คทาสุริยัน

ตอนที่ 197 — ยอดเขาแห่งสายลมคำรามและการทรยศที่คาดไม่ถึง

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,006 คำ

การเดินทางออกจากป่ามรกตและมุ่งหน้าสู่ยอดเขาแห่งสายลมคำรามนั้นใช้เวลาอีกหลายวัน เส้นทางเริ่มสูงชันและขรุขระมากขึ้นเรื่อยๆ อากาศเริ่มเบาบางลงและเย็นยะเยือก กลิ่นอายของเวทมนตร์ที่เสื่อมถอยเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันปะปนกับกลิ่นอายของพลังงานปีศาจที่รุนแรงและน่าสะพรึงกลัว

เบื้องหน้าของพวกเขาคือยอดเขาที่สูงเสียดฟ้า ยอดเขาถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกทมิฬตลอดเวลา ราวกับเป็นมงกุฎแห่งความมืดมิดที่สวมอยู่บนศีรษะของโลก เสียงลมพัดหวีดหวิวราวกับเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ถูกทรมาน ‌ก้อนหินและเศษซากปรักหักพังกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ราวกับเป็นซากอารยธรรมที่ถูกทำลายล้างมานานแล้ว

“ยอดเขาแห่งสายลมคำราม” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ที่นี่คือเขตแดนที่ใกล้กับอาณาจักรของมาลากอร์มากที่สุด พลังงานปีศาจที่นี่เข้มข้นยิ่งนัก”

เอลาริสกระชับคทาสุริยันจันทราในมือ นางรู้สึกได้ถึงพลังงานปีศาจที่กัดกินเข้ามาในจิตใจ ราวกับจะบิดเบือนความรู้สึกของนางให้กลายเป็นความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง

“ฉันรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังจ้องมองเราอยู่” เอลาริสรำพึง

เคเอลชักดาบออก ​เขาจับด้ามดาบอย่างมั่นคง “ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น เอลาริส”

เรียนกวาดสายตาสำรวจโดยรอบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ดูเหมือนว่าเราจะถูกจับตามองมาตั้งแต่ที่เราเข้ามาในเขตแดนนี้แล้ว”

พวกเขาเริ่มปีนขึ้นสู่ยอดเขา เส้นทางยิ่งยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ หินที่เปราะบางและทางเดินที่แคบลงเรื่อยๆ ทำให้พวกเขาต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ‍เสียงลมที่หวีดหวิวราวกับจะฉีกกระชากพวกเขาให้ปลิวไป

ขณะที่พวกเขากำลังปีนป่ายอยู่นั้น ก็มีเสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นจากเบื้องบน ร่างขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งลงมาจากหน้าผา มันคือ ‘ปีศาจค้างคาว’ ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีปีกค้างคาวขนาดใหญ่และกรงเล็บที่แหลมคม ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายสีแดงก่ำ

“ปีศาจค้างคาว!” ‌ไลร่าอุทาน “พวกมันคือลูกน้องของมาลากอร์ที่ถูกส่งมาเพื่อเฝ้ารักษาผนึกแห่งดวงดาว!”

เคเอลฟาดฟันดาบเข้าใส่ปีศาจค้างคาวอย่างรวดเร็ว ดาบของเขาฟันร่างของปีศาจค้างคาวขาดเป็นสองท่อน แต่ปีศาจค้างคาวมีจำนวนมากเกินไป พวกมันพุ่งเข้าใส่พวกเขาจากทุกทิศทาง

เรียนยิงธนูออกไปอย่างแม่นยำ ลูกธนูของเขาปักเข้าที่ร่างของปีศาจค้างคาว ทำให้พวกมันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด

เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้น นางรวบรวมพลังแสงสุริยัน ‍แสงสีทองพวยพุ่งออกจากปลายคทาเป็นลำแสงกว้าง แผดเผาปีศาจค้างคาวที่อยู่ใกล้ที่สุดจนสลายหายไปในอากาศ

แต่ปีศาจค้างคาวมีจำนวนมากเกินไป พลังของเอลาริสเริ่มอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว นางรู้สึกเหนื่อยล้าจากการใช้พลังอย่างต่อเนื่อง

“เราต้องหาทางหนี!” ไลร่าตะโกน “เราไม่สามารถต่อสู้กับพวกมันทั้งหมดได้!”

เคเอลและเรียนพยายามเปิดทางให้เอลาริส แต่ปีศาจค้างคาวก็พุ่งเข้าล้อมพวกเขาไว้แน่นหนา

ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นในจิตใจของเอลาริส

“จงใช้พลังที่แท้จริงของเจ้า… ​ผนึกแห่งดวงดาว…”

เอลาริสหลับตาลง นางนึกถึงผนึกแห่งดวงดาวทั้งสองส่วนที่อยู่ในมือของนาง ลูกแก้วแห่งเงามืดและคริสตัลแห่งแสง นางรวบรวมพลังจากผนึกทั้งสองเข้าสู่คทาสุริยันจันทรา

เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยพลังที่น่าเกรงขาม แสงสีทอง สีเงิน และสีม่วงพวยพุ่งออกจากคทา ​แสงนั้นก่อตัวเป็นวงแหวนพลังงานขนาดใหญ่ที่แผ่กระจายออกไป ปกคลุมปีศาจค้างคาวทั้งหมด

เมื่อวงแหวนพลังงานสัมผัสกับปีศาจค้างคาว ร่างของพวกมันก็สั่นสะท้าน พวกมันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ร่างของพวกมันจะสลายหายไปในอากาศ กลายเป็นละอองธุลีสีดำ

ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง เอลาริสทรุดตัวลงคุกเข่า หายใจหอบถี่ ​ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้า แต่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เอาชนะปีศาจเหล่านั้นได้

“ยอดเยี่ยมมาก เอลาริส!” ไลร่ากล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าได้ปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของผนึกแห่งดวงดาวแล้ว!”

“ฉันรู้สึกเหมือนมีพลังงานมหาศาลไหลเวียนอยู่ในตัวฉัน” เอลาริสรำพึง

พวกเขาเดินทางต่อจนกระทั่งมาถึงยอดเขา ที่นี่มีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ตรงกลางแท่นมีดวงจันทร์เสี้ยวสีดำสนิทขนาดเท่าฝ่ามือวางอยู่ มันเปล่งแสงสีแดงเรืองรองจางๆ ราวกับมีชีวิต

“นั่นคือผนึกแห่งดวงดาวส่วนสุดท้าย” ไลร่ากล่าว “ดวงจันทร์สีเลือด”

เอลาริสก้าวเข้าไปใกล้ดวงจันทร์สีเลือด แต่ก่อนที่นางจะสัมผัสได้ เสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือกก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง

พวกเขาทั้งหมดหันกลับไปมอง ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นเงาร่างของชายผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า ชายผู้นั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิทปกปิดใบหน้า แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องตกใจยิ่งกว่าคือดวงตาของเขาที่เปล่งประกายสีแดงก่ำราวกับดวงตาของปีศาจ

“ข้าเฝ้ารอเจ้ามานานแล้ว ทายาทแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “ในที่สุดเจ้าก็มาถึง”

“เจ้าเป็นใคร!” เอลาริสถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ชายผู้นั้นค่อยๆ ปลดฮู้ดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย… ใบหน้าของเรียน!

“เรียน!” เคเอลอุทานด้วยความตกใจ “เจ้า… เจ้าเป็นปีศาจหรือ!”

เรียนยิ้มอย่างเยือกเย็น “ใช่แล้ว เคเอล ข้าคือ ‘เงาแห่งจันทรา’ เป็นหนึ่งในลูกน้องที่จงรักภักดีที่สุดของราชาปีศาจมาลากอร์”

“ไม่จริง!” เอลาริสอุทาน นางแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง “เจ้า… เจ้าหลอกพวกเรามาตลอดหรือ!”

“แน่นอน” เรียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ข้าถูกส่งมาเพื่อสอดแนมพวกเจ้า เพื่อนำทางพวกเจ้ามายังผนึกแห่งดวงดาว และเพื่อแย่งชิงผนึกเหล่านั้นมาให้ราชาปีศาจมาลากอร์!”

“เจ้าทรยศ!” เคเอลคำรามอย่างเกรี้ยวกราด เขาชักดาบออกเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้

“อย่าเพิ่งใจร้อน เคเอล” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “พลังของเรียนไม่เหมือนเดิมแล้ว”

เรียนชูมือขึ้น แสงสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่างของเขา ร่างกายของเขากลายเป็นเงาสีดำขนาดใหญ่ ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม

“ข้าคือผู้ที่ถูกมาลากอร์เลือกให้ครอบครองพลังแห่งความมืดมิดที่แท้จริง” เรียนกล่าว “พวกเจ้าไม่มีทางสู้ข้าได้หรอก!”

เงาแห่งจันทราพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว กรงเล็บของมันฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง เคเอลพยายามจะรับการโจมตี แต่เงาแห่งจันทรากลับว่องไวกว่าที่เขาคิด มันโจมตีเขาอย่างรวดเร็วจนเขาแทบจะตั้งตัวไม่ติด

ไลร่าร่ายเวทมนตร์ป้องกัน แต่เวทมนตร์ของนางกลับอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัดในดินแดนแห่งนี้

เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้น นางรวบรวมพลังแสงสุริยันและพลังจันทราเข้าด้วยกัน แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกจากคทาเป็นลำแสงกว้าง พุ่งตรงเข้าใส่เงาแห่งจันทรา

แต่เงาแห่งจันทรากลับไม่สะทกสะท้าน มันดูดซับพลังของเอลาริสเอาไว้ราวกับฟองน้ำ

“พลังของเจ้าไร้ประโยชน์แล้ว เอลาริส” เงาแห่งจันทรากล่าว “ข้าครอบครองพลังแห่งความมืดมิดที่แท้จริง!”

เงาแห่งจันทราพุ่งเข้าใส่เอลาริส มันใช้กรงเล็บที่แหลมคมฟาดฟันเข้าที่คทาสุริยันจันทรา คทาในมือของเอลาริสสั่นสะท้านอย่างรุนแรง นางรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกไฟฟ้าช็อต

“เจ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้หรอก!” เงาแห่งจันทราหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ผนึกแห่งดวงดาวจะต้องเป็นของมาลากอร์!”

เงาแห่งจันทราพุ่งเข้าแย่งชิงผนึกแห่งดวงดาวทั้งสองส่วนที่อยู่ในมือของเอลาริส เอลาริสพยายามจะป้องกัน แต่พลังของนางกลับไม่สามารถต้านทานพลังของเงาแห่งจันทราได้

ผนึกแห่งดวงดาวทั้งสองส่วนหลุดออกจากมือของเอลาริส และลอยเข้าไปในมือของเงาแห่งจันทรา

“ไม่!” เอลาริสอุทานด้วยความสิ้นหวัง

เงาแห่งจันทราหัวเราะอย่างผู้ชนะ มันมองไปยังดวงจันทร์สีเลือดที่อยู่บนแท่นหิน

“ตอนนี้ก็เหลือเพียงผนึกสุดท้ายเท่านั้น” เงาแห่งจันทรากล่าว “แล้วราชาปีศาจมาลากอร์ก็จะกลับมา!”

เงาแห่งจันทราพุ่งตรงไปยังดวงจันทร์สีเลือด มันเอื้อมมือไปสัมผัสดวงจันทร์สีเลือด พลังงานสีแดงเข้มพวยพุ่งออกจากดวงจันทร์สีเลือดเข้าสู่ร่างของเงาแห่งจันทรา

เอลาริสรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงตรงหน้า นางล้มลงคุกเข่า ความสิ้นหวังเข้าครอบงำจิตใจของนาง

‘ฉันทำไม่ได้… ฉันล้มเหลว…’ เสียงกระซิบในใจของนางดังขึ้น

เคเอลและไลร่าพยายามจะเข้าช่วยเอลาริส แต่เงาแห่งจันทรากลับสร้างกำแพงพลังงานสีดำทมิฬขึ้นมาป้องกันตัวเองไว้

“ลาก่อน ทายาทแห่งสุริยันจันทรา” เงาแห่งจันทรากล่าว “โลกใบนี้จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชาปีศาจมาลากอร์!”

แสงสีแดงเข้มพุ่งออกมาจากร่างของเงาแห่งจันทรา แสงนั้นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลุผ่านเมฆหมอกทมิฬไปสู่เบื้องบน

เอลาริสมองไปยังแสงนั้นด้วยความสิ้นหวัง นางรู้ว่านั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าราชาปีศาจมาลากอร์กำลังจะกลับมาแล้ว

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!