รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงพร้อมกับความหนาวเย็นที่กัดกินกระดูก สายลมพัดหอบเอาเม็ดหิมะบางเบามาปะทะหน้า เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฤดูหนาวได้มาเยือนแล้ว เอลาริสและสหายของนางยืนอยู่บนยอดเนินเขาเล็กๆ เบื้องหน้าคือทิวทัศน์อันกว้างใหญ่ของทุ่งน้ำแข็งที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนราวกับผ้าห่มผืนยักษ์ไกลออกไปลิบๆ คือเงารางๆ ของหอคอยสูงเสียดฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกทมิฬ นั่นคือ ‘หอคอยแห่งเงามืด’ จุดหมายแรกของพวกเขา
“ดูเหมือนว่าการเดินทางจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิด” เคเอลกล่าวในขณะที่ปรับผ้าพันคอให้กระชับขึ้นเพื่อป้องกันความหนาวเย็น “อุณหภูมิต่ำกว่าที่คาดไว้มาก”
เรียนถูมือเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความอบอุ่น “พายุหิมะจะมาถึงในไม่ช้า เราต้องเร่งฝีเท้า”
ไลร่าสวมเสื้อคลุมขนสัตว์หนาหนัก นางมองไปยังหอคอยที่อยู่ไกลลิบ “พลังเวทในดินแดนแห่งนี้กำลังเสื่อมถอยไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนและรุนแรงขึ้น”
เอลาริสกระชับคทาสุริยันจันทราในมือ นางรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านมาจากดินแดนเบื้องหน้า ไม่ใช่แค่ความเย็นทางกายภาพ แต่เป็นความเย็นที่กัดกินจิตวิญญาญ ราวกับพลังชีวิตกำลังถูกดูดกลืนไป
“ฉันรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังมอดดับไป” เอลาริสรำพึง “มันเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวมาก”
“นั่นคืออิทธิพลของมาลากอร์” ไลร่าอธิบาย “เมื่อเวทมนตร์เลือนหายไป ความมืดมิดของมันก็จะแผ่ขยายเข้ามาแทนที่ หอคอยแห่งเงามืดเป็นจุดที่พลังเวทเกือบจะหมดไปอย่างสมบูรณ์ ทำให้มันกลายเป็นสถานที่ที่เปราะบางและง่ายต่อการแทรกซึมของปีศาจ”
พวกเขาเริ่มต้นการเดินทาง ทุ่งน้ำแข็งที่ดูราบเรียบกลับเต็มไปด้วยร่องรอยของการทรุดตัวและรอยแยกขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะหนา พวกเขาต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการก้าวเดิน บางครั้งพื้นหิมะก็ยุบตัวลงไป ทำให้พวกเขาต้องกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว
“ระวัง!” เคเอลร้องเตือนเมื่อพื้นหิมะเบื้องหน้ายุบตัวลงเป็นหลุมลึก เขาใช้ดาบฟันเข้าใส่ก้อนน้ำแข็งที่กำลังจะหล่นลงมาทับเรียนได้อย่างหวุดหวิด
เรียนพยักหน้าขอบคุณ เขาเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นรอยเท้าขนาดใหญ่บนพื้นหิมะ “ดูเหมือนเราจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเดียวที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้”
พวกเขาก้มลงมองรอยเท้าเหล่านั้น มันเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่ที่คล้ายกับสัตว์ป่า แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่ามาก และมีรอยเล็บที่แหลมคม
“ปีศาจหิมะ” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “พวกมันเป็นลูกน้องของมาลากอร์ที่ถูกส่งมาเพื่อเฝ้ารักษาผนึกแห่งดวงดาว”
เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นจากเบื้องหลัง ร่างขนาดใหญ่สีขาวโพลนพุ่งออกมาจากพายุหิมะที่เริ่มก่อตัวขึ้น มันคือปีศาจหิมะที่มีรูปร่างคล้ายหมีขนาดมหึมา ผิวหนังของมันปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะ ดวงตาของมันเปล่งประกายสีแดงก่ำ
“เตรียมตัว!” เคเอลตะโกน
ปีศาจหิมะพุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ ร่างกายที่ใหญ่โตของมันกลับว่องไวราวกับพยัคฆ์ เคเอลชักดาบออกรับการโจมตีอย่างกล้าหาญ ดาบของเขากระทบเข้ากับกรงเล็บน้ำแข็งของปีศาจหิมะ ทำให้เกิดเสียงดังสนั่น
เรียนยิงธนูออกไปอย่างรวดเร็ว ลูกธนูของเขาปักเข้าที่ดวงตาของปีศาจหิมะ ทำให้มันส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด
เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้น นางรวบรวมพลังแสงสุริยัน แสงสีทองพวยพุ่งออกจากปลายคทาเป็นลำแสงร้อนแรง แผดเผาผิวหนังน้ำแข็งของปีศาจหิมะจนละลายหายไป แต่ปีศาจหิมะกลับไม่สะทกสะท้าน มันคำรามอย่างบ้าคลั่งและพุ่งเข้าใส่เอลาริส
“พลังแสงสุริยันไม่สามารถทำอะไรมันได้!” เอลาริสอุทานด้วยความตกใจ “มันดูดซับพลังความร้อน!”
“ใช้พลังจันทราสิ เอลาริส!” ไลร่าตะโกน “พลังจันทราคือความเย็นยะเยือกที่สามารถแช่แข็งทุกสิ่งได้!”
เอลาริสเปลี่ยนจากการใช้พลังแสงสุริยันเป็นการใช้พลังจันทรา แสงสีเงินเยือกเย็นพวยพุ่งออกจากปลายคทา นางเหวี่ยงคทาไปรอบๆ สร้างพายุหิมะขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งแหลมคม พายุหิมะพุ่งเข้าใส่ปีศาจหิมะ ปกคลุมร่างของมันด้วยน้ำแข็งที่หนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปีศาจหิมะส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด มันพยายามจะสะบัดน้ำแข็งที่เกาะกุมร่างของมันออกไป แต่พลังจันทราของเอลาริสนั้นรุนแรงเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้ ร่างของมันถูกแช่แข็งอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งขนาดมหึมาที่หยุดนิ่งอยู่กลางทุ่งหิมะ
“ยอดเยี่ยมมาก เอลาริส!” ไลร่ากล่าวด้วยรอยยิ้ม
เอลาริสรู้สึกภูมิใจในตัวเอง แต่ความรู้สึกเหนื่อยล้าก็ถาโถมเข้าใส่นางอีกครั้ง การใช้พลังจันทราในการแช่แข็งนั้นต้องใช้พลังงานมหาศาลไม่แพ้พลังแสงสุริยัน
“เราต้องรีบไปจากที่นี่ก่อนที่ปีศาจตัวอื่นๆ จะตามมา” เรียนกล่าว พลางกวาดสายตาสำรวจโดยรอบ “พายุหิมะกำลังจะมาถึงแล้ว”
พวกเขาเร่งฝีเท้าเดินทางต่อไป ท่ามกลางพายุหิมะที่เริ่มโหมกระหน่ำ หิมะตกหนักจนบดบังทัศนวิสัย ลมกระโชกแรงราวกับจะพัดพาร่างของพวกเขาปลิวไป อุณหภูมิที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วทำให้ร่างกายของพวกเขาเริ่มชาและแข็งทื่อ
เอลาริสใช้คทาสุริยันจันทราสร้างเกราะป้องกันบางๆ รอบตัวเพื่อช่วยลดแรงปะทะของลมและหิมะ แต่พลังเวทที่เสื่อมถอยในดินแดนแห่งนี้ทำให้เกราะป้องกันของนางอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
“เราต้องหาที่กำบัง” เคเอลตะโกนท่ามกลางเสียงลมที่หวีดหวิว “ถ้าเรายังอยู่กลางแจ้งแบบนี้ เราจะแข็งตายก่อนที่จะไปถึงหอคอย”
เรียนชี้ไปที่โขดหินขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล “ที่นั่นมีถ้ำเล็กๆ อยู่ เราอาจจะใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวได้”
พวกเขาพุ่งตรงไปยังถ้ำนั้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าไปถึงด้านใน พวกเขาก็พบว่ามันเป็นถ้ำน้ำแข็งขนาดเล็กที่สามารถหลบพายุหิมะได้ชั่วคราว
“เราคงต้องพักอยู่ที่นี่สักพัก จนกว่าพายุจะสงบ” ไลร่ากล่าว พลางจุดไฟเวทมนตร์เล็กๆ ขึ้นมาเพื่อให้ความอบอุ่น
เอลาริสนั่งลงพิงผนังถ้ำ นางมองออกไปนอกถ้ำที่พายุหิมะกำลังโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวังเริ่มกัดกินจิตใจของนาง
‘ฉันจะทำได้จริงๆ เหรอ? โลกนี้ใหญ่เกินไป อุปสรรคมีมากมายเหลือเกิน’ เสียงกระซิบในใจของนางดังขึ้น
เคเอลสังเกตเห็นสีหน้าของเอลาริส เขาเดินเข้ามานั่งข้างๆ นาง “อย่าเพิ่งหมดหวัง เอลาริส” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าผ่านอะไรมามากมายแล้ว เจ้าเข้มแข็งกว่าที่เจ้าคิดนัก”
เรียนหยิบขนมปังแห้งออกมาจากกระเป๋า เขายื่นให้เอลาริส “กินนี่ซะ มันจะช่วยให้เจ้ามีพลังงาน”
ไลร่าวางมือบนบ่าของเอลาริส “จำไว้ เอลาริส เจ้าไม่ได้อยู่คนเดียว เราทุกคนจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ”
เอลาริสมองไปยังสหายของนาง ใบหน้าของพวกเขามีร่องรอยของความเหนื่อยล้า แต่ดวงตาของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในตัวนาง ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของนางอีกครั้ง
“ขอบคุณนะทุกคน” เอลาริสกล่าวด้วยรอยยิ้มที่อ่อนล้า “ฉันจะไม่ยอมแพ้”
เมื่อพายุหิมะสงบลงในช่วงรุ่งเช้า พวกเขาก็ออกเดินทางต่อ สภาพอากาศยังคงหนาวเย็น แต่ทัศนวิสัยดีขึ้นมาก ทำให้พวกเขามองเห็นหอคอยแห่งเงามืดได้ชัดเจนขึ้น
หอคอยแห่งเงามืดตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งน้ำแข็ง มันเป็นโครงสร้างหินสีดำสนิทที่สูงเสียดฟ้า ปลายยอดของหอคอยถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกทมิฬตลอดเวลา ราวกับเป็นประตูสู่โลกอีกมิติหนึ่ง ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีประตูที่ชัดเจน มีเพียงพื้นผิวหินเรียบๆ ที่ดูไร้ซึ่งทางเข้า
“มันดูเหมือนไม่มีทางเข้าเลย” เรียนรำพึง
“ทางเข้าไม่ได้อยู่บนพื้นดิน” ไลร่ากล่าว “มันซ่อนอยู่ด้วยเวทมนตร์พรางตา”
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้หอคอย นางสัมผัสพื้นผิวหินที่เย็นเฉียบและหยาบกร้าน คทาสุริยันจันทราในมือของนางเปล่งแสงเรืองรองจางๆ ราวกับตอบรับกับพลังงานที่หลับใหลอยู่ภายในหอคอย
“ฉันรู้สึกได้ถึงพลังงานที่ซับซ้อนอยู่ภายใน” เอลาริสกล่าว “มันเหมือนกับมีผนังเวทมนตร์หลายชั้นซ้อนกันอยู่”
ไลร่าพยักหน้า “ถูกต้องแล้ว เอลาริส เจ้าต้องใช้พลังแห่งสุริยันจันทราเพื่อเปิดทางเข้าไป”
เอลาริสหลับตาลง นางรวบรวมสมาธิ ปล่อยให้พลังงานจากคทาไหลเวียนผ่านร่างของนาง แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกจากปลายคทา แสงนั้นพุ่งตรงไปยังผนังหอคอยที่อยู่เบื้องหน้าของนาง
เมื่อแสงกระทบเข้ากับผนังหอคอย ผนังหินก็เริ่มสั่นสะเทือน อักขระโบราณที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของหอคอย พวกมันเปล่งแสงสีทองและสีเงินสลับกันไปมา ก่อนที่ผนังหินจะค่อยๆ แยกออกจากกัน เผยให้เห็นช่องทางเข้าอุโมงค์มืดมิดที่ทอดตัวลึกเข้าไปในหอคอย
กลิ่นอับชื้นและกลิ่นของเหล็กสนิมโชยออกมาจากทางเข้า ความมืดมิดที่อยู่เบื้องหน้าดูราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง
“เอาล่ะ” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผนึกแห่งดวงดาวส่วนแรกอยู่เบื้องหน้าแล้ว แต่จงระวังให้ดี ภายในหอคอยแห่งนี้อาจจะเต็มไปด้วยกับดักและปีศาจที่อันตรายยิ่งกว่าที่เราเคยเจอมา”
เอลาริสพยักหน้า นางก้าวเข้าไปในความมืดมิดของหอคอยแห่งเงามืดอย่างไม่ลังเล สหายของนางก้าวตามไปติดๆ แสงจากคทาสุริยันจันทราของเอลาริสเป็นสิ่งเดียวที่นำทางพวกเขาไปสู่ความหวัง และชะตากรรมของโลกใบนี้

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก