คทาสุริยัน

ตอนที่ 228 — สุริยคราสและแผนการร้ายของมาลากอร์

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 906 คำ

ด้วยดวงแก้วแห่งแสงสว่าง ดวงแก้วแห่งเงา และดวงแก้วแห่งชีวิตที่รวมอยู่ในมือของเอลาริส แสงสว่างจากคทาสุริยันจันทราก็ยิ่งเจิดจ้าขึ้นกว่าเดิม ความรู้สึกถึงพลังงานที่สมบูรณ์แบบไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ ทำให้เธอมีความมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับมาลากอร์อย่างเต็มที่แล้ว จุดหมายสุดท้ายคือ ‘วิหารแห่งการผนึก’ ‌บนยอดเขาสูงที่สุดในอาณาจักร ที่ซึ่งจะเป็นสมรภูมิสุดท้ายแห่งการตัดสินชะตากรรมของโลก

แต่ในขณะเดียวกัน สัญญาณแห่งสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ก็เริ่มปรากฏขึ้น ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มผิดปกติ แม้จะเป็นช่วงกลางวัน ดวงจันทร์ทั้งสองดวงเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าอย่างชัดเจน และค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าบดบังดวงอาทิตย์อย่างช้าๆ ​บรรยากาศของโลกเริ่มถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดและพลังงานชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากมาลากอร์

“สุริยคราสกำลังจะมาถึงแล้ว” ฟินน์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ขณะที่พวกเขากำลังเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาที่สูงชัน “ดูเหมือนว่ามาลากอร์จะเร่งเวลาให้มันมาถึงเร็วขึ้น”

“เราต้องเร่งมือให้มากกว่านี้” เอลาริสกล่าวด้วยความมุ่งมั่น “เราต้องไปถึงวิหารแห่งการผนึกก่อนที่มันจะสมบูรณ์”

เส้นทางขึ้นสู่ยอดเขานั้นยากลำบากและเต็มไปด้วยภยันตราย อากาศเบาบางและหนาวเย็นจนแทบแข็งตาย พื้นดินเป็นหินขรุขระและปกคลุมไปด้วยหิมะหนาทึบ ‍พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรภูเขาที่ดุร้าย และบางครั้งก็เป็นเหล่าสมุนของมาลากอร์ที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

ระหว่างทาง พวกเขาได้เห็นภาพความเสียหายที่มาลากอร์สร้างขึ้น หมู่บ้านที่เคยรุ่งเรืองถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง ผู้คนหนีตายกันอลหม่าน ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึนและฟ้าผ่าที่โหมกระหน่ำ ภาพเหล่านั้นทำให้เอลาริสรู้สึกเจ็บปวดและโกรธแค้น เธอรู้ว่าเธอต้องหยุดมาลากอร์ให้ได้ ‌ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

เมื่อมาถึงกลางทางขึ้นสู่ยอดเขา พวกเขาก็พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ท้องฟ้าที่เคยถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึนก็เริ่มเปิดออก เผยให้เห็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว เบื้องหน้าของพวกเขา คือภาพของมาลากอร์ในร่างที่สมบูรณ์! มันลอยอยู่บนท้องฟ้า เหนือวิหารแห่งการผนึกที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเขา ‍ร่างของมันใหญ่โตมหึมา ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำสนิท ดวงตาแดงฉานและมีปีกขนาดใหญ่ที่กางออก แผ่รัศมีแห่งความมืดมิดไปทั่วทั้งท้องฟ้า

“เป็นไปไม่ได้!” เอลาริสอุทานด้วยความตกใจ “มัน… มันกลับมาในร่างที่สมบูรณ์แล้ว!”

“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่… มันยังไม่สมบูรณ์” ​ฟินน์กล่าว “แต่ดูเหมือนว่ามาลากอร์จะใช้พลังของมันเพื่อเร่งการฟื้นฟูร่างกายของมันให้สมบูรณ์ก่อนเวลา”

มาลากอร์หัวเราะเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เสียงของมันดังก้องไปทั่วทั้งอาณาจักร “ฮ่าๆๆ! เจ้าผู้โง่เขลา! เจ้าคิดว่าจะหยุดข้าได้งั้นหรือ? ข้าได้ปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมดแล้ว และตอนนี้ ​ข้ากลับมาในร่างที่สมบูรณ์แบบแล้ว! โลกทั้งใบจะจมดิ่งสู่ความมืดมิดนิรันดร์!”

มาลากอร์ปล่อยคลื่นพลังแห่งความมืดมิดออกมาจากร่างกาย คลื่นพลังนั้นพุ่งเข้าใส่ยอดเขาที่พวกเขาอยู่ คลื่นพลังนั้นรุนแรงจนพื้นดินสั่นสะเทือน ต้นไม้และก้อนหินถูกพัดปลิวไปในอากาศ

“หลบเร็ว!” ลีออนตะโกนพลางดึงเอลาริสให้หลบเข้าที่กำบัง

คลื่นพลังแห่งความมืดมิดพัดผ่านพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว โชคดีที่พวกเขาหลบได้ทัน แต่ยอดเขาเบื้องหน้าถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง

“มันแข็งแกร่งเกินไป” ​เอลิน่ากล่าวด้วยความหวาดกลัว “เราจะเอาชนะมันได้อย่างไร?”

“เราไม่มีทางเลือกอื่น” เอลาริสกล่าวด้วยความเด็ดเดี่ยว “เราต้องไปถึงวิหารแห่งการผนึก และใช้พลังของคทากับดวงแก้วทั้งสามเพื่อผนึกมันให้ได้”

พวกเขาเดินทางต่อไปด้วยความยากลำบาก ท่ามกลางการโจมตีของมาลากอร์ที่โหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน แสงสว่างจากคทาของเอลาริสคือสิ่งเดียวที่ปกป้องพวกเขาจากความมืดมิดที่แผ่เข้ามา

เมื่อมาถึงทางเข้าวิหารแห่งการผนึก พวกเขาก็พบกับอุปสรรคสุดท้าย เบื้องหน้าของพวกเขาคือ ‘ผู้สร้างหายนะ’ ที่บันทึกโบราณได้กล่าวถึง เขาคือชายหนุ่มรูปร่างสง่างาม สวมเสื้อคลุมสีดำสนิท มีใบหน้าที่เย็นชาและดวงตาที่ดำสนิทราวกับห้วงอวกาศ เขาแผ่รัศมีแห่งความมืดมิดที่น่าสะพรึงกลัวออกมาจากร่างกาย

“ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของโลก” ผู้สร้างหายนะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “มาลากอร์ได้ส่งข้ามาเพื่อขัดขวางพวกเจ้า และทำลายความหวังสุดท้ายของพวกเจ้า”

“เจ้าคือผู้สร้างหายนะสินะ” เอลาริสกล่าวด้วยความระแวง “เจ้าจะไม่มีทางทำเช่นนั้นได้!”

“ข้าคือผู้ที่สามารถเปลี่ยนความหวังให้กลายเป็นความสิ้นหวัง” ผู้สร้างหายนะกล่าว “จงมองเข้าไปในดวงตาของข้า แล้วเจ้าจะได้เห็นอนาคตที่มืดมิดของเจ้า”

ผู้สร้างหายนะจ้องมองมาที่เอลาริส ดวงตาของเขาส่องแสงสีดำสนิท เอลาริสรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณของเธอกำลังถูกดึงเข้าไปในห้วงอวกาศอันมืดมิด เธอเห็นภาพนิมิตที่น่าสะพรึงกลัว ภาพของมาลากอร์ที่ครอบครองโลกทั้งใบ โลกที่จมดิ่งสู่ความมืดมิดนิรันดร์ และเธอเองที่ยืนอยู่เพียงลำพัง ถือคทาที่ไร้พลัง สิ้นหวังและหมดหนทาง

“ไม่!” เอลาริสกรีดร้อง ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน เธอพยายามดิ้นรนหลุดพ้นจากภาพนิมิตนั้น แต่ภาพเหล่านั้นก็ยังคงหลอกหลอนเธอ

“เอลาริส! จงตื่นขึ้นมา!” ลีออนตะโกน เขากระโดดเข้าขวางหน้าเอลาริส บังสายตาของผู้สร้างหายนะไว้ “อย่าได้มองเข้าไปในดวงตาของมัน!”

คำพูดของลีออนทำให้เอลาริสรู้สึกตัวขึ้น เธอหายใจเข้าลึกๆ และพยายามรวบรวมสติ เธอจำคำเตือนในบันทึกโบราณได้ “จงอย่าได้มองเข้าไปในดวงตาของเขา”

“เจ้าไม่เป็นไรนะเอลาริส?” เอลิน่าถามด้วยความเป็นห่วง

“ข้าไม่เป็นไร” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “เราต้องหยุดมันให้ได้”

ผู้สร้างหายนะหัวเราะอย่างดูถูก “เจ้าคิดว่าจะหยุดข้าได้งั้นหรือ? เจ้าผู้โง่เขลา! ข้าคือผู้ที่อยู่เหนือความตาย และข้าคือผู้ที่จะนำพาความมืดมิดมาสู่โลก”

ผู้สร้างหายนะยกมือขึ้น และเงาสีดำขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นจากพื้นดิน เงาเหล่านั้นมีรูปร่างคล้ายสัตว์ร้าย และพุ่งเข้าใส่พวกเขาจากทุกทิศทาง

“พวกเราต้องสู้!” ลีออนตะโกน เขากระโดดเข้าฟันเงาเหล่านั้นด้วยดาบของเขา เอลิน่าร่ายเวทมนตร์ไฟเพื่อเผาเงาเหล่านั้น ฟินน์ใช้เวทมนตร์เงาเพื่อสร้างภาพลวงตาและเบี่ยงเบนความสนใจของเงาเหล่านั้น

เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีขาวนวลส่องประกายออกมาจากคทา และดวงแก้วทั้งสามดวงก็ส่องแสงประกายเคียงข้างกัน เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี และปล่อยลำแสงสีขาวนวลที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เธอเคยใช้ พุ่งเข้าใส่ผู้สร้างหายนะ

ลำแสงนั้นสว่างจ้ายิ่งกว่าสิ่งใดที่ผู้สร้างหายนะเคยพบเจอ มันกระทบเข้ากับร่างของผู้สร้างหายนะอย่างจัง ทำให้เขากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของเขาเริ่มสลายหายไปราวกับควันสีดำสนิท ก่อนที่จะหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงไอแห่งความมืดมิดที่ค่อยๆ จางหายไป

ทุกคนต่างหอบหายใจอย่างหนัก พวกเขามองหน้ากันด้วยความไม่เชื่อสายตา พวกเขาทำได้สำเร็จ พวกเขาเอาชนะผู้สร้างหายนะได้!

“เราทำได้แล้ว!” เอลิน่าร้องอย่างดีใจ

เอลาริสมองไปที่วิหารแห่งการผนึกที่อยู่เบื้องหน้า มันคือวิหารโบราณที่ถูกสร้างขึ้นจากหินสีขาวบริสุทธิ์ ประดับประดาด้วยสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มากมาย บนยอดวิหารมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ที่นั่นคือจุดที่เราจะต้องผนึกมาลากอร์

แต่ในขณะเดียวกัน สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ก็ใกล้จะสมบูรณ์แล้ว ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดสนิท ดวงจันทร์ทั้งสองดวงบดบังดวงอาทิตย์อย่างสมบูรณ์ โลกทั้งใบจมดิ่งสู่ความมืดมิด และพลังงานชั่วร้ายของมาลากอร์ก็แผ่กระจายไปทั่วทุกหนแห่ง

“เราต้องรีบไปที่วิหาร!” เอลาริสกล่าว “สุริยคราสกำลังจะสมบูรณ์แล้ว!”

พวกเขาพุ่งตรงเข้าสู่วิหารแห่งการผนึก ท่ามกลางความมืดมิดและพลังงานชั่วร้ายของมาลากอร์ พวกเขารู้ว่านี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย การต่อสู้เพื่อชะตากรรมของโลกทั้งใบ

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!