เสียงคำรามของมาลากอร์สั่นสะเทือนไปทั่ววิหารแห่งดวงดาว ทำให้พื้นดินสั่นไหวราวกับจะถล่มลงมาทุกเมื่อ ร่างเงาสีดำทะมึนของราชาปีศาจค่อยๆ พุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่างของวิหาร มันไม่ใช่ร่างที่สมบูรณ์ แต่เป็นเงาขนาดมหึมาที่แผ่ขยายออกไป ปกคลุมวิหารทั้งหลังด้วยความมืดมิด แสงสีแดงฉานจากดวงตาของมันจ้องมองมาที่เอลาริสด้วยความอาฆาตแค้นอันยาวนานนับพันปี
“เจ้า…ทายาทแห่งสุริยันจันทรา!” เสียงของมาลากอร์ดังก้อง ราวกับเสียงฟ้าร้องคำราม “เจ้าคิดจะหยุดข้าได้อย่างนั้นรึ? โง่เขลา!”
เอลาริสยืนหยัดอยู่บนแท่นบูชา คทาสุริยันจันทราในมือของนางเปล่งประกายอย่างรุนแรง แสงสีทองและสีเงินผสานรวมกันอย่างสมบูรณ์ มันคือพลังทั้งหมดที่นางมี และมันคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้
“ข้าจะหยุดเจ้า!” เอลาริสตะโกนตอบกลับไป เสียงของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แม้จะรู้ว่าต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักมา
เคลย์น ฟินน์ และไลร่าต่างยืนอยู่เบื้องล่างของแท่นบูชา พวกเขาพร้อมที่จะต่อสู้เคียงข้างเอลาริส แม้จะรู้ว่าพลังของพวกเขาอาจจะทำอะไรมาลากอร์ไม่ได้ แต่พวกเขาก็จะไม่ยอมทิ้งเอลาริสไว้เพียงลำพัง
แต่ก่อนที่เอลาริสจะสามารถใช้ผนึกแห่งจันทร์คู่ที่นางสร้างขึ้นเพื่อผนึกมาลากอร์ได้ จู่ๆ ก็มีร่างเงาสีดำอีกหลายร่างพุ่งเข้ามาจากด้านนอกวิหาร พวกมันไม่ใช่ปีศาจธรรมดา แต่เป็น ‘ผู้ติดตามแห่งเงา’ สมุนชั้นยอดของมาลากอร์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยอิทธิพลของสุริยคราส พวกมันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีผิวหนังสีดำสนิทราวกับเงา ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายสีแดงฉาน และมีอาวุธที่ทำจากเงาอยู่ในมือ
“พวกมันกำลังจะโจมตี!” เคลย์นตะโกนพลางชักดาบออกมารับการโจมตีจากผู้ติดตามแห่งเงาตัวหนึ่ง
ผู้ติดตามแห่งเงาพวกนั้นโจมตีอย่างรวดเร็วและรุนแรง พวกมันสามารถหายตัวไปในเงามืดและปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งได้อย่างไร้ร่องรอย ทำให้การต่อสู้เป็นไปอย่างยากลำบาก
ฟินน์ระดมยิงธนูใส่พวกมันอย่างต่อเนื่อง แต่ลูกธนูส่วนใหญ่กลับทะลุผ่านร่างเงาไปอย่างไร้ผล ไลร่าร่ายเวทมนตร์แสงเข้าใส่ แต่พลังของเงามืดกลับดูดซับเวทมนตร์ของนางไปอย่างง่ายดาย
“พวกมันแข็งแกร่งเกินไป!” ไลร่าตะโกน
เอลาริสรู้ว่านางไม่สามารถเสียสมาธิได้ นางต้องใช้ผนึกแห่งจันทร์คู่เพื่อผนึกมาลากอร์ แต่ผู้ติดตามแห่งเงาพวกนั้นกำลังขัดขวางนาง
“เคลย์น! ฟินน์! ไลร่า! พวกเจ้าต้องถ่วงเวลาพวกมันไว้ให้ได้!” เอลาริสตะโกนกลับไป “ข้าจะต้องผนึกมาลากอร์ให้ได้!”
สหายทั้งสามต่างพยักหน้ารับ พวกเขาต่อสู้กับผู้ติดตามแห่งเงาอย่างสุดกำลัง เคลย์นใช้ดาบของเขาฟาดฟันเข้าใส่พวกมันอย่างดุดัน ฟินน์ใช้ธนูของเขายิงใส่จุดอ่อนของพวกมัน ไลร่าใช้เวทมนตร์ป้องกันเพื่อปกป้องพวกเขาจากความมืด
ในขณะที่สหายกำลังต่อสู้อย่างดุเดือด เอลาริสก็รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี นางยกคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินจากคทาพลันรวมตัวกัน ก่อเกิดเป็นกระแสพลังงานอันมหาศาลที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าไปยังผนึกแห่งจันทร์คู่ที่นางสร้างขึ้น
ผนึกนั้นเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง แสงสีทองและสีเงินหมุนวนรอบๆ กัน ก่อเกิดเป็นวงแหวนแห่งพลังงานที่กำลังจะปิดผนึกมาลากอร์
แต่มาลากอร์ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น มันคำรามอย่างดุดัน พลังงานด้านลบอันมหาศาลพุ่งออกจากร่างเงาของมัน พุ่งตรงเข้าใส่เอลาริส
เอลาริสรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้าใส่ราวกับภูเขาถล่ม นางพยายามยืนหยัดอย่างสุดกำลัง แสงจากคทาในมือของนางเริ่มสั่นไหว
“เจ้าคิดว่าจะหยุดข้าได้งั้นรึ? โง่เขลา!” มาลากอร์หัวเราะเยาะ “พลังของเจ้ายังอ่อนแอเกินไป!”
พลังงานด้านลบจากมาลากอร์เริ่มแทรกซึมเข้าสู่ร่างของเอลาริส นางรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัส ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินนาง
แต่ในวินาทีนั้นเอง ภาพของเอลดรอนที่สอนให้นางโอบรับทั้งแสงและความมืด ภาพของสหายที่ต่อสู้เคียงข้างนาง ภาพของโลกที่กำลังจะถูกทำลาย ก็แวบเข้ามาในห้วงความคิด ความมุ่งมั่นที่จะปกป้องทุกสิ่งทุกอย่างพลันจุดประกายขึ้นในใจของนางอีกครั้ง
“ข้าไม่ยอมแพ้!” เอลาริสตะโกนด้วยความกล้าหาญ
นางรวบรวมพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ ปล่อยให้พลังแห่งแสงและความมืดในตัวนางผสานรวมกันอย่างสมบูรณ์ แสงสีทองและสีเงินจากคทาเปล่งประกายเจิดจ้ากว่าครั้งใดๆ มันไม่ได้ต่อสู้กับความมืด แต่กลับโอบกอดมันไว้ สร้างสมดุลอย่างสมบูรณ์
พลังงานสมดุลนั้นพุ่งเข้าปะทะกับพลังงานด้านลบของมาลากอร์อย่างรุนแรง ก่อเกิดเป็นระเบิดแสงขนาดมหึมาที่สว่างจ้าไปทั่ววิหาร
มาลากอร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างเงาของมันเริ่มสั่นไหว แสงสีแดงในดวงตาของมันเริ่มเลือนหายไป
“ไม่…เป็นไปไม่ได้!” มาลากอร์คำราม
เอลาริสไม่รอช้า นางใช้ผนึกแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะสมบูรณ์ พุ่งเข้าใส่ร่างเงาของมาลากอร์ แสงสีทองและสีเงินจากผนึกโอบล้อมร่างของราชาปีศาจไว้ทั้งหมด
มาลากอร์ดิ้นรนอย่างรุนแรง พยายามหลุดพ้นจากผนึก แต่พลังของเอลาริสแข็งแกร่งเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้ ผนึกแห่งจันทร์คู่ค่อยๆ รัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ กลืนกินร่างเงาของมาลากอร์เข้าไปในห้วงมิติแห่งความมืดมิด
ในที่สุด ด้วยเสียงคำรามอันยาวนาน ร่างเงาของมาลากอร์ก็ถูกผนึกไว้ในห้วงมิติแห่งความมืดมิดอีกครั้ง ผนึกแห่งจันทร์คู่เปล่งประกายเจิดจ้าอยู่กลางท้องฟ้า ก่อนจะค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงแสงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับ
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เอลาริสทรุดตัวลงบนแท่นบูชา หอบหายใจอย่างแรง คทาในมือของนางเปล่งประกายอ่อนๆ ใบหน้าของนางซีดเซียว แต่ดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งความเหนื่อยล้า ความโล่งใจ และความภูมิใจ
“เอลาริส!” สหายทั้งสามวิ่งเข้ามาหานางด้วยความดีใจ
เคลย์นพยุงนางขึ้นมา “เจ้าทำได้แล้ว เอลาริส เจ้าช่วยโลกไว้ได้แล้ว!”
ไลร่ามองนางด้วยแววตาชื่นชม “เจ้าคือราชินีแห่งสุริยันจันทราที่แท้จริง”
ฟินน์ยิ้มกว้าง “ข้าไม่เคยสงสัยในตัวเจ้าเลย”
เอลาริสเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ผนึกแห่งจันทร์คู่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่แล้ว มาลากอร์ถูกผนึกไว้ในห้วงมิติแห่งความมืดมิดอีกครั้ง โลกปลอดภัยแล้ว…ชั่วคราว
แต่ในความโล่งใจนั้น เอลาริสกลับรู้สึกถึงความกังวลบางอย่าง นางยังคงสัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวแห่งความมืดของมาลากอร์ที่อยู่ในตัวนาง มันไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ถูกควบคุมไว้ชั่วคราว และผนึกแห่งจันทร์คู่ที่นางสร้างขึ้นนั้น จะอยู่ได้นานแค่ไหน?
นางรู้ว่าภารกิจของนางยังไม่สิ้นสุด แม้มาลากอร์จะถูกผนึกไว้แล้ว แต่โลกยังคงต้องเผชิญกับผลกระทบจากพลังแห่งความมืดที่แผ่กระจายออกไป และนางเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับพลังแห่งความมืดที่อยู่ในตัวนาง
คทาสุริยันจันทราในมือของนางเปล่งประกายอย่างอบอุ่น ราวกับเป็นแรงใจให้นางก้าวเดินต่อไป นางรู้ว่ายังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอคอยนางอยู่เบื้องหน้า และนางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ด้วยสหายเคียงข้าง และด้วยพันธสัญญาที่จะปกป้องโลกใบนี้

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก