คทาสุริยัน

ตอนที่ 68 — บททดสอบจากอดีตกาล

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,340 คำ

การฝึกฝนอันเข้มข้น ณ หุบเขาจอมเวทได้หล่อหลอมเอลาริสให้แข็งแกร่งขึ้นทั้งกายและใจ พลังของคทาสุริยันจันทราเริ่มตอบสนองต่อเธออย่างสมบูรณ์ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ความเข้าใจในเวทมนตร์ลึกซึ้งเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการถึงเมื่อครั้งอดีต แต่ปู่เฒ่าคาลินยังคงย้ำเตือนว่า “พลังที่แท้จริงมิได้อยู่ที่เวทมนตร์ แต่มันอยู่ที่จิตใจ” ‌ก่อนที่ท่านจะมอบแผนที่โบราณที่เลือนรางฉบับหนึ่งให้แก่เธอ “จงเดินทางไปยังวิหารจันทราที่ถูกลืมเลือน ณ ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ ที่นั่นเจ้าจะได้พบกับบททดสอบสุดท้าย และความจริงบางอย่างที่ถูกผนึกไว้ในกาลเวลา”

คณะผู้กล้าออกเดินทางจากหุบเขาจอมเวทท่ามกลางแสงอรุณรุ่งที่สาดส่อง ทางเดินเป็นป่าทึบและภูเขาหินสูงชัน การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ​พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าดุร้าย และบางครั้งก็เป็นเหล่าสมุนของมาลากอร์ที่ดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มคืบคลานเข้าปกคลุมโลก

ระหว่างทาง ลีออนได้แสดงความสามารถในการนำทางและความแข็งแกร่งในการต่อสู้ เขาสามารถปกป้องเอลาริสจากสัตว์อสูรที่จู่โจมได้อย่างไม่เกรงกลัวคมดาบของศัตรู แววตาของเขาฉายความมุ่งมั่นและภักดี เอลิน่าใช้ความรู้ด้านสมุนไพรและเวทมนตร์รักษาเยียวยาบาดแผลและอาการเจ็บป่วยจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ฟินน์ยังคงเป็นผู้สอดแนมที่ไร้ตัวตน ‍คอยหาเส้นทางที่ปลอดภัย และรายงานความเคลื่อนไหวของศัตรูที่อาจซุ่มโจมตี

หลังจากเดินทางมาหลายวันหลายคืน พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาที่เต็มไปด้วยหมอกหนาทึบและต้นไม้รูปร่างประหลาดที่บิดเบี้ยวราวกับถูกทรมานมานานหลายศตวรรษ บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความเงียบงันที่น่าขนลุก ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ถูกลืมเลือนไปจากโลกภายนอกอย่างแท้จริง

“นี่คงเป็นทางเข้าวิหารจันทราสินะ” ลีออนเอ่ยขึ้นพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ “ดูเหมือนจะไม่มีทางเข้าที่ชัดเจน”

เอลาริสกางแผนที่ที่ปู่เฒ่าคาลินมอบให้ แผนที่โบราณนั้นบ่งชี้ถึงจุดหนึ่งที่เรียกว่า ‌“ประตูแห่งเงาจันทร์” เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานเวทมนตร์ที่เข้มข้นกว่าปกติในบริเวณนั้น “มันน่าจะอยู่ใกล้ๆ นี่แหละ” เธอเดินนำทุกคนเข้าไปในป่าที่มืดมิดและเงียบสงัด เสียงฝีเท้าของพวกเขาคือเสียงเดียวที่ก้องกังวานในความเงียบนั้น

ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงหน้ากำแพงหินขนาดมหึมาที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และมอสเขียวชอุ่ม กำแพงนั้นสูงเสียดฟ้า ‍ราวกับถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้าใกล้สิ่งที่อยู่เบื้องหลัง บนกำแพงมีสัญลักษณ์รูปจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่แกะสลักไว้อย่างประณีต แสงจันทร์ที่ลอดผ่านกิ่งไม้ส่องกระทบสัญลักษณ์นั้น ทำให้มันเรืองแสงเรื่อๆ

“ประตูคงถูกผนึกไว้ด้วยเวทมนตร์” ฟินน์วิเคราะห์ “เป็นเวทมนตร์ที่เก่าแก่มาก ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาด”

เอลาริสยกคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีเงินของจันทราเริ่มส่องประกายจากปลายคทา ​เธอหลับตาลง และเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเธอกับพลังงานของคทา เธอรู้สึกถึงกระแสพลังแห่งจันทราที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ พลังงานที่บริสุทธิ์และเยือกเย็น เธอค่อยๆ วาดมือไปตามสัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวบนกำแพง ในขณะที่เธอทำเช่นนั้น สัญลักษณ์ก็เริ่มส่องแสงสว่างขึ้นเรื่อยๆ ​เถาวัลย์ที่ปกคลุมกำแพงเริ่มเหี่ยวเฉาและร่วงหล่น เผยให้เห็นรอยแยกขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ พร้อมกับเสียงหินที่เสียดสีกันดังกึกก้อง

เมื่อประตูเปิดออก พวกเขาก็ได้เห็นทางเดินหินที่ทอดยาวเข้าไปในความมืดมิด เบื้องหน้าคือวิหารโบราณที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายศตวรรษ มันถูกสร้างขึ้นจากหินสีดำที่เงางาม ประดับประดาด้วยลวดลายแกะสลักรูปดวงจันทร์และดวงดาวมากมาย ​ภายในวิหารเต็มไปด้วยความเงียบสงบ แต่ก็แฝงไว้ด้วยบรรยากาศที่น่าขนลุก ราวกับมีบางสิ่งกำลังเฝ้ารอคอยพวกเขาอยู่

“ระวังตัวด้วย” ลีออนเตือนพลางชักดาบออกมา “ข้างในอาจมีกับดักหรือผู้เฝ้าวิหาร”

ขณะที่พวกเขาก้าวเท้าเข้าไปในวิหาร แสงสว่างจากคทาของเอลาริสก็ส่องนำทาง บรรยากาศภายในวิหารเย็นยะเยือกจนขนลุก ผนังวิหารเต็มไปด้วยภาพวาดโบราณที่เล่าเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทราในอดีต ภาพของกษัตริย์และราชินีผู้ทรงพลัง ผู้ใช้เวทมนตร์เพื่อปกป้องอาณาจักร และภาพของมาลากอร์ที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาพร้อมกับความมืดมิด

“ดูนี่สิ!” เอลิน่าชี้ไปที่ภาพวาดขนาดใหญ่ภาพหนึ่ง “นี่คือภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่! มันกำลังจะมาถึงแล้วจริงๆ” ภาพวาดนั้นแสดงให้เห็นดวงจันทร์สองดวงโคจรมาบดบังดวงอาทิตย์อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด และมีเงาขนาดมหึมาของมาลากอร์กำลังหัวเราะเย้ยหยันอยู่เบื้องหลัง

ในขณะที่พวกเขากำลังสำรวจวิหารอยู่นั้น เสียงคำรามกึกก้องก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของวิหาร พื้นวิหารเริ่มสั่นสะเทือน ฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาจากเพดาน

“อะไรกันเนี่ย!” ลีออนอุทานพลางเตรียมพร้อมรับมือ

ทันใดนั้นเอง รูปปั้นอัศวินหินขนาดมหึมาสองตนก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ดวงตาของพวกมันส่องแสงสีแดงฉาน ถือดาบหินขนาดใหญ่และเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาอย่างช้าๆ “ผู้บุกรุก! เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ก้าวล่วงวิหารอันศักดิ์สิทธิ์!” เสียงห้าวทุ้มดังก้องไปทั่ววิหาร

“ผู้เฝ้าวิหารสินะ” เอลาริสกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้”

ลีออนพุ่งเข้าใส่รูปปั้นอัศวินตนหนึ่งอย่างไม่ลังเล ดาบของเขาส่องประกายสีเงินกระทบกับดาบหินของอัศวินอย่างรุนแรง เกิดประกายไฟกระจายไปทั่ว ฟินน์ใช้เวทมนตร์เงา สร้างภาพลวงตาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของอัศวินอีกตนหนึ่ง ในขณะที่เอลิน่าร่ายเวทมนตร์เสริมพลังป้องกันให้กับลีออนและเอลาริส

เอลาริสยกคทาขึ้น แสงสีเงินของจันทราพุ่งออกไปกระทบกับรูปปั้นอัศวินหินอีกตนหนึ่ง ทำให้มันชะงักไปชั่วขณะ เธอใช้จังหวะนั้นร่ายเวทมนตร์น้ำแข็ง สร้างหนามน้ำแข็งแหลมคมพุ่งเข้าใส่ร่างของมัน แต่ด้วยความแข็งแกร่งของหิน ทำให้หนามน้ำแข็งแตกกระจายไปอย่างง่ายดาย

“พวกมันแข็งแกร่งเกินไป!” ลีออนตะโกน ขณะที่ดาบของเขาสร้างรอยร้าวบนตัวอัศวินหินได้เพียงเล็กน้อย “พลังโจมตีของเราไม่พอ!”

เอลาริสหลับตาลง เธอรู้สึกถึงกระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่ในคทา เธอจำคำพูดของปู่เฒ่าคาลินได้ “พลังมิได้อยู่ที่ความรุนแรง หากแต่อยู่ที่ความเข้าใจและการควบคุม” เธอเปลี่ยนจากการโจมตีด้วยเวทมนตร์ธาตุเป็นการใช้เวทมนตร์แห่งแสงสว่าง เธอรวบรวมแสงจากคทาให้กลายเป็นลำแสงสีขาวบริสุทธิ์ พุ่งตรงเข้าใส่ดวงตาที่ส่องแสงสีแดงของรูปปั้นอัศวิน

ลำแสงนั้นสว่างจ้ายิ่งกว่าสิ่งใดที่อัศวินหินเคยพบเจอ มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ดวงตาของมันจะดับลงพร้อมกับร่างที่แข็งทื่อและแตกสลายกลายเป็นก้อนหินไร้ชีวิต

ลีออนใช้จังหวะนั้นพุ่งเข้าใส่รูปปั้นอัศวินอีกตนหนึ่งที่กำลังสับสนจากแสงสว่างของเอลาริส เขาแทงดาบเข้าใส่รอยร้าวที่เขาเคยสร้างไว้ ทำให้รูปปั้นอัศวินแตกสลายไปอีกตนหนึ่ง

“เราทำได้!” เอลิน่าร้องอย่างดีใจ

“นั่นเป็นเพียงบททดสอบแรกเท่านั้น” ฟินน์กล่าวพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ “ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานที่แรงกล้ากว่านี้อยู่ลึกเข้าไปข้างใน”

พวกเขาเดินทางลึกเข้าไปในวิหาร ผ่านโถงทางเดินที่สลับซับซ้อนและห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรูปปั้นของเทพเจ้าโบราณและสัญลักษณ์เวทมนตร์ จนกระทั่งมาถึงห้องโถงสุดท้าย ที่ซึ่งมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง บนแท่นบูชามีแท็บเล็ตหินโบราณที่ส่องแสงเรืองรองวางอยู่

เมื่อเอลาริสก้าวเท้าเข้าไปในห้อง แสงสว่างจากแท็บเล็ตหินก็พุ่งตรงเข้าใส่เธอทันที เธอรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณของเธอกำลังถูกดึงเข้าไปในกระแสแห่งความทรงจำอันยาวนาน ภาพนิมิตเริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นภาพที่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

เธอเห็นภาพของราชินีผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเธอ ราชินีผู้นั้นกำลังถือคทาสุริยันจันทรา และยืนอยู่หน้าประตูมิติขนาดมหึมา ที่ซึ่งมาลากอร์ผู้ชั่วร้ายกำลังพยายามหลุดพ้นออกมาจากพันธนาการ

“ข้าจะผนึกเจ้าไว้ตลอดกาล มาลากอร์!” ราชินีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของข้า!”

ราชินีร่ายเวทมนตร์อันทรงพลัง พลังงานจากคทาสุริยันจันทราพุ่งเข้าใส่ประตูมิติ ทำให้มาลากอร์ถูกผนึกไว้ภายใน แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายของราชินีก็เริ่มสลายหายไป กลายเป็นแสงสว่างที่ส่องประกาย ก่อนที่จะรวมเข้ากับพลังของคทา

ภาพสุดท้ายที่เอลาริสเห็นคือภาพของราชินีที่ยื่นมือมาหาเธอ ราวกับจะส่งมอบพันธสัญญาอันยิ่งใหญ่ให้แก่เธอ “ทายาทแห่งสุริยันจันทรา จงรับภาระอันยิ่งใหญ่นี้ไว้ และจงปกป้องโลกจากความมืดมิด”

เอลาริสรู้สึกเหมือนมีกระแสพลังงานอันอบอุ่นไหลเข้าสู่ร่างกายของเธอ เธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง พบว่าตัวเองยังคงยืนอยู่หน้าแท็บเล็ตหินนั้น แต่ความรู้สึกของเธอกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน

“ข้าเข้าใจแล้ว” เอลาริสกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ราชินีผู้เป็นบรรพบุรุษของข้า ได้สละชีพเพื่อผนึกมาลากอร์ และตอนนี้ ข้าคือผู้ที่ต้องสานต่อพันธสัญญานั้น”

ลีออน เอลิน่า และฟินน์เดินเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้น เอลาริส?” ลีออนถาม

เอลาริสเล่าถึงภาพนิมิตที่เธอเห็น “แท็บเล็ตหินนี้คือบันทึกแห่งอดีต มันบอกเล่าถึงวิธีที่มาลากอร์ถูกผนึกไว้ และมันยังบอกอีกว่า พลังของคทาคือสิ่งเดียวที่จะผนึกมันได้อีกครั้ง” เธอชี้ไปที่สัญลักษณ์บนแท็บเล็ตหิน “นี่คือสัญลักษณ์ที่บอกถึงพลังที่แท้จริงของคทา มันจะต้องถูกเปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง”

ในขณะที่พวกเขากำลังสำรวจแท็บเล็ตหินอยู่นั้น เสียงคำรามที่น่าสะพรึงกลัวก็ดังกึกก้องไปทั่ววิหาร คราวนี้เสียงนั้นดังกว่าครั้งก่อนหลายเท่า และพื้นวิหารก็สั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

“อะไรอีกเนี่ย!” เอลิน่าอุทานด้วยความตกใจ

ทันใดนั้นเอง ผนังวิหารก็พังทลายลง เผยให้เห็นร่างขนาดมหึมาของสัตว์อสูรที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำสนิท ดวงตาของมันส่องแสงสีแดงฉาน มีปีกขนาดใหญ่ที่ฉีกขาดและกรงเล็บแหลมคม มันคือ ‘มาลากอร์’ ในร่างที่ไม่สมบูรณ์ แต่ก็ยังคงน่าเกรงขาม

“เจ้าหนู!” เสียงของมาลากอร์ดังก้องไปทั่ววิหาร ราวกับฟ้าผ่า “เจ้าคิดว่าจะผนึกข้าได้เช่นเดียวกับบรรพบุรุษผู้โง่เขลาของเจ้าอย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย! คราวนี้แหละ ข้าจะปลดปล่อยความมืดมิด และโลกทั้งใบจะจมดิ่งสู่ห้วงนรก!”

เอลาริสยืนนิ่งด้วยความตกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เผชิญหน้ากับมาลากอร์โดยตรง แม้จะอยู่ในร่างที่ไม่สมบูรณ์ แต่พลังงานชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากมันก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ความหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้าสู่จิตใจของเธอ แต่แล้ว เธอก็นึกถึงภาพนิมิตของราชินีบรรพบุรุษของเธอ ความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญที่สละชีพเพื่อปกป้องโลก

“ไม่!” เอลาริสตะโกน “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าทำลายโลกใบนี้!” เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีขาวนวลสว่างจ้า พลังงานที่เคยเป็นเพียงกระแสเบาบาง บัดนี้กลับพุ่งพล่าน รุนแรง และพร้อมที่จะปลดปล่อยทุกสิ่ง

ลีออน เอลิน่า และฟินน์ยืนเคียงข้างเอลาริส เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเธอ แม้ว่าศัตรูเบื้องหน้าจะแข็งแกร่งเพียงใด พวกเขาก็จะไม่ยอมแพ้

การเผชิญหน้ากับราชาปีศาจมาลากอร์อย่างไม่คาดฝัน ณ วิหารจันทราที่ถูกลืมเลือน ได้กลายเป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่เอลาริสและสหายต้องเผชิญ มันไม่ใช่เพียงการต่อสู้ด้วยพลังเวทมนตร์ แต่เป็นการต่อสู้กับความกลัวในจิตใจ การต่อสู้เพื่อพิสูจน์คุณค่าของพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ที่ถูกส่งต่อมาจากอดีตกาล และการต่อสู้เพื่อปกป้องอนาคตที่ยังไม่ถูกกำหนด

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!