คทาสุริยัน

ตอนที่ 133 — กำแพงแห่งความเงียบงันในหอคอยเงามืด

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,171 คำ

เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูหอคอยแห่งเงามืด ความรู้สึกหนาวเย็นที่แตกต่างออกไปก็เข้าปกคลุมกาย มันไม่ใช่ความหนาวเย็นจากหิมะและน้ำแข็ง แต่เป็นความเย็นยะเยือกที่กัดกินจิตวิญญาณ ความเงียบงันภายในหอคอยนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกความมืดมิดกลืนกินจนสิ้นเสียง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหล็กสนิมปะปนกับกลิ่นสาบของปีศาจเก่าแก่ที่จางหายไปนานแล้ว

แสงจากคทาสุริยันจันทราของเอลาริสส่องสว่างไปทั่วทางเดินหินที่ทอดตัวลึกเข้าไปในความมืดมิด ผนังหินโดยรอบเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและรอยเล็บขนาดใหญ่ราวกับมีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่มานาน

“ความเงียบที่นี่น่าขนลุกยิ่งนัก” ‌เรียนรำพึง เสียงของเขาดังก้องสะท้อนในความเงียบ

“ระวังตัวให้ดี” เคเอลกล่าว ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด “ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่… มันเหมือนกับว่ามีสิ่งมีชีวิตนับร้อยกำลังจ้องมองเราอยู่จากเงามืด”

ไลร่าชูมือขึ้น นางร่ายเวทมนตร์ป้องกันเบาๆ “พลังเวทที่นี่อ่อนแอมาก ​เวทมนตร์ของเราจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่”

เอลาริสรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่เข้ามาจากทุกทิศทาง ราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามจะบีบอัดร่างของนางให้แหลกละเอียด นางพยายามรวบรวมสมาธิให้มั่นคง คทาในมือของนางเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง เพื่อขับไล่ความมืดมิดและความรู้สึกไม่สบายใจ

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในหอคอย ทางเดินวกวนและสลับซับซ้อน บางครั้งก็มีทางแยกมากมายที่ทำให้ยากต่อการตัดสินใจ ทว่าคทาสุริยันจันทราของเอลาริสกลับสั่นสะท้านและนำทางพวกเขาสู่เส้นทางที่ถูกต้องเสมอ

ในที่สุด ‍พวกเขาก็มาถึงลานกว้างขนาดใหญ่ใจกลางหอคอย ที่นี่มืดมิดยิ่งกว่าส่วนอื่นใด แสงจากคทาของเอลาริสแทบจะไม่สามารถส่องทะลุความมืดมิดไปได้ ผนังโดยรอบถูกปกคลุมด้วยเงามืดที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา ตรงกลางลานมีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนแท่นนั้นมีลูกแก้วสีดำทมิฬขนาดเท่าฝ่ามือวางอยู่ มันเปล่งแสงสีม่วงเรืองรองจางๆ ราวกับมีชีวิต

“นั่นคือผนึกแห่งดวงดาวส่วนแรก” ‌ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ลูกแก้วแห่งเงามืด”

เอลาริสก้าวเข้าไปใกล้ลูกแก้วนั้น แต่ก่อนที่นางจะไปถึง เสียงคำรามกึกก้องก็ดังขึ้นจากเงามืด ร่างเงาสีดำขนาดมหึมาพุ่งออกมาจากผนังหอคอย มันเป็นปีศาจที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่สูงใหญ่กว่ามาก ผิวหนังของมันเป็นสีดำสนิท ‍ดวงตาเปล่งประกายสีแดงก่ำราวกับถ่านไฟ มันมีกรงเล็บที่แหลมคมและปีกค้างคาวขนาดใหญ่ที่กางออกอย่างน่าสะพรึงกลัว

“ราชาแห่งเงามืด!” ไลร่าอุทาน “มันคือผู้พิทักษ์ผนึกแห่งดวงดาว ที่มาลากอร์ส่งมา!”

ราชาแห่งเงามืดพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว กรงเล็บของมันฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง เคเอลรีบชักดาบออกรับการโจมตีอย่างไม่ลังเล ดาบของเขาปะทะเข้ากับกรงเล็บของปีศาจ ​ทำให้เกิดประกายไฟและเสียงดังสนั่น

เรียนยิงธนูออกไปอย่างแม่นยำ ลูกธนูของเขาเคลือบด้วยเวทมนตร์แสง พุ่งตรงเข้าใส่ดวงตาของราชาแห่งเงามืด ทำให้มันส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด

เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้น นางรวบรวมพลังแสงสุริยัน แสงสีทองพวยพุ่งออกจากปลายคทาเป็นลำแสงกว้าง แผดเผาร่างของราชาแห่งเงามืด แต่ปีศาจตัวนั้นกลับไม่สะทกสะท้าน ​ผิวหนังสีดำสนิทของมันดูดซับพลังแสงเอาไว้ราวกับฟองน้ำ

“มันดูดซับพลังแสง!” เอลาริสอุทาน “พลังสุริยันทำอะไรมันไม่ได้!”

“แน่นอน!” ไลร่ากล่าว “ที่นี่คือหอคอยแห่งเงามืด พลังแห่งความมืดมิดครอบงำทุกสิ่งทุกอย่าง เจ้าต้องใช้พลังจันทรา เอลาริส! ​ใช้ความมืดมิดเข้าต่อกรกับความมืดมิด!”

เอลาริสพยักหน้า นางเปลี่ยนจากการใช้พลังแสงสุริยันเป็นพลังจันทรา แสงสีเงินเยือกเย็นพวยพุ่งออกจากปลายคทา นางเหวี่ยงคทาไปรอบๆ ปลดปล่อยพลังงานความมืดมิดที่รุนแรงกว่าเดิม

เมื่อพลังจันทรากระทบเข้ากับราชาแห่งเงามืด ร่างกายของมันก็สั่นสะท้าน มันส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด ผิวหนังสีดำสนิทของมันเริ่มปริแตกและสลายหายไปราวกับถูกกัดกร่อน

“เยี่ยมมาก เอลาริส!” ไลร่าตะโกน “จงใช้พลังจันทราผนึกมันไว้!”

เอลาริสรวบรวมพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ แสงสีเงินจากคทาพุ่งออกไปเป็นสายโซ่เวทมนตร์ที่เรืองรอง มันพันธนาการราชาแห่งเงามืดไว้แน่นหนา ราชาแห่งเงามืดพยายามจะดิ้นรนหลุดพ้นจากพันธนาการ แต่มันก็ไร้ประโยชน์ ร่างกายของมันถูกบีบอัดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นก้อนพลังงานสีดำทมิฬขนาดเล็ก ก่อนที่มันจะสลายหายไปในอากาศ

ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง คราวนี้เป็นความเงียบที่สงบสุขกว่าเดิม เอลาริสทรุดตัวลงคุกเข่า หายใจหอบถี่ ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้า แต่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เอาชนะปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวตัวนี้ได้

เคเอลรีบเข้ามาช่วยพยุงนางขึ้น “เจ้าทำได้ดีมาก เอลาริส”

เรียนเดินไปที่แท่นหิน เขาหยิบลูกแก้วแห่งเงามืดขึ้นมา มันเปล่งแสงสีม่วงเรืองรองอ่อนๆ ในมือของเขา

“นี่คือผนึกแห่งดวงดาวส่วนแรก” เรียนกล่าว “เราได้มันมาแล้ว”

เอลาริสมองไปยังลูกแก้วนั้น นางเอื้อมมือไปรับมันมาไว้ในมือ เมื่อลูกแก้วสัมผัสกับคทาสุริยันจันทรา แสงสีม่วงจากลูกแก้วก็ผสานเข้ากับแสงสีทองและสีเงินจากคทา เกิดเป็นประกายแสงระยิบระยับที่สวยงาม

“พลังของมันช่างน่าทึ่ง” เอลาริสรำพึง “ฉันรู้สึกได้ถึงพลังที่กำลังหลับใหลอยู่ภายใน”

ไลร่าวางมือบนบ่าของเอลาริส “นี่เป็นเพียงส่วนแรกเท่านั้น เอลาริส ยังมีผนึกอีกสองส่วนที่เราต้องตามหา” นางชี้ไปที่ทางออกอีกด้านหนึ่งของลานกว้าง ที่นำไปสู่บันไดวนที่ทอดตัวขึ้นสู่เบื้องบน “แต่ก่อนอื่น เราต้องออกจากหอคอยแห่งนี้ก่อน”

พวกเขาเดินขึ้นบันไดวนที่ทอดตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงยอดหอคอย ที่นี่มีหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นทิวทัศน์ของทุ่งน้ำแข็งที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา

“ดูเหมือนเราจะผ่านพ้นอันตรายมาได้แล้ว” เคเอลกล่าวด้วยความโล่งใจ

แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้พักหายใจ เสียงกรีดร้องอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นจากเบื้องบน เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของปีศาจ แต่เป็นเสียงของผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน

“เสียงอะไรน่ะ?” เอลาริสถามด้วยความตกใจ

“นั่นไม่ใช่เสียงของมนุษย์” ไลร่ากล่าว สีหน้าของนางซีดเผือด “มันคือเสียงของ ‘วิญญาณแห่งความเงียบงัน’ ผู้ที่ถูกมาลากอร์ผนึกไว้ในหอคอยแห่งนี้”

ทันใดนั้น หน้าต่างบานใหญ่ก็สั่นสะเทือน แสงสีดำทมิฬพวยพุ่งออกมาจากด้านนอก ราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามจะบุกเข้ามาในหอคอย เสียงกรีดร้องนั้นดังขึ้นและใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

“ดูเหมือนว่าเราจะยังออกจากที่นี่ไปไม่ได้ง่ายๆ” เรียนกล่าว พลางชักคันธนูขึ้น “มีบางสิ่งกำลังตามเรามา”

เอลาริสมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงสีดำทมิฬกำลังก่อตัวเป็นร่างเงาขนาดใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัว มันมีรูปร่างคล้ายสตรีผู้หนึ่งที่มีปีกค้างคาวขนาดมหึมา ดวงตาของนางเปล่งประกายสีแดงก่ำ และร่างกายของนางเต็มไปด้วยรอยแผลที่น่ากลัว

“มันคือวิญญาณแห่งความเงียบงัน” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มันถูกมาลากอร์ผนึกไว้ที่นี่เพื่อเป็นผู้เฝ้ารักษาหอคอย และเมื่อใดที่มีผู้พยายามจะนำผนึกแห่งดวงดาวออกไป มันก็จะตื่นขึ้นมาทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง”

วิญญาณแห่งความเงียบงันพุ่งเข้าใส่หน้าต่างด้วยความเร็วสูง คทาสุริยันจันทราในมือของเอลาริสสั่นสะท้านอย่างรุนแรง นางรู้สึกได้ถึงพลังงานที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่แผ่ออกมาจากวิญญาณตนนั้น

“เราจะทำอย่างไรดี ไลร่า?” เอลาริสถาม “ฉันไม่คิดว่าพลังของฉันจะสามารถทำลายมันได้”

“เราต้องไม่ทำลายมัน เอลาริส” ไลร่าตอบ “เราต้องปลดปล่อยมัน! วิญญาณตนนี้ถูกกักขังไว้ด้วยความแค้นและความทุกข์ทรมานมานานนับพันปี เจ้าต้องใช้พลังจันทราเพื่อปลดปล่อยมันจากพันธนาการของมาลากอร์!”

เอลาริสหลับตาลง นางพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดของไลร่า การปลดปล่อยวิญญาณที่เต็มไปด้วยความแค้นนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าการทำลายล้างเสียอีก แต่นางก็รู้ว่านี่คือหนทางเดียว

เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง วิญญาณแห่งความเงียบงันก็พุ่งเข้ามาถึงหน้าต่างแล้ว ร่างของมันทะลุผ่านผนังหอคอยเข้ามาได้อย่างง่ายดาย

เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีเงินเยือกเย็นพวยพุ่งออกจากปลายคทา แสงนั้นไม่ใช่ลำแสงโจมตี แต่เป็นแสงแห่งการเยียวยาและปลดปล่อย มันพุ่งตรงเข้าปกคลุมร่างของวิญญาณแห่งความเงียบงัน

เมื่อแสงสีเงินสัมผัสกับวิญญาณ ร่างของมันก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องของมันเปลี่ยนไปเป็นเสียงคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด ภาพความทรงจำที่น่าสะพรึงกลัวแล่นเข้ามาในจิตใจของเอลาริส นางเห็นวิญญาณตนนี้ถูกทรมานโดยมาลากอร์ ถูกกักขังไว้ในหอคอยแห่งนี้มานานนับพันปี ถูกบังคับให้เป็นผู้เฝ้ารักษาผนึกแห่งดวงดาว

เอลาริสรู้สึกสงสารวิญญาณตนนี้ นางรวบรวมพลังจันทราทั้งหมดที่มี ปล่อยให้มันไหลเวียนผ่านคทาเข้าสู่ร่างของวิญญาณแห่งความเงียบงัน

พลังจันทราของเอลาริสค่อยๆ สลายพันธนาการของมาลากอร์ที่เกาะกุมวิญญาณตนนั้นไว้ ร่างของวิญญาณแห่งความเงียบงันเริ่มเปลี่ยนไป จากร่างเงาสีดำทมิฬ กลายเป็นร่างที่โปร่งแสงและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ดวงตาของมันกลับมาเป็นสีฟ้าอ่อนที่เต็มไปด้วยความสงบ ใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่ร่างของนางจะสลายหายไปในอากาศ กลายเป็นละอองแสงสีเงินที่ส่องประกายระยิบระยับ

ความรู้สึกของความสงบสุขแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของเอลาริส นางรู้สึกราวกับว่าได้ปลดปล่อยภาระอันหนักอึ้งออกไปจากจิตใจของวิญญาณตนนั้น

“เจ้าทำได้ดีมาก เอลาริส” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “เจ้าได้ปลดปล่อยวิญญาณที่ถูกทรมานมานานนับพันปี”

เอลาริสยิ้มเล็กน้อย นางมองไปยังละอองแสงสีเงินที่ลอยลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับวิญญาณตนนั้นได้พบอิสรภาพที่แท้จริงแล้ว

“ตอนนี้เราไปกันได้แล้ว” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ยังมีผนึกอีกสองส่วนที่รอเราอยู่”

พวกเขาก้าวออกจากหอคอยแห่งเงามืด แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมาบนทุ่งน้ำแข็งที่ขาวโพลน คทาสุริยันจันทราในมือของเอลาริสเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง แสงสีทองและสีเงินเต้นรำประสานกันอย่างกลมกลืน มันเป็นสัญลักษณ์ของความหวังที่กำลังจะกลับมาสู่โลกใบนี้

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!