้มลงกับพื้นรีบพลิกตำราโบราณอย่างรวดเร็ว “ตำรากล่าวว่าการผนึกมาลากอร์จะต้องใช้พลังแห่งสุริยันจันทราที่แท้จริง และจะต้องใช้คาถาผนึกโบราณ!”
“คาถาผนึกโบราณงั้นหรือ” เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
“มันถูกจารึกไว้ในตำราเล่มนี้!” เฟลันตะโกน “แต่ฉันยังอ่านไม่จบ!”
มาลากอร์คำรามด้วยความโกรธ มันพุ่งเข้าใส่เอลาริสอีกครั้ง หมายจะบดขยี้เธอให้แหลกคามือ
“ฉันจะถ่วงเวลาให้เอง!” เคลเลนตะโกน เขารีบวิ่งเข้าขวางหน้าเอลาริสอีกครั้ง ชักดาบยาวออกมาจากฝัก ฟาดฟันเข้าใส่มาลากอร์อย่างไม่เกรงกลัว
ไลร่าเองก็ไม่รอช้า เธอพุ่งเข้าใส่มาลากอร์อีกด้านหนึ่ง ชักกริชคู่ใจออกมากวัดแกว่ง ฟาดฟันเข้าใส่ลำตัวของมันอย่างรวดเร็ว
สหายทั้งสามพยายามต่อสู้กับมาลากอร์อย่างเต็มกำลัง แต่มาลากอร์นั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเขาจะเอาชนะได้ มันปัดป้องการโจมตีของพวกเขาอย่างง่ายดาย ก่อนจะปล่อยกระแสพลังงานสีดำออกมาจากมือ พุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างรุนแรง
เคลเลนและไลร่าถูกกระแสพลังงานสีดำพัดกระเด็นไปชนเข้ากับผนังห้องอย่างรุนแรง พวกเขาล้มลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด
“เคลเลน! ไลร่า!” เอลาริสตะโกนด้วยความตกใจ
มาลากอร์เดินเข้ามาหาเอลาริสอย่างช้าๆ ดวงตาของมันฉายแววแห่งชัยชนะ “ในที่สุดเจ้าก็อยู่เพียงลำพังแล้ว เด็กน้อย! ไม่มีใครสามารถช่วยเจ้าได้แล้ว!”
เอลาริสรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัว เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องสู้เพียงลำพัง และเธอจะต้องเอาชนะมันให้ได้ เพื่อปกป้องโลกใบนี้
เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง แสงสีเงินและสีทองสาดส่องออกมาจากคทา ก่อนจะรวมตัวกันเป็นลำแสงอันทรงพลัง พุ่งเข้าใส่มาลากอร์อย่างรวดเร็ว
มาลากอร์คำรามด้วยความโกรธ มันพยายามปัดป้อง แต่ลำแสงนั้นกลับแข็งแกร่งเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้ ลำแสงพุ่งเข้าปะทะกับร่างของมันอย่างจัง ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของมันเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
“คาถาผนึก... เอลาริส!” เฟลันตะโกน เขาพยายามอ่านคาถาผนึกโบราณที่จารึกไว้ในตำราอย่างรวดเร็ว “จงรวมพลังแห่งสุริยันจันทราเข้ากับคาถาผนึก! มันจะผนึกมาลากอร์ให้กลับคืนสู่ความมืดมิด!”
เอลาริสพยักหน้า เธอรวบรวมพลังแห่งสุริยันจันทราทั้งหมดที่มีในกาย พุ่งกระแสพลังอันมหาศาลเข้าสู่คทาสุริยันจันทรา ก่อนจะเริ่มร่ายคาถาผนึกโบราณตามที่เฟลันบอก
“โอ้... สุริยันผู้ยิ่งใหญ่... โอ้... จันทราผู้ศักดิ์สิทธิ์...” เอลาริสเริ่มร่ายคาถา เสียงของเธอแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่น “จงรวมพลังแห่งแสงและเงา... จงผนึกราชาปีศาจมาลากอร์... ให้กลับคืนสู่ความมืดมิด... ตลอดกาล!”
เมื่อเอลาริสร่ายคาถาจบลง คทาสุริยันจันทราก็เปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้นไปอีก แสงสีเงินและสีทองสาดส่องออกมาจากคทา ก่อนจะรวมตัวกันเป็นลำแสงอันทรงพลัง พุ่งเข้าใส่มาลากอร์อย่างรวดเร็ว
ลำแสงนั้นพุ่งเข้าปะทะกับร่างของมาลากอร์อย่างจัง ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของมันเริ่มสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำ ก่อนจะถูกดูดกลืนหายเข้าไปในลำแสงนั้นอย่างรวดเร็ว
โครม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหุบเขา แสงสว่างจ้าสว่างวาบไปทั่วบริเวณ ก่อนที่แสงนั้นจะค่อยๆ หรี่ลง และหายไปในที่สุด
เมื่อแสงสว่างจางหายไป มาลากอร์ก็หายไปแล้ว ไม่มีร่องรอยของมันเหลืออยู่เลย มีเพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมาสู่ห้องลับแห่งความทรงจำอีกครั้ง
เอลาริสทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน คทาสุริยันจันทราในมือของเธอยังคงเปล่งประกายอ่อนๆ ก่อนจะค่อยๆ หรี่ลง และกลับคืนสู่สภาพปกติ.

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก