คทาสุริยัน

ตอนที่ 100 — เงาของราชาปีศาจ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,066 คำ

การปรากฏตัวของมาลากอร์ในร่างที่ไม่สมบูรณ์ ณ วิหารจันทราที่ถูกลืมเลือน สร้างความตกตะลึงและหวาดหวั่นแก่คณะผู้กล้าอย่างมหาศาล สัตว์อสูรขนาดมหึมาที่ปกคลุมด้วยเกล็ดดำสนิท ดวงตาแดงฉานและรอยยิ้มอันชั่วร้ายทำให้วิหารทั้งหลังเต็มไปด้วยไอแห่งความมืดมิดที่น่าสะพรึงกลัว เอลาริสรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากราชาปีศาจ ราวกับอากาศรอบตัวถูกบีบอัดจนหายใจไม่ออก ‌ความหวาดกลัวที่เคยซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเริ่มผุดขึ้นมา แต่เธอก็ระลึกถึงภาพของราชินีบรรพบุรุษผู้เสียสละ และความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมแพ้

“มาลากอร์!” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว พยายามซ่อนความหวาดกลัวไว้ภายใต้ใบหน้าอันเด็ดเดี่ยว “เจ้าไม่มีทางทำลายโลกใบนี้ได้อีกแล้ว!”

มาลากอร์หัวเราะเสียงดังสนั่นหวั่นไหว “โฮะๆๆ! เจ้าหนูผู้โง่เขลา! ​เจ้าคิดว่าด้วยพลังอันน้อยนิดของเจ้าจะสามารถต่อกรกับข้าได้งั้นหรือ? บรรพบุรุษของเจ้าก็เคยกล่าวคำเช่นนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องสละชีพเพื่อผนึกข้าไว้ และดูสิ! ข้ากำลังจะกลับมาแล้ว!”

ราชาปีศาจตวัดกรงเล็บขนาดมหึมาเข้าใส่เอลาริสอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ดวงตาจะมองทัน ลีออนที่ยืนอยู่ข้างกายไม่รอช้า เขากระโดดเข้าขวางหน้าเอลาริสพร้อมกับชักดาบขึ้นป้องกัน เสียงดาบกระทบกับกรงเล็บดังสนั่นหวั่นไหว ‍ลีออนถูกแรงกระแทกกระเด็นไปชนผนังวิหารอย่างจัง เลือดสีแดงสดไหลซึมจากมุมปากของเขา

“ลีออน!” เอลาริสร้องด้วยความตกใจและโกรธแค้น เธอไม่เคยเห็นลีออนบาดเจ็บหนักเช่นนี้มาก่อน

“ข้า… ไม่เป็นอะไร… เอลาริส” ลีออนพยายามลุกขึ้นยืน แม้ว่าร่างกายจะเจ็บปวดไปทั่ว ‌“อย่าได้ถอย… สู้มัน!”

ความโกรธแค้นที่เห็นสหายบาดเจ็บได้ปลุกพลังบางอย่างในตัวเอลาริส เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ แสงสีขาวนวลที่บริสุทธิ์และทรงพลังพุ่งออกมาจากคทา แสงนั้นสว่างจ้าจนขับไล่ความมืดมิดที่มาลากอร์แผ่ออกมาได้ชั่วขณะ

“เจ้าปีศาจร้าย!” เอลาริสร่ายเวทมนตร์ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “จงรับพลังแห่งสุริยันจันทรา!” เธอปล่อยลำแสงสีขาวนวลพุ่งเข้าใส่มาลากอร์ ‍ลำแสงนั้นทรงพลังกว่าเวทมนตร์ใดที่เธอเคยใช้ มันกระทบเข้ากับร่างของมาลากอร์อย่างจัง ทำให้มันร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของมันเริ่มสลายไปเล็กน้อยราวกับถูกกัดกร่อนด้วยแสงสว่าง

“อ้ากกกก! พลังแห่งแสงสว่าง!” มาลากอร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด “เจ้ากล้าดียังไง!”

มาลากอร์โกรธจัด มันปล่อยคลื่นพลังแห่งความมืดมิดออกมาจากร่างกาย ​คลื่นพลังนั้นพุ่งเข้าใส่เอลาริสและทุกคนอย่างรวดเร็ว เอลิน่าไม่รอช้า เธอร่ายเวทมนตร์โล่ป้องกันขึ้นมาทันที โล่เวทมนตร์สีเขียวมรกตปรากฏขึ้นล้อมรอบทุกคน แต่คลื่นพลังของมาลากอร์นั้นรุนแรงเกินกว่าที่โล่จะรับไหว โล่ป้องกันเริ่มแตกร้าว

“ฟินน์!” เอลาริสตะโกน “เบี่ยงเบนความสนใจมัน!”

ฟินน์พยักหน้า ​เขารวบรวมพลังเวทมนตร์เงา สร้างภาพลวงตาขนาดใหญ่ของเอลาริสขึ้นมาหลายสิบตน ภาพลวงตาเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่มาลากอร์จากทุกทิศทาง มาลากอร์ลังเลชั่วขณะ มันไม่รู้ว่าภาพไหนคือตัวจริง มันตวัดกรงเล็บเข้าใส่ภาพลวงตาเหล่านั้น ทำให้พวกมันสลายหายไปทีละภาพ

ในขณะที่มาลากอร์กำลังสับสน เอลาริสก็ใช้จังหวะนั้นรวบรวมพลังอีกครั้ง ​เธอไม่ได้ใช้เพียงพลังแห่งแสงสว่าง แต่เธอพยายามรวบรวมพลังแห่งจันทราเข้ามารวมด้วย เธอรู้สึกถึงความสมดุลของพลังทั้งสองที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย เธอหลับตาลง และร่ายเวทมนตร์ขั้นสูงสุดที่เธอเพิ่งค้นพบ

“สุริยันจันทราผนึก!”

แสงสีเงินของจันทราและแสงสีทองของสุริยันต์พุ่งออกมาจากคทา ผสานรวมกันเป็นลำแสงสีขาวนวลขนาดมหึมา ลำแสงนั้นใหญ่กว่าครั้งก่อนหลายเท่า และมีพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว มันพุ่งตรงเข้าใส่มาลากอร์อย่างไม่ลดละ มาลากอร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ร่างกายของมันเริ่มสลายหายไปอย่างรวดเร็ว

“ไม่! เป็นไปไม่ได้! ข้าจะไม่มีวันถูกผนึกอีกครั้ง!” มาลากอร์กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง มันพยายามดิ้นรน แต่พลังของเอลาริสนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้

ร่างของมาลากอร์เริ่มโปร่งแสง ก่อนที่จะสลายหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงไอแห่งความมืดมิดที่ค่อยๆ จางหายไป

ทุกคนต่างหอบหายใจอย่างหนัก พวกเขามองหน้ากันด้วยความไม่เชื่อสายตา พวกเขาทำได้สำเร็จ พวกเขาขับไล่มาลากอร์ได้!

“เรา… เราทำได้จริงๆ หรือเนี่ย?” เอลิน่าเอ่ยเสียงแผ่วเบาด้วยความตกใจระคนดีใจ

เอลาริสทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า คทาในมือของเธอส่องแสงริบหรี่ ก่อนที่จะดับลง เธอใช้พลังงานทั้งหมดที่มีเพื่อขับไล่มาลากอร์ แต่เธอก็รู้ดีว่านี่เป็นเพียงการขับไล่ชั่วคราว ไม่ใช่การผนึกอย่างถาวร

“มันยังไม่จบ” เอลาริสกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “นี่เป็นเพียงร่างที่ไม่สมบูรณ์ของมัน และมันก็ถูกขับไล่ไปชั่วคราวเท่านั้น เราต้องหาวิธีผนึกมันอย่างถาวร ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง”

ลีออนพยุงตัวเองลุกขึ้น เขามองเอลาริสด้วยความภาคภูมิใจ “เจ้าทำได้ดีมาก เอลาริส เจ้าแข็งแกร่งกว่าที่เจ้าคิด”

เอลิน่าเข้ามาตรวจสอบบาดแผลของลีออน “บาดเจ็บหนักเลยนะลีออน แต่ไม่เป็นไร ข้าจะรักษาให้” เธอร่ายเวทมนตร์รักษา บาดแผลของลีออนเริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว

ฟินน์เดินเข้ามาใกล้แท็บเล็ตหินที่ส่องแสงเรืองรองอยู่บนแท่นบูชา “ดูนี่สิ เอลาริส” เขากล่าว “หลังจากที่เจ้าใช้พลัง ‘สุริยันจันทราผนึก’ สัญลักษณ์บนแท็บเล็ตหินก็ส่องแสงสว่างจ้าขึ้นกว่าเดิม และมีข้อความใหม่ปรากฏขึ้น”

เอลาริสเดินเข้าไปดูแท็บเล็ตหิน ข้อความใหม่ที่ปรากฏขึ้นเป็นภาษาโบราณที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ด้วยพลังแห่งคทาที่เชื่อมโยงกับบรรพบุรุษ ทำให้เธอสามารถอ่านมันออกได้

“หากปรารถนาจะผนึกราชาปีศาจมาลากอร์อย่างสมบูรณ์ จะต้องรวบรวม ‘ดวงแก้วแห่งสมดุล’ ทั้งสามดวงที่กระจัดกระจายไปทั่วดินแดน เมื่อดวงแก้วทั้งสามรวมกัน จะปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทรา และสามารถผนึกมาลากอร์ได้ตลอดกาล”

“ดวงแก้วแห่งสมดุล?” เอลาริสทวนคำ “มันคืออะไรกัน?”

“ดูเหมือนว่าการผนึกครั้งแรกของบรรพบุรุษเจ้าจะไม่ได้สมบูรณ์นัก” ฟินน์วิเคราะห์ “อาจเป็นเพราะพลังของคทายังไม่ถูกปลดปล่อยอย่างเต็มที่ หรืออาจเป็นเพราะดวงแก้วเหล่านี้ถูกแยกออกจากกัน”

“เราต้องค้นหามันให้พบ” ลีออนกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “นี่คือภารกิจต่อไปของเรา”

เอลิน่าพยักหน้าเห็นด้วย “แต่ดวงแก้วแห่งสมดุลคืออะไร และมันอยู่ที่ไหนกัน?”

แท็บเล็ตหินยังคงส่องแสงเรืองรอง มันบ่งบอกถึงสถานที่ที่ดวงแก้วแต่ละดวงซ่อนอยู่ “ดวงแก้วแห่งแสงสว่าง ซ่อนอยู่ใน ‘หอคอยแห่งสุริยันต์’ ณ ดินแดนตะวันออก” เอลาริสอ่าน “ดวงแก้วแห่งเงา ซ่อนอยู่ใน ‘ถ้ำแห่งจันทรา’ ณ ดินแดนทางใต้ และดวงแก้วแห่งชีวิต ซ่อนอยู่ใน ‘ป่าพฤกษา’ ณ ดินแดนทางตะวันตก”

“ดูเหมือนว่าเราจะต้องเดินทางไปทั่วทุกทิศเลยนะเนี่ย” ลีออนถอนหายใจ “แต่ถ้ามันคือวิธีเดียวที่จะผนึกมาลากอร์ เราก็ต้องทำ”

เอลาริสมองไปที่ดวงจันทร์ที่กำลังส่องแสงนวลตาผ่านช่องว่างบนเพดานวิหาร เธอรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่กำลังแบกรับอยู่ เธอรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยภยันตรายและบททดสอบที่ยากลำบาก แต่ด้วยพลังของคทาสุริยันจันทรา และการสนับสนุนจากสหายผู้กล้าหาญ เธอเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้

ก่อนที่จะออกจากวิหารจันทรา เอลาริสได้พบบันทึกโบราณเล่มหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในช่องลับใต้แท่นบูชา บันทึกนั้นเขียนด้วยภาษาที่เก่าแก่มาก แต่ด้วยพลังของคทา ทำให้เธอสามารถอ่านมันออกได้

“ผู้ถือครองคทาสุริยันจันทราผู้เป็นที่รัก” บันทึกเริ่มต้น “หากเจ้าได้มาถึงจุดนี้ จงรู้ไว้ว่าภัยคุกคามของมาลากอร์นั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้ มันไม่ได้ต้องการเพียงแค่ทำลายโลก แต่ต้องการครอบครอง ‘แก่นแท้แห่งสรรพสิ่ง’ ที่ซ่อนอยู่ในใจกลางของโลก เมื่อใดที่มันได้ครอบครองแก่นแท้นั้น มันจะกลายเป็นเทพปีศาจที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้”

“แก่นแท้แห่งสรรพสิ่ง?” เอลาริสทวนคำด้วยความตกใจ “มันคืออะไรกันแน่?”

บันทึกนั้นไม่ได้ให้รายละเอียดมากนักเกี่ยวกับแก่นแท้แห่งสรรพสิ่ง แต่กลับเตือนว่า “จงระวัง ‘ผู้ทรยศ’ ที่แฝงกายอยู่ในเงามืด เขาจะปรากฏตัวเมื่อถึงเวลาที่สำคัญที่สุด และจะพยายามขัดขวางเจ้าด้วยทุกวิถีทาง จงอย่าได้ไว้ใจผู้ใดง่ายๆ”

คำเตือนเรื่อง ‘ผู้ทรยศ’ ทำให้เอลาริสรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก เธอหันไปมองสหายร่วมทางของเธอ ลีออน เอลิน่า และฟินน์ พวกเขาทั้งสามต่างก็เป็นผู้ที่ภักดีต่อเธอมาโดยตลอด ใครกันที่อาจเป็นผู้ทรยศ? หรือว่ามันเป็นเพียงคำเตือนที่ต้องการสร้างความแตกแยก?

ความสงสัยและความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเอลาริส แต่เธอก็พยายามปัดเป่ามันออกไป เธอเชื่อในสหายของเธอ และเธอรู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งหวาดระแวงกันเอง

พวกเขาออกจากวิหารจันทราที่ถูกลืมเลือน ทิ้งไว้เบื้องหลังคือความทรงจำของการต่อสู้กับมาลากอร์ และความจริงที่ถูกเปิดเผยเบื้องหน้า แสงจันทร์ยังคงส่องสว่างนำทางพวกเขา ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี แต่บนเส้นทางข้างหน้า ไม่ได้มีเพียงแค่การค้นหาดวงแก้วแห่งสมดุลเท่านั้น แต่ยังมีความลับที่ซ่อนเร้นเกี่ยวกับแก่นแท้แห่งสรรพสิ่ง และภัยคุกคามจาก ‘ผู้ทรยศ’ ที่ยังคงเป็นปริศนา

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!