คทาสุริยัน

ตอนที่ 195 — พันธสัญญาแห่งดวงดาว

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 911 คำ

หลังจากการค้นพบอันน่าสะพรึงกลัวในห้องใต้ดินของหอคอยแห่งปัญญา เอลาริสและสหายต่างต้องใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจและยอมรับความจริงที่ว่า เอลาริสเองก็มี ‘เศษเสี้ยวแห่งความมืด’ ของมาลากอร์อยู่ในตัว การที่พลังของราชวงศ์สุริยันจันทราถูกออกแบบมาเพื่อ ‘ดูดซับ’ พลังของราชาปีศาจนั้น ‌ทำให้ภารกิจของเอลาริสซับซ้อนและอันตรายยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ไลร่าใช้เวลาหลายวันในการศึกษาคัมภีร์แห่งความมืดและบันทึกโบราณอื่นๆ ที่พบในหอคอย เพื่อค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับ ‘พันธสัญญาแห่งดวงดาว’ พิธีกรรมที่เอลาริสต้องทำเพื่อสร้างผนึกมาลากอร์ขึ้นมาใหม่

“พิธีกรรมพันธสัญญาแห่งดวงดาว เป็นพิธีกรรมโบราณที่สุดของราชวงศ์สุริยันจันทรา” ไลร่าอธิบายในขณะที่พวกเขานั่งรวมกันอยู่ในห้องสมุดของหอคอย “มันต้องทำภายใต้แสงของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ ​ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พลังงานของดวงดาวเชื่อมโยงกับโลก และผู้ร่ายเวทจะต้องเชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้ากับพลังของคทาสุริยันจันทราอย่างสมบูรณ์ เพื่อปลดปล่อยพลังแห่งแสงและความมืดในตัวออกมาสร้างเป็นผนึก”

“แล้วสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่ที่ไหน?” เคลย์นถามด้วยความกังวล

“ตามบันทึก มันคือ ‘วิหารแห่งดวงดาว’ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงที่สุดทางทิศตะวันออกของอาณาจักร” ‍ไลร่าตอบ พลางชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผนที่โบราณ “แต่ปัญหาคือ พิธีกรรมนี้มีความเสี่ยงสูงมาก หากผู้ร่ายเวทไม่สามารถควบคุมพลังแห่งความมืดในตัวเองได้…พวกเขาอาจจะถูกพลังนั้นกลืนกินไปตลอดกาล”

ความเงียบเข้าปกคลุม เอลาริสรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล นางมองไปที่คทาสุริยันจันทราในมือ พลังงานของมันยังคงวูบไหวอยู่ภายใน ‌ราวกับกำลังรอคอยที่จะถูกปลดปล่อย

“ข้าจะต้องทำมัน” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าไม่มีทางเลือกอื่น”

เอลาริสรู้ว่าก่อนที่จะถึงวันสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ นางต้องฝึกฝนอย่างหนักเพื่อควบคุมพลังแห่งความมืดที่อยู่ในตัวนาง และผสานรวมมันเข้ากับพลังแห่งแสงของคทาให้ได้อย่างสมบูรณ์

เอลดรอน ผู้ดูแลแห่งหุบเขาเงาจันทรา ได้เดินทางมายังหอคอยแห่งปัญญา หลังจากที่ได้รับข่าวสารจากไลร่า ‍เขาเสนอที่จะช่วยเอลาริสในการฝึกฝนขั้นสุดท้าย

“พลังแห่งความมืดในตัวเจ้า ไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายเสมอไป” เอลดรอนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มันคือส่วนหนึ่งของเจ้า เป็นพลังที่ถูกดูดซับมาเพื่อใช้ในการควบคุมมาลากอร์ หน้าที่ของเจ้าคือการโอบรับมัน ไม่ใช่การต่อต้านมัน”

ภายใต้การชี้แนะของเอลดรอน เอลาริสเริ่มฝึกฝนในห้องโถงลับใต้หอคอย ​ซึ่งเป็นที่ที่พลังของดวงดาวสามารถส่องผ่านลงมาได้ นางใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันในการทำสมาธิ เชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้ากับคทา และพยายามทำความเข้าใจถึงพลังแห่งความมืดที่อยู่ภายในตัว

เอลดรอนสอนให้นางจินตนาการถึงพลังแห่งความมืดเป็นเหมือนเงาที่อยู่เคียงข้างแสงสว่าง ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นส่วนเติมเต็ม เขาพาเอลาริสเข้าไปในห้วงลึกของจิตใจ เพื่อเผชิญหน้ากับความมืดที่ซ่อนอยู่ภายใน

ในการฝึกฝนครั้งหนึ่ง ​เอลาริสได้เห็นภาพนิมิตอีกครั้ง คราวนี้เป็นภาพของมาลากอร์ที่พยายามจะครอบงำจิตใจของนาง เสียงกระซิบอันชั่วร้ายดังก้องอยู่ในหู ชักชวนให้นางยอมจำนนต่อพลังแห่งความมืด ปล่อยให้มันกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง

เอลาริสรู้สึกหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง นางเกือบจะยอมแพ้ แต่ในวินาทีนั้นเอง ภาพของสหายทั้งสาม ​ภาพของโลกที่กำลังจะถูกทำลาย ก็แวบเข้ามาในห้วงความคิด ความรัก ความหวัง และความมุ่งมั่นที่จะปกป้องทุกสิ่งทุกอย่างพลันจุดประกายขึ้นในใจของนาง

“ข้าไม่ยอมแพ้!” เอลาริสตะโกนด้วยความมุ่งมั่น “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าครอบงำข้า!”

พลังแห่งแสงจากคทาพลันส่องประกายเจิดจ้าขึ้นภายในจิตใจของนาง มันไม่ได้ต่อสู้กับความมืดโดยตรง แต่กลับโอบกอดมันไว้ สร้างสมดุลระหว่างแสงและความมืดอย่างสมบูรณ์ แสงและความมืดผสานรวมกัน ก่อเกิดเป็นพลังงานใหม่ที่บริสุทธิ์และทรงพลัง

เมื่อเอลาริสลืมตาขึ้น เอลดรอนมองนางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าทำได้แล้ว เอลาริส เจ้าได้โอบรับทั้งแสงและความมืดในตัวเจ้า”

ในคืนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ใกล้เข้ามาถึง พวกเขาได้ออกเดินทางสู่ ‘วิหารแห่งดวงดาว’ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงที่สุดทางทิศตะวันออก การเดินทางครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบ เพราะเวลากำลังบีบคั้นพวกเขามากขึ้นทุกขณะ

เมื่อมาถึงวิหารแห่งดวงดาว พวกเขาก็ต้องตะลึงกับทัศนียภาพเบื้องหน้า วิหารนั้นสร้างจากหินสีดำสนิท แต่มีหลังคาเปิดโล่งสู่ท้องฟ้า เบื้องบนนั้น ดวงจันทร์ทั้งสองดวงกำลังเคลื่อนเข้าหากันอย่างช้าๆ แสงของพวกมันเริ่มถูกบดบังด้วยเงาของสุริยคราส สร้างบรรยากาศที่น่าอัศจรรย์และน่าหวาดหวั่นในคราวเดียวกัน

ภายในวิหารมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง บนแท่นบูชามีสัญลักษณ์ของดวงดาวและกลุ่มดาวต่างๆ แกะสลักไว้อย่างประณีต

“นี่คือสถานที่ที่เราจะทำพิธีกรรมพันธสัญญาแห่งดวงดาว” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราต้องรีบแล้ว สุริยคราสกำลังจะมาถึง”

เอลาริสก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นบูชา คทาสุริยันจันทราในมือของนางเปล่งประกายอย่างรุนแรง แสงสีทองและสีเงินผสานรวมกันอย่างสมบูรณ์

เอลดรอนยืนอยู่เบื้องหน้าของแท่นบูชา เขาเริ่มร่ายเวทมนตร์โบราณ บทสวดที่ดังก้องไปทั่ววิหาร เป็นภาษาที่เอลาริสไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

เมื่อสุริยคราสแห่งจันทร์คู่มาถึง ดวงจันทร์ทั้งสองดวงถูกบดบังด้วยเงาของสุริยา ทำให้ท้องฟ้ามืดมิดลงอย่างรวดเร็ว แสงดาวนับล้านดวงพลันส่องประกายเจิดจ้าลงมายังวิหาร ราวกับกำลังตอบรับกับพิธีกรรม

เอลาริสหลับตาลง รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี นางเชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้ากับคทา ปล่อยให้พลังแห่งแสงและความมืดที่อยู่ในตัวนางไหลเวียนออกมารวมกัน พลังงานสีทองและสีเงินพุ่งออกมาจากร่างของนาง พันเกี่ยวกัน ก่อเกิดเป็นกระแสพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลัง

“จงเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเจ้าเข้ากับดวงดาว!” เอลดรอนตะโกน

เอลาริสทำตามที่เอลดรอนบอก นางรู้สึกราวกับจิตวิญญาณของนางกำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เชื่อมโยงเข้ากับดวงดาวนับล้าน พลังงานจากดวงดาวพลันไหลทะลักเข้าสู่ร่างของนาง ผ่านคทาสุริยันจันทรา

พลังงานอันมหาศาลพุ่งออกจากร่างของเอลาริส พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว แสงสีทองและสีเงินผสานรวมกับแสงดาว ก่อเกิดเป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่พุ่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ราวกับกำลังสร้างสะพานเชื่อมระหว่างโลกและดวงดาว

ลำแสงนั้นค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปทรงของผนึกแห่งจันทร์คู่ สัญลักษณ์ของดวงจันทร์สองดวงที่พันเกี่ยวกัน ผนึกนั้นเปล่งประกายอย่างเจิดจ้า มันไม่ใช่แค่ผนึก แต่เป็นพันธสัญญา พันธสัญญาที่จะปกป้องโลกจากความมืดมิด

เอลาริสรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างแสนสาหัส พลังงานในร่างของนางถูกใช้ไปจนเกือบหมด แต่ในความเหนื่อยล้านั้น นางกลับรู้สึกถึงความสงบและปิติยินดี นางทำได้แล้ว! นางได้สร้างผนึกแห่งจันทร์คู่ขึ้นมาใหม่ ด้วยพลังของคทา ด้วยจิตวิญญาณของนาง และด้วยพลังจากดวงดาว

แต่ก่อนที่พิธีกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ แผ่นดินก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นจากเบื้องล่างของวิหาร ราวกับบางสิ่งกำลังจะถูกปลดปล่อย

“ไม่นะ!” ไลร่าร้องด้วยความตกใจ “มาลากอร์กำลังจะถูกปลดปล่อยแล้ว!”

เงาร่างสีดำทะมึนขนาดมหึมาพลันพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน มันคือมาลากอร์ ราชาปีศาจผู้ชั่วร้ายที่กำลังจะกลับคืนสู่โลก แสงสีแดงฉานจากดวงตาของมันจ้องมองมาที่เอลาริสด้วยความอาฆาตแค้น

เอลาริสรู้ว่าพิธีกรรมยังไม่เสร็จสมบูรณ์ นางต้องใช้ผนึกแห่งจันทร์คู่เพื่อผนึกมาลากอร์อีกครั้ง ก่อนที่มันจะถูกปลดปล่อยอย่างสมบูรณ์

“ข้าจะหยุดมันให้ได้!” เอลาริสตะโกนด้วยความมุ่งมั่น

คทาสุริยันจันทราในมือของนางเปล่งประกายเจิดจ้ากว่าครั้งใดๆ แสงสีทองและสีเงินผสานรวมกันอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาที่จะปกป้องโลกจากความมืดมิดที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!