คทาสุริยัน

ตอนที่ 132 — หอคอยแห่งสุริยันต์และการทรยศที่คาดไม่ถึง

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,040 คำ

การเดินทางสู่หอคอยแห่งสุริยันต์ ณ ดินแดนตะวันออกเริ่มต้นขึ้นด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้า แม้จะมีคำเตือนเรื่อง ‘ผู้ทรยศ’ คอยรบกวนจิตใจของเอลาริส แต่เธอก็พยายามปัดเป่าความกังวลออกไป และมุ่งหน้าสู่จุดหมายแรกเพื่อค้นหา ‌‘ดวงแก้วแห่งแสงสว่าง’ ที่บันทึกโบราณได้กล่าวถึง ทางเดินสู่หอคอยเต็มไปด้วยทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาล แสงแดดแผดเผาจนพื้นทรายร้อนระอุ อากาศแห้งแล้งจนแทบขาดใจ นี่คือดินแดนที่ตรงกันข้ามกับหุบเขาจอมเวทและวิหารจันทราอย่างสิ้นเชิง

“ข้ารู้สึกว่ามาลากอร์ไม่ได้อยู่เฉยๆ แน่” ฟินน์เอ่ยขึ้นขณะที่พวกเขากำลังพักเหนื่อยอยู่ใต้ร่มเงาของหินผาขนาดใหญ่ ​“เงาของมันเริ่มปกคลุมดินแดนทางใต้และตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมันกำลังเร่งเวลาของสุริยคราสให้มาถึงเร็วขึ้น”

“นั่นยิ่งทำให้เราต้องรีบ” เอลาริสกล่าว พลางปาดเหงื่อจากหน้าผาก “เราต้องได้ดวงแก้วแห่งสมดุลทั้งสามดวงให้เร็วที่สุด”

หลังจากเดินทางผ่านทะเลทรายมาหลายวัน พวกเขาก็มาถึงโอเอซิสขนาดใหญ่ ที่ซึ่งมีหอคอยสีทองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่กลางโอเอซิส หอคอยแห่งสุริยันต์สูงเสียดฟ้า ‍ราวกับเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนท้องฟ้า มันถูกสร้างจากหินสีทองที่สะท้อนแสงอาทิตย์จนส่องประกายระยิบระยับ รอบๆ หอคอยมีสวนหย่อมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้เมืองร้อนนานาชนิด ที่นี่คือสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของพลังแห่งสุริยันต์

เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้หอคอย ก็มีเสียงทักทายดังขึ้น “ยินดีต้อนรับสู่หอคอยแห่งสุริยันต์ ผู้แสวงหาแสงสว่าง” ‌ชายชราคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด เขาสวมเสื้อคลุมสีทองอร่าม มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นและดวงตาที่ฉายแววแห่งปัญญา “ข้ารู้ว่าพวกเจ้ากำลังตามหาดวงแก้วแห่งแสงสว่าง แต่การจะได้มาซึ่งมันนั้น มิใช่เรื่องง่าย”

“ท่านคือผู้ดูแลหอคอยแห่งนี้หรือ?” เอลาริสถาม

“ใช่แล้ว ข้าคือโซลาริส ‍ผู้พิทักษ์หอคอยแห่งสุริยันต์” ชายชราตอบ “ดวงแก้วแห่งแสงสว่างถูกผนึกไว้ในใจกลางของหอคอย และจะถูกปลดปล่อยออกมาก็ต่อเมื่อผู้ที่คู่ควรสามารถผ่านบททดสอบของสุริยันต์ได้”

โซลาริสพาพวกเขาเข้าไปในหอคอย ภายในหอคอยเต็มไปด้วยแสงสว่างที่อบอุ่นและสบายตา ผนังหอคอยประดับประดาด้วยภาพวาดและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์และแสงสว่าง พวกเขาเดินขึ้นบันไดวนที่ทอดยาวขึ้นไปสู่ยอดหอคอย ระหว่างทาง ​โซลาริสได้เล่าถึงประวัติของหอคอยแห่งสุริยันต์ และพลังอันยิ่งใหญ่ของดวงแก้วแห่งแสงสว่าง

“ดวงแก้วแห่งแสงสว่างคือศูนย์รวมของพลังงานบริสุทธิ์ของดวงอาทิตย์ มันสามารถขับไล่ความมืดมิดและนำพาความหวังมาสู่โลกได้” โซลาริสอธิบาย “แต่พลังของมันก็สามารถทำลายล้างได้เช่นกัน หากตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่คู่ควร”

เมื่อมาถึงยอดหอคอย พวกเขาก็พบกับห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีแท่นบูชาตั้งอยู่กลางห้อง บนแท่นบูชามีผลึกแก้วขนาดใหญ่ที่ส่องแสงสีทองอร่าม ​ผลึกแก้วนั้นคือดวงแก้วแห่งแสงสว่างที่พวกเขากำลังตามหา

“บททดสอบของสุริยันต์มิใช่การต่อสู้ด้วยพละกำลัง” โซลาริสกล่าว “แต่มันคือการทดสอบจิตใจ จงนั่งลงตรงหน้าดวงแก้วแห่งแสงสว่าง และเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเจ้ากับมัน หากจิตใจของเจ้าบริสุทธิ์และมุ่งมั่น ดวงแก้วก็จะยอมรับเจ้า”

เอลาริสนั่งลงตรงหน้าดวงแก้วแห่งแสงสว่าง หลับตาลง ​และพยายามเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเธอกับมัน เธอรู้สึกถึงกระแสพลังงานอันอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากดวงแก้ว พลังงานที่บริสุทธิ์และสดใส เธอปล่อยจิตใจให้ว่างเปล่า และยอมรับพลังงานนั้นเข้ามาในตัวเธอ

ทันใดนั้น ดวงแก้วแห่งแสงสว่างก็ส่องแสงสว่างจ้าขึ้นกว่าเดิม แสงสีทองอร่ามพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเอลาริส เธอรู้สึกถึงพลังงานอันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ พลังงานที่เติมเต็มจิตใจของเธอด้วยความหวังและความมุ่งมั่น

“เจ้าทำได้แล้ว เอลาริส!” โซลาริสกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดวงแก้วแห่งแสงสว่างยอมรับเจ้าแล้ว”

ดวงแก้วแห่งแสงสว่างค่อยๆ ลอยขึ้นจากแท่นบูชา และลอยเข้ามาหาเอลาริส มันค่อยๆ เล็กลงและส่องแสงเรืองรองในมือของเธอ

“เหลืออีกสองดวง” เอลาริสกล่าวด้วยความดีใจ “ดวงแก้วแห่งเงา และดวงแก้วแห่งชีวิต”

ในขณะที่พวกเขากำลังจะออกจากหอคอย จู่ๆ ฟินน์ก็ทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ดวงตาของเขาส่องแสงสีแดงฉานผิดปกติ

“ฟินน์! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?” เอลาริสถามด้วยความตกใจ

“อย่า… เข้ามาใกล้… ข้า…” ฟินน์กล่าวด้วยเสียงที่บิดเบี้ยว ราวกับไม่ใช่เสียงของเขาเอง “มัน… มันกำลังควบคุมข้า…”

ทันใดนั้นเอง ร่างของฟินน์ก็ลอยขึ้นจากพื้น เขาหันมามองเอลาริสด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ก่อนที่จะปล่อยคลื่นพลังแห่งความมืดมิดพุ่งเข้าใส่เอลาริสอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ฟินน์!” ลีออนตะโกน พร้อมกับกระโดดเข้าขวางหน้าเอลาริส คลื่นพลังแห่งความมืดมิดกระทบเข้ากับตัวของลีออนอย่างจัง ทำให้เขากระเด็นไปชนผนังหอคอยอย่างแรง

“นี่มันอะไรกัน!” เอลิน่าร้องด้วยความตกใจ

โซลาริสมองฟินน์ด้วยแววตาที่จริงจัง “ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในตัวเขา มาลากอร์… มันได้ส่งเงามืดมาสิงสู่จิตใจของเขาแล้ว”

“ไม่จริง! ฟินน์ไม่มีทางทรยศเรา!” เอลาริสปฏิเสธ เธอไม่อยากจะเชื่อว่าสหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดจะกลายเป็นศัตรู

“มันคือคำเตือนในบันทึกโบราณ” โซลาริสกล่าว “ผู้ทรยศที่แฝงกายอยู่ในเงามืด… ไม่ได้หมายถึงการทรยศด้วยเจตนา แต่หมายถึงการถูกควบคุมจิตใจโดยพลังแห่งความมืดมิดของมาลากอร์”

ฟินน์ในสภาพที่ถูกควบคุมโดยมาลากอร์ หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าๆๆ! เจ้าผู้โง่เขลา! เจ้าคิดว่าจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าได้งั้นหรือ? ดวงแก้วแห่งแสงสว่างจะตกเป็นของข้า และเจ้าจะไม่มีวันหยุดยั้งสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ได้!”

ฟินน์พุ่งเข้าใส่เอลาริสด้วยความเร็วที่เหนือกว่าปกติ เขาสร้างเงาแหลมคมพุ่งเข้าใส่เธอจากทุกทิศทาง เอลาริสพยายามหลบหลีก แต่เงาเหล่านั้นก็รวดเร็วและร้ายกาจเกินไป

“เราต้องหยุดเขาให้ได้!” เอลิน่ากล่าว “แต่เราจะทำอย่างไร? เขาคือฟินน์!”

“เราต้องทำให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิม” เอลาริสกล่าวด้วยความเด็ดเดี่ยว เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีขาวนวลส่องประกายออกมาจากคทา และดวงแก้วแห่งแสงสว่างที่อยู่ในมือของเธอก็ส่องแสงสีทองอร่าม

“ฟินน์! จงตื่นขึ้นมา!” เอลาริสตะโกน “นี่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเจ้า!”

เธอปล่อยลำแสงสีขาวนวลจากคทาพุ่งเข้าใส่ฟินน์ แต่ไม่ใช่เป็นการโจมตี แต่เป็นการพยายามชำระล้างพลังแห่งความมืดมิดที่สิงสู่อยู่ในตัวเขา ลำแสงนั้นกระทบเข้ากับร่างของฟินน์ ทำให้เขากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด พลังแห่งความมืดมิดที่ปกคลุมตัวเขาเริ่มสลายหายไป

มาลากอร์ในร่างของฟินน์กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง “ไม่! เจ้าไม่มีทางทำเช่นนี้ได้! ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าปลดปล่อยเขา!”

แต่เอลาริสไม่ยอมแพ้ เธอเพิ่มพลังของลำแสงให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แสงสีขาวนวลส่องสว่างจนทั่วทั้งหอคอย พลังแห่งแสงสว่างบริสุทธิ์จากคทาและดวงแก้วแห่งแสงสว่างกำลังต่อสู้กับพลังแห่งความมืดมิดที่สิงสู่ในตัวฟินน์

ฟินน์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนที่พลังแห่งความมืดมิดจะถูกขับไล่ออกมาจากร่างกายของเขาในรูปของควันสีดำสนิท ควันนั้นพุ่งทะลุผนังหอคอยออกไปในอากาศ ก่อนที่จะสลายหายไป

ฟินน์ทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง ดวงตาของเขากลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แต่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว “เกิดอะไรขึ้น… ข้า… ข้าจำอะไรไม่ได้เลย…”

เอลาริสรีบเข้าไปหาฟินน์ เธอสัมผัสได้ถึงความอ่อนแอและหวาดกลัวในตัวเขา “เจ้าไม่เป็นไรนะฟินน์? มันจากไปแล้ว”

ฟินน์มองเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ข้า… ข้าทำอะไรลงไป? ข้าขอโทษ เอลาริส… ข้าพยายามจะทำร้ายเจ้า…”

“ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอกฟินน์” เอลาริสกล่าว “มันคือมาลากอร์ที่ควบคุมเจ้า”

ลีออนที่กำลังได้รับการรักษาจากเอลิน่า เดินเข้ามาหาฟินน์ “เราทุกคนเข้าใจฟินน์ ไม่ต้องโทษตัวเองหรอก”

โซลาริสมองทุกคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “แม้จะถูกควบคุม แต่จิตวิญญาณของฟินน์ก็ยังคงแข็งแกร่งพอที่จะต่อต้านพลังของมาลากอร์ได้ นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าความดีจะไม่มีวันพ่ายแพ้ต่อความชั่วร้ายอย่างเด็ดขาด”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนตระหนักว่าภัยคุกคามของมาลากอร์นั้นน่ากลัวยิ่งกว่าที่คิด มันไม่ได้โจมตีเพียงแค่ร่างกาย แต่ยังพยายามทำลายจิตใจและสร้างความแตกแยกภายในกลุ่ม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสี่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม พวกเขาเชื่อใจกันและกัน และรู้ว่าพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับภัยร้ายนี้ไปด้วยกัน

ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เบื้องหลังคือแสงสีทองอร่ามบนท้องฟ้า พวกเขาออกจากหอคอยแห่งสุริยันต์พร้อมกับดวงแก้วแห่งแสงสว่าง และบทเรียนอันมีค่าเกี่ยวกับการทรยศที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ เส้นทางข้างหน้ายังคงยาวไกล และอีกสองดวงแก้วแห่งสมดุลยังคงรอคอยพวกเขาอยู่ ท่ามกลางเงามืดของมาลากอร์ที่เริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!