เมื่อก้าวเข้าสู่หอคอยแห่งปัญญา เอลาริสและสหายก็ถูกโอบล้อมด้วยความเงียบสงบอันน่าพิศวง ภายในหอคอยนั้นกว้างขวางและโอ่อ่ากว่าที่คิด ผนังหินสีขาวนวลสูงเสียดเพดานที่มองไม่เห็น มีแสงสีฟ้าอ่อนๆ สาดส่องลงมาจากหน้าต่างกระจกสีที่ประดับประดาด้วยลวดลายโบราณ สร้างบรรยากาศขรึมขลังและศักดิ์สิทธิ์
“ไม่มีใครอยู่ที่นี่เลยหรือ?” ฟินน์กระซิบถาม เสียงของเขาเบาหวิวราวกับกลัวจะรบกวนความเงียบ
ไลร่าส่ายหน้า “ตำนานกล่าวว่าผู้ดูแลหอคอยมักจะปรากฏตัวเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”
พวกเขาเดินสำรวจไปตามโถงทางเดินที่ทอดยาว มีชั้นหนังสือขนาดมหึมาเรียงรายอยู่ตามผนัง บรรจุคัมภีร์และม้วนกระดาษโบราณนับไม่ถ้วน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกระดาษเก่าและสมุนไพรลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เอลาริสรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ในห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
“ดูนี่สิ!” ไลร่าร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น นางชี้ไปที่แผนที่ขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนัง มันเป็นแผนที่โลกที่ละเอียดกว่าที่พวกเขาเคยเห็นมา มีการทำเครื่องหมายสถานที่สำคัญต่างๆ รวมถึงเส้นทางเวทมนตร์โบราณที่สาบสูญไปแล้ว
ขณะที่ไลร่ากำลังจดจ่ออยู่กับแผนที่ เคลย์นและฟินน์ก็ตรวจสอบบริเวณโดยรอบอย่างระมัดระวัง เอลาริสเดินตามโถงทางเดินไปเรื่อยๆ คทาสุริยันจันทราในมือของนางเปล่งประกายอ่อนๆ ราวกับกำลังนำทาง
ในที่สุด คทาก็พาเอลาริสมาหยุดอยู่หน้าแท่นบูชาหินอ่อนแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่กลางโถงกว้าง แท่นบูชานั้นแกะสลักด้วยรูปสลักของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่พันเกี่ยวกันอย่างสวยงาม และมีช่องว่างสำหรับวางคทาอยู่ตรงกลาง
เอลาริสรู้สึกถึงแรงดึงดูดอันมหาศาล นางวางคทาสุริยันจันทราลงบนช่องว่างนั้น ทันทีที่คทาสัมผัสกับแท่นบูชา แสงสีทองและสีเงินก็พลันสาดส่องออกมาจากคทาอย่างเจิดจ้า แสงนั้นพุ่งขึ้นสู่เพดานหอคอย ก่อนจะสะท้อนลงมายังพื้น ก่อเกิดเป็นวงเวทขนาดใหญ่ที่ส่องประกายระยิบระยับ
พื้นหินอ่อนตรงกลางวงเวทพลันเลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นบันไดหินที่ทอดยาวลงไปสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง
“ทางลับ!” ฟินน์อุทานด้วยความประหลาดใจ
“ตำนานกล่าวว่าหอคอยแห่งปัญญามีห้องลับที่เก็บความรู้ที่ลึกซึ้งที่สุดไว้” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “บางที…นี่อาจจะเป็นที่ที่เราตามหา”
เอลาริสตัดสินใจที่จะลงไปสำรวจเบื้องล่างทันที โดยมีเคลย์นและฟินน์เดินนำหน้า ไลร่าตามหลังมาติดๆ บันไดหินนั้นทอดยาวลงไปใต้ดินลึกราวกับไม่มีที่สิ้นสุด อากาศเริ่มเย็นลง และกลิ่นอับชื้นก็เริ่มโชยมา
เมื่อมาถึงชั้นล่างสุด พวกเขาก็พบกับห้องโถงขนาดใหญ่ที่แตกต่างจากด้านบนอย่างสิ้นเชิง ผนังของห้องถูกสร้างจากหินสีดำสนิท มีคริสตัลเรืองแสงสีม่วงอมดำฝังอยู่ตามผนัง ส่องประกายริบหรี่ สร้างบรรยากาศที่ลึกลับและน่าขนลุก ตรงกลางห้องมีแท่นศิลาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนแท่นนั้นมีคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่งวางอยู่ มันเป็นคัมภีร์ที่แตกต่างจากเล่มอื่นๆ ที่พวกเขาเคยเห็นมา ปกของมันทำจากหนังสีดำสนิท มีตัวอักษรสีแดงเข้มที่ดูราวกับเลือดไหลซึมออกมา
“นี่มัน…คัมภีร์แห่งความมืด” ไลร่าพึมพำด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น “ข้าเคยได้ยินว่ามันเป็นบันทึกที่มาลากอร์เคยเขียนไว้ก่อนถูกผนึก”
เอลาริสรู้สึกถึงพลังงานด้านลบที่แผ่ออกมาจากคัมภีร์เล่มนั้นอย่างรุนแรง มันเป็นพลังงานที่แตกต่างจากที่นางเคยสัมผัสมา มันเป็นพลังที่บริสุทธิ์ของความมืดมิด ราวกับจิตวิญญาณของมาลากอร์ยังคงสถิตอยู่ในนั้น
“เราควรจะแตะต้องมันดีไหม?” ฟินน์ถามด้วยความลังเล
“เรามาถึงที่นี่เพื่อค้นหาความจริง” เอลาริสกล่าว น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แม้จะรู้สึกหวาดกลัว แต่นางก็รู้ว่านางต้องเผชิญหน้ากับมัน “ข้าต้องรู้ว่ามาลากอร์คืออะไร และเราจะหยุดมันได้อย่างไร”
นางก้าวเข้าไปใกล้แท่นศิลาอย่างช้าๆ คทาสุริยันจันทราในมือของนางเปล่งประกายอย่างรุนแรง ราวกับกำลังต่อต้านพลังงานด้านลบจากคัมภีร์ เมื่อปลายนิ้วของเอลาริสสัมผัสกับปกคัมภีร์สีดำสนิท พลังงานด้านลบอันมหาศาลก็พลันไหลทะลักเข้าสู่ร่างของนางทันที
ภาพนิมิตอันน่าสะพรึงกลัวพลันถาโถมเข้าสู่ห้วงความคิดของเอลาริส ภาพของมาลากอร์ ราชาปีศาจผู้มีพลังอำนาจเหนือจินตนาการ มันไม่ใช่แค่ปีศาจธรรมดา แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นจากความว่างเปล่า ความมืดมิดที่ไร้สิ้นสุด ก่อนการกำเนิดของจักรวาล มันเป็นพลังงานแห่งความสับสนวุ่นวายที่ต้องการกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่า
ในนิมิตนั้น เอลาริสเห็นภาพมาลากอร์กำลังทำลายล้างดวงดาวนับล้าน กลืนกินแสงสว่างและชีวิต จนกระทั่งมาถึงโลกของพวกเขา มันมิได้ต้องการแค่การปกครอง แต่มันต้องการทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้สิ้นซาก
นางยังเห็นภาพของบรรพบุรุษของนาง ราชินีแห่งสุริยันจันทรา ผู้ซึ่งเป็นผู้ถือครองคทาสุริยันจันทราคนแรก นางได้ร่ายเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ โดยใช้พลังของคทาและจิตวิญญาณของตนเอง เพื่อสร้าง ‘ผนึกแห่งจันทร์คู่’ ซึ่งเป็นผนึกที่ใช้พลังงานจากดวงจันทร์ทั้งสองดวงในยามสุริยคราส เพื่อกักขังมาลากอร์ไว้ในห้วงมิติแห่งความมืดมิด
แต่ผนึกนั้นมิได้สมบูรณ์ มาลากอร์ได้ทิ้ง ‘เศษเสี้ยวแห่งความมืด’ ไว้เบื้องหลัง ซึ่งเป็นพลังงานด้านลบที่สามารถปลุกปีศาจและสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายให้ตื่นขึ้น และเมื่อสุริยคราสแห่งจันทร์คู่มาถึงอีกครั้ง เศษเสี้ยวเหล่านั้นจะรวมตัวกัน เพื่อปลดปล่อยมาลากอร์ให้กลับคืนสู่โลกอย่างสมบูรณ์
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ นิมิตนั้นยังเปิดเผยความจริงอันน่าขนลุกอีกอย่างหนึ่ง การผนึกมาลากอร์นั้น มิใช่แค่การกักขัง แต่เป็นการ ‘ดูดซับ’ พลังงานแห่งความมืดของมันบางส่วนเข้าสู่คทา และเข้าสู่สายเลือดของราชวงศ์สุริยันจันทราด้วย เพื่อให้ผู้ถือครองคทาสามารถควบคุมพลังของมาลากอร์ได้ชั่วคราว และใช้มันเพื่อผนึกมาลากอร์อีกครั้ง
นั่นหมายความว่า เอลาริสเองก็มีเศษเสี้ยวแห่งความมืดของมาลากอร์อยู่ในตัวนาง!
“เอลาริส!” เสียงของเคลย์นดังขึ้น ทำให้นางหลุดจากภวังค์
นางลืมตาขึ้นช้าๆ ใบหน้าของนางซีดเซียว เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วร่าง คทาในมือของนางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงจากลูกแก้วคริสตัลคู่พลันวูบไหวอย่างบ้าคลั่ง
“เกิดอะไรขึ้น?” ไลร่าถามด้วยความกังวล
“ข้า…ข้าเห็นทุกอย่างแล้ว” เอลาริสพึมพำ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นระคนตกใจ “มาลากอร์…มันไม่ใช่แค่ปีศาจ แต่มันคือพลังงานแห่งความว่างเปล่า และ…และข้า…ข้าก็มีพลังของมันอยู่ในตัว”
สหายทั้งสามต่างตกตะลึงกับคำพูดของเอลาริส
“นั่นหมายความว่า…เจ้าอาจจะถูกครอบงำได้งั้นหรือ?” ฟินน์ถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น
เอลาริสส่ายหน้าช้าๆ “ข้าไม่รู้…แต่คัมภีร์เล่มนี้ยังบอกอีกว่า การผนึกมาลากอร์นั้น จำเป็นต้องใช้ ‘พันธสัญญาแห่งดวงดาว’ ซึ่งเป็นพิธีกรรมโบราณที่ต้องใช้พลังจากดวงดาวและจิตวิญญาณของผู้ถือครองคทา เพื่อสร้างผนึกที่แข็งแกร่งกว่าเดิม”
ไลร่าหยิบคัมภีร์แห่งความมืดขึ้นมา พลิกดูหน้าต่างๆ อย่างรวดเร็ว “พิธีกรรมพันธสัญญาแห่งดวงดาว…มันต้องใช้พลังงานมหาศาล และหากทำไม่สำเร็จ ผู้ร่ายเวทอาจจะถูกกลืนกินโดยพลังแห่งความมืด”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง บรรยากาศภายในห้องโถงมืดมิดและน่าอึดอัด เอลาริสรู้สึกราวกับภาระทั้งหมดของโลกใบนี้กำลังถาโถมเข้าใส่นาง นางมีทั้งพลังแห่งแสงและเงา มีทั้งพลังของคทา และมีแม้กระทั่งเศษเสี้ยวแห่งความมืดของมาลากอร์อยู่ในตัว นางจะสามารถควบคุมมันได้อย่างไร? นางจะสามารถทำตามพันธสัญญาแห่งดวงดาวได้สำเร็จหรือไม่?
แต่เมื่อนางมองไปยังสหายทั้งสาม ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความกังวล แต่ก็มีความเชื่อมั่นที่ส่งผ่านมาถึงนาง เอลาริสรู้ว่านางไม่ได้อยู่คนเดียว
นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แม้จะรู้ว่าความจริงนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด แต่นางก็จะไม่ยอมแพ้
“เราต้องหาทางทำพิธีกรรมพันธสัญญาแห่งดวงดาว” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าจะต้องผนึกมาลากอร์ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
คทาสุริยันจันทราในมือของนางเปล่งประกายอย่างมั่นคงอีกครั้ง แสงสีทองและสีเงินผสานรวมกันอย่างสมดุล ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของความหวังที่ยังคงส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก