คทาสุริยัน

ตอนที่ 69 — เสียงกระซิบจากอดีตในห้องสมุดใต้ดิน

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,255 คำ

หลังจากผ่านพ้นบททดสอบอันหนักหน่วงในวิหารอัคราเทวา เอลาริสและสหายได้พักฟื้นร่างกายและจิตใจอยู่ภายในห้องโถงกว้างแห่งหนึ่งที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ แทบไม่ได้รับผลกระทบจากกาลเวลาหรือพลังงานที่ปั่นป่วนภายในวิหาร แสงสว่างจากคทาสุริยันจันทราของเอลาริสยังคงเป็นดั่งดวงประทีปเดียวในความมืดมิดที่โอบล้อมพวกเขาไว้

“เจ้าทำได้ดีมากเมื่อวานนี้ เอลาริส” ไลร่ากล่าวในขณะที่กำลังจัดเตรียมสมุนไพรบางชนิดเพื่อช่วยฟื้นฟูพลังงานให้เอลาริส “การควบคุมพลังแห่งสมดุลได้ในเวลาอันสั้นนั้นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม”

เอลาริสที่กำลังนั่งสมาธิอยู่บนพื้นหิน ค่อยๆ ‌ลืมตาขึ้น นางรู้สึกได้ถึงพลังที่ไหลเวียนกลับคืนมาสู่ร่างกายอย่างช้าๆ “ฉันแค่ทำตามที่เสียงกระซิบจากศิลาจารึกบอกเท่านั้นค่ะไลร่า แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังเข้าใจพลังของคทาไม่ลึกซึ้งพอ”

“นั่นคือเหตุผลที่เรามาที่นี่” ไลร่าลุกขึ้นยืน นางเดินนำไปยังผนังด้านหนึ่งของห้องโถงที่ดูเหมือนจะเป็นทางตัน “วิหารอัคราเทวาไม่ได้มีเพียงแค่แท่นบูชาและบททดสอบ แต่มันยังเป็นที่เก็บรวบรวมความรู้โบราณที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล”

ไลร่าแตะมือลงบนผนังหิน ​นางร่ายเวทมนตร์บทหนึ่งด้วยเสียงแผ่วเบา อักขระเรืองแสงสีทองปรากฏขึ้นบนผนัง ก่อนที่มันจะค่อยๆ เลื่อนออก เผยให้เห็นทางลับที่นำไปสู่บันไดหินที่ทอดตัวลงสู่เบื้องล่าง ความชื้นและกลิ่นอายของหนังสือเก่าโชยออกมาจากทางเดินนั้น

“ห้องสมุดใต้ดิน?” เคเอลเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าจะมีสถานที่เช่นนี้ซ่อนอยู่ในวิหารที่ดูเหมือนถูกทิ้งร้างมานาน

“ใช่แล้ว ‍ห้องสมุดแห่งความทรงจำ” ไลร่าตอบ พลางเดินนำลงไป “ที่นี่คือขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่จะช่วยให้เอลาริสเข้าใจพลังของคทา และพันธสัญญาที่เจ้าต้องแบกรับไว้”

พวกเขาก้าวลงสู่ความมืดมิดของห้องสมุดใต้ดิน แสงจากคทาของเอลาริสส่องสว่างไปทั่ว เผยให้เห็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือไม้โบราณที่เรียงรายสูงจรดเพดาน หนังสือเก่าแก่จำนวนนับไม่ถ้วนถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ ‌บางเล่มมีขนาดใหญ่และหนา บางเล่มก็เป็นม้วนกระดาษหนังที่ถูกผูกมัดไว้อย่างแน่นหนา กลิ่นหอมของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์อบอวลไปทั่ว ราวกับเป็นกลิ่นหอมของกาลเวลา

“น่าทึ่งมาก” เรียนรำพึง เขากวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ ด้วยความสนใจ “ไม่คิดเลยว่าจะมีสถานที่เช่นนี้อยู่ใต้ดิน”

“ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องความรู้ไม่ให้สูญหายไปพร้อมกับยุคสมัยที่เวทมนตร์กำลังเลือนหาย” ‍ไลร่าอธิบาย “บรรพบุรุษของเจ้าคือผู้ก่อตั้งห้องสมุดแห่งนี้ และพวกเขาได้ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เจ้าค้นพบ”

เอลาริสเดินเข้าไปท่ามกลางชั้นหนังสือ นางเอื้อมมือไปสัมผัสปกหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำจากหนังเก่าแก่ รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากมัน เมื่อนางเปิดหน้าแรกออก อักขระโบราณก็เปล่งแสงเรืองรองขึ้นมา ราวกับหนังสือมีชีวิต

“เราจะเริ่มต้นจากตรงไหนดีครับ ​ไลร่า?” เคเอลถาม

“เราต้องค้นหาบันทึกที่เกี่ยวข้องกับ ‘พันธสัญญาแห่งสุริยันจันทรา’ และ ‘ตำนานแห่งราชาปีศาจมาลากอร์’ ” ไลร่าตอบ “เอลาริส ​เจ้าต้องพยายามใช้พลังจากคทาเพื่อสัมผัสกับหนังสือเหล่านั้น บางทีคทาอาจจะนำทางเจ้าได้”

เอลาริสพยักหน้า นางหลับตาลง พยายามเชื่อมโยงจิตใจเข้ากับคทาสุริยันจันทรา ปล่อยให้พลังงานจากคทาไหลเวียนผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ชั้นหนังสือ นางรู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานนับไม่ถ้วนที่แผ่ออกมาจากหนังสือแต่ละเล่ม ราวกับแต่ละเล่มมีเรื่องราวและจิตวิญญาณของตัวเอง

ทันใดนั้น คทาในมือของนางก็เปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง ​แสงนั้นพุ่งตรงไปยังส่วนลึกที่สุดของห้องสมุด ณ ที่แห่งนั้น มีแท่นหินอ่อนตั้งอยู่ โดยมีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่บนนั้น หนังสือเล่มนั้นมีขนาดใหญ่กว่าเล่มอื่นๆ ปกของมันทำจากโลหะสีทองและสีเงินแกะสลักเป็นรูปสุริยันและจันทราที่โอบกอดกัน

“นั่นแหละ! ‘คัมภีร์แห่งสุริยันจันทรา’!” ไลร่าอุทานด้วยความตื่นเต้น “มันเป็นบันทึกโบราณที่เล่าเรื่องราวทั้งหมดของราชวงศ์ของเจ้า และพันธสัญญาที่เจ้าต้องแบกรับ”

เอลาริสก้าวเข้าไปใกล้แท่นหิน นางสัมผัสปกหนังสือด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งความตื่นเต้น ความคาดหวัง และความหวั่นเกรง นางเปิดหน้าแรกออก แสงสว่างจ้าพุ่งออกมาจากคัมภีร์ ราวกับจะเชื้อเชิญให้นางดำดิ่งลงไปในห้วงลึกของอดีตกาล

อักขระโบราณเริ่มปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ พวกมันไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่เป็นภาพเคลื่อนไหว เป็นเสียงกระซิบที่เล่าเรื่องราวให้เอลาริสฟัง

“ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว โลกใบนี้เคยเต็มไปด้วยเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตวิเศษอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ภายใต้การปกครองของราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้มีพลังแห่งสมดุลที่สามารถควบคุมทั้งแสงและความมืดได้”

ภาพนิมิตปรากฏขึ้นในจิตใจของเอลาริส นางเห็นอาณาจักรอันรุ่งเรือง เห็นผู้คนที่มีความสุข เห็นเวทมนตร์ที่เรืองรองอยู่ทุกหนแห่ง

“แต่แล้ว… ความโลภและความมืดมิดก็ถือกำเนิดขึ้น ราชาปีศาจมาลากอร์ ผู้ต้องการครอบครองพลังทั้งหมดของโลก ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกองทัพปีศาจอันมหึมา สงครามที่ยาวนานนับพันปีได้เริ่มต้นขึ้น ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก”

ภาพความหายนะปรากฏขึ้นในหัวของเอลาริส นางเห็นเมืองที่ลุกเป็นไฟ ผู้คนที่กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว เห็นเงาร่างอันน่าสะพรึงกลัวของมาลากอร์ที่ปกคลุมโลกด้วยความมืดมิด

“ราชวงศ์สุริยันจันทราได้ต่อสู้สุดกำลัง พวกเขาใช้พลังแห่งคทาสุริยันจันทราผนึกมาลากอร์ไว้ในมิติที่ซับซ้อน แต่การผนึกนั้นไม่สมบูรณ์ พลังเวทที่ใช้ในการผนึกได้ดูดกลืนพลังเวทส่วนใหญ่ของโลกไป ทำให้เวทมนตร์ค่อยๆ เลือนหายไปจากโลก และราชาปีศาจมาลากอร์จะกลับมาในวันสุริยคราสแห่งจันทร์คู่”

เอลาริสรู้สึกเจ็บปวดในใจ นางเข้าใจแล้วว่าทำไมเวทมนตร์ถึงได้เลือนหายไปจากโลก และทำไมภาระอันยิ่งใหญ่จึงตกมาอยู่บนบ่าของนาง

“เพื่อป้องกันไม่ให้มาลากอร์กลับมาอีกครั้ง ราชวงศ์สุริยันจันทราได้สร้าง ‘ผนึกแห่งดวงดาว’ ขึ้น มันคือผนึกเวทมนตร์ที่ต้องการพลังของคทาสุริยันจันทราและสายเลือดบริสุทธิ์ของราชวงศ์เท่านั้นจึงจะสามารถเปิดใช้งานได้ ผนึกแห่งดวงดาวจะผนึกมาลากอร์ไว้ตลอดกาล ไม่ให้มันมีโอกาสกลับมาทำลายล้างโลกได้อีก”

“แต่ผนึกแห่งดวงดาวได้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน แต่ละส่วนถูกซ่อนไว้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้พลังตกไปอยู่ในมือของคนชั่วร้าย เจ้า เอลาริส คือทายาทคนสุดท้าย ผู้ถูกลิขิตให้รวมผนึกแห่งดวงดาว และทำลายมาลากอร์ให้สิ้นซาก”

ภาพสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นในจิตใจของเอลาริสคือภาพของหญิงสาวผู้หนึ่งที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับนาง สตรีผู้นั้นกำลังชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกมารวมกันเป็นดวงดาวขนาดใหญ่ที่ส่องสว่าง ขับไล่ความมืดมิดออกจากโลกอย่างถาวร

เอลาริสปิดคัมภีร์ลงช้าๆ หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น ความจริงที่นางเพิ่งได้รับรู้ช่างยิ่งใหญ่เกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้ นางคือผู้ถูกเลือกให้เป็นผู้พิทักษ์โลกใบนี้อย่างแท้จริง

“ฉันเข้าใจแล้ว ไลร่า” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า “ฉันต้องค้นหาผนึกแห่งดวงดาวทั้งสามส่วน และใช้มันเพื่อผนึกมาลากอร์ให้สิ้นซาก”

ไลร่าพยักหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “ถูกต้องแล้วเอลาริส คัมภีร์ยังบอกถึงสถานที่ที่ผนึกแต่ละส่วนถูกซ่อนไว้ด้วย” นางชี้ไปที่หน้ากระดาษอีกหน้าหนึ่งที่ปรากฏแผนที่โบราณขึ้นมา “ผนึกส่วนแรกอยู่ที่ ‘หอคอยแห่งเงามืด’ ในดินแดนทางเหนือ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พลังเวทกำลังจะมอดดับไปอย่างสมบูรณ์ ผนึกส่วนที่สองอยู่ที่ ‘ถ้ำคริสตัลแห่งแสง’ ในใจกลางป่ามรกต และผนึกส่วนสุดท้ายอยู่ที่ ‘ยอดเขาแห่งสายลมคำราม’ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใกล้กับเขตแดนของราชาปีศาจมาลากอร์มากที่สุด”

เคเอลและเรียนก้มลงดูแผนที่ด้วยความสนใจ ใบหน้าของพวกเขาก็ฉายแววเคร่งเครียดเช่นกัน การเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนจะยาวไกลและอันตรายยิ่งกว่าที่พวกเขาคิดไว้

“หอคอยแห่งเงามืด… ข้าเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้าง มันเป็นสถานที่รกร้างที่ถูกทอดทิ้งมานานนับร้อยปี ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้เพราะเชื่อกันว่ามีวิญญาณชั่วร้ายสิงสถิตอยู่” เคเอลกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล

“นั่นเป็นเพียงตำนานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องผนึกไม่ให้ถูกค้นพบโดยง่าย” ไลร่าอธิบาย “แต่ในความจริงแล้ว ที่นั่นอาจจะเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายจากปีศาจของมาลากอร์ที่พยายามจะยึดครองผนึกเช่นกัน”

เรียนชี้ไปที่จุดบนแผนที่ที่แสดงถึงหอคอยแห่งเงามืด “เส้นทางไปยังที่นั่นค่อนข้างยากลำบาก เราจะต้องผ่านทุ่งน้ำแข็งที่กว้างใหญ่ และเผชิญหน้ากับพายุหิมะที่รุนแรง”

เอลาริสมองไปที่แผนที่ นางรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่วางอยู่บนบ่า แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความหวังที่ส่องประกายอยู่ในใจ นางรู้ว่านางไม่ได้อยู่คนเดียว นางมีสหายผู้กล้าหาญที่พร้อมจะร่วมเดินทางไปกับนาง

“ไม่ว่าเส้นทางจะยากลำบากเพียงใด ฉันก็จะไป” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาของนางทอประกายความมุ่งมั่น “ฉันจะค้นหาผนึกแห่งดวงดาวทั้งสามส่วน และฉันจะผนึกมาลากอร์ให้สิ้นซาก ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง”

คทาสุริยันจันทราในมือของนางเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง แสงนั้นส่องกระทบกับภาพสลักสุริยันจันทราบนปกคัมภีร์ ทำให้พวกมันดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา ราวกับโลกทั้งใบกำลังจับจ้องและรอคอยการตัดสินใจของทายาทคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์โบราณ

“เอาล่ะ” ไลร่ากล่าวด้วยรอยยิ้ม “เรามีเวลาไม่มากนัก สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังใกล้เข้ามาทุกที เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป”

เคเอลและเรียนพยักหน้า พวกเขารู้ว่าการผจญภัยที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และชะตากรรมของโลกใบนี้ก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา

เอลาริสปิดคัมภีร์แห่งสุริยันจันทราอย่างระมัดระวัง นางเก็บมันไว้ในถุงผ้าที่ไลร่ามอบให้ คัมภีร์เล่มนี้ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่มันคือพันธสัญญา คือความหวัง และคือภาระที่นางต้องแบกรับ นางมองไปยังสหายของนาง ใบหน้าของพวกเขามีแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่แพ้กัน

“ขอบคุณนะทุกคน” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ถ้าไม่มีพวกเธอ ฉันคงทำไม่ได้”

เคเอลยิ้มเล็กน้อย “เราคือสหายร่วมทาง เอลาริส เราจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ”

เรียนพยักหน้าเห็นด้วย “ไม่ว่าปีศาจจะร้ายกาจแค่ไหน เราก็จะร่วมต่อสู้ไปกับเจ้า”

ไลร่าวางมือบนบ่าของเอลาริส “เจ้าคือความหวังสุดท้าย เอลาริส จงอย่าลังเล จงเชื่อมั่นในพลังของเจ้า และเชื่อมั่นในมิตรภาพของพวกเรา”

เอลาริสพยักหน้า นางรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ การได้รู้ว่ามีผู้ที่เชื่อมั่นและพร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างนางนั้น ทำให้จิตใจของนางเข้มแข็งขึ้นอย่างเหลือเชื่อ นางพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับความมืดมิด และนำแสงสว่างกลับคืนสู่โลกใบนี้

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!