โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
344 ตอน · 999 คำ
แสงสีแดงฉานที่พวยพุ่งขึ้นจากยอดเขาแห่งสายลมคำรามทะลวงผ่านหมู่เมฆทมิฬราวกับดาบเพลิงที่แทงทะลุผืนฟ้า มันเป็นสัญญาณอันน่าสะพรึงกลัวที่ประกาศก้องถึงการกลับมาของราชาปีศาจมาลากอร์
เอลาริสทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตกใจและสิ้นหวัง คทาสุริยันจันทราในมือของนางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงสีทองและสีเงินที่เคยส่องประกายเจิดจ้าดูราวกับจะหรี่ลงและเลือนหายไป
“ไม่… ไม่จริง…” เอลาริสรำพึง เสียงของนางสั่นเครือ “ฉัน… ฉันทำล้มเหลว…”
เคเอลพยายามจะพังกำแพงพลังงานสีดำทมิฬที่เงาแห่งจันทราสร้างขึ้น แต่พลังของเขากลับไม่สามารถทำอะไรมันได้ ไลร่าร่ายเวทมนตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไร้ผลเช่นกัน
เงาแห่งจันทราซึ่งบัดนี้กลายเป็นร่างที่ใหญ่โตและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มันดูดซับพลังงานจากดวงจันทร์สีเลือดและผนึกแห่งดวงดาวทั้งสองส่วนที่เหลือเข้าไปในร่างของมัน ร่างกายของมันเปล่งแสงสีแดงฉานที่น่ากลัว
“พลังที่แท้จริงของมาลากอร์กำลังจะกลับมาแล้ว!” เงาแห่งจันทราคำราม “โลกใบนี้จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของความมืดมิด!”
ทันใดนั้น ผืนฟ้าเบื้องบนก็เริ่มมืดมิดลงอย่างรวดเร็ว ดวงอาทิตย์ที่เคยสาดแสงสว่างจ้าถูกกลืนกินโดยเงามืดที่แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก โลกทั้งใบก็ตกอยู่ในความมืดมิดสนิท มีเพียงแสงสีแดงฉานจากยอดเขาแห่งสายลมคำรามเท่านั้นที่ยังคงส่องประกายอยู่
“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่!” ไลร่าอุทานด้วยความตกใจ “มันมาเร็วกว่าที่คาดไว้!”
เอลาริสมองไปยังท้องฟ้าที่มืดมิด ดวงดาวนับล้านดวงปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า แต่พวกมันกลับดูหม่นหมองและไร้ชีวิตชีวา ดวงจันทร์สองดวงปรากฏขึ้นพร้อมกันบนฟากฟ้า ดวงหนึ่งเป็นสีเงินที่ซีดจาง อีกดวงหนึ่งเป็นสีแดงฉานราวกับเลือด พวกมันกำลังเคลื่อนที่เข้าหากันอย่างช้าๆ
“นี่คือจุดจบของโลกแล้ว” เงาแห่งจันทรากล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดมาลากอร์ได้อีกแล้ว!”
ความสิ้นหวังเข้าครอบงำจิตใจของเอลาริสอย่างสมบูรณ์ นางรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่กัดกินเข้ามาในหัวใจราวกับถูกมีดกรีด แทบจะทำให้นางหมดสติไป แต่ในขณะที่นางกำลังจะยอมแพ้ เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นในจิตใจของนางอีกครั้ง
“จงอย่าหมดหวัง… ทายาทแห่งสุริยันจันทรา… แสงสว่างยังคงอยู่… ในจิตใจของเจ้า…”
เอลาริสหลับตาลง นางนึกถึงคำพูดของไลร่า นึกถึงใบหน้าของเคเอลและวิญญาณแห่งพฤกษา นึกถึงความหวังที่นางเคยมี นึกถึงพันธสัญญาที่นางเคยให้ไว้
เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของนางก็เปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้า คทาสุริยันจันทราในมือของนางสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง แสงสีทองและสีเงินที่เคยหรี่ลงกลับมาส่องประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม
“ฉันจะไม่ยอมแพ้!” เอลาริสคำราม “ฉันจะไม่ยอมให้มาลากอร์ทำลายโลกนี้ได้!”
เงาแห่งจันทราหันมามองเอลาริสด้วยความประหลาดใจ “เจ้ายังกล้าที่จะต่อต้านข้าอีกหรือ! เจ้าไม่มีทางสู้ข้าได้หรอก!”
“อาจจะจริง” เอลาริสกล่าว “แต่ฉันจะลองดู!”
เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้น นางรวบรวมพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกจากคทา แสงนั้นก่อตัวเป็นลูกบอลพลังงานขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายเจิดจ้า
“พลังแห่งสมดุล!” ไลร่าอุทานด้วยความตื่นเต้น “เจ้าได้ปลุกพลังที่แท้จริงของคทาขึ้นมาแล้ว เอลาริส!”
ลูกบอลพลังงานพุ่งตรงเข้าใส่กำแพงพลังงานสีดำทมิฬที่เงาแห่งจันทราสร้างขึ้น เมื่อพลังทั้งสองปะทะกัน ก็เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แสงสว่างและเงามืดปะทะกันอย่างรุนแรง
กำแพงพลังงานสีดำทมิฬเริ่มปริแตกและสลายหายไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่จริง!” เงาแห่งจันทราอุทานด้วยความตกใจ “เจ้าทำลายกำแพงพลังของข้าได้อย่างไร!”
เคเอลและไลร่ารีบพุ่งเข้าใส่เงาแห่งจันทราทันที เคเอลฟาดฟันดาบเข้าใส่เงาแห่งจันทราอย่างไม่ลังเล ไลร่าร่ายเวทมนตร์โจมตีอย่างต่อเนื่อง
เงาแห่งจันทราพยายามจะป้องกันตัวเอง แต่พลังของมันก็เริ่มอ่อนแรงลงหลังจากที่มันใช้พลังงานไปกับการดูดซับผนึกแห่งดวงดาวและปลุกมาลากอร์
เอลาริสพุ่งเข้าใส่เงาแห่งจันทรา นางชูคทาสุริยันจันทราขึ้น นางรวบรวมพลังแสงสุริยันและพลังจันทราเข้าด้วยกัน แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกจากคทา แสงนั้นก่อตัวเป็นดาบพลังงานขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายเจิดจ้า
“นี่คือจุดจบของเจ้า เงาแห่งจันทรา!” เอลาริสคำราม
ดาบพลังงานพุ่งตรงเข้าแทงทะลุร่างของเงาแห่งจันทรา ร่างของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง มันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ร่างของมันจะสลายหายไปในอากาศ กลายเป็นละอองธุลีสีดำ
ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง คราวนี้เป็นความเงียบที่สงบสุขกว่าเดิม เอลาริสทรุดตัวลงคุกเข่า หายใจหอบถี่ ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้า แต่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เอาชนะเงาแห่งจันทราได้
“เจ้าทำได้ดีมาก เอลาริส” ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ นางเดินเข้ามาสวมกอดเอลาริสอย่างอบอุ่น
เคเอลพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “เจ้าคือความหวังของเราจริงๆ เอลาริส”
เอลาริสมองไปยังดวงจันทร์เสี้ยวสีดำสนิทที่อยู่บนแท่นหิน ผนึกแห่งดวงดาวส่วนสุดท้าย ดวงจันทร์สีเลือด มันยังคงเปล่งแสงสีแดงเรืองรองจางๆ อยู่
“เราต้องรีบผนึกมาลากอร์” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะสมบูรณ์”
เอลาริสก้าวเข้าไปใกล้ดวงจันทร์สีเลือด นางเอื้อมมือไปสัมผัสมัน แสงสีแดงจากดวงจันทร์สีเลือดก็ผสานเข้ากับแสงสีทองและสีเงินจากคทาสุริยันจันทรา เกิดเป็นประกายแสงระยิบระยับที่สวยงาม
ผนึกแห่งดวงดาวทั้งสามส่วนรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว แสงสว่างจ้าพวยพุ่งออกจากผนึก แสงนั้นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มืดมิด ราวกับจะพยายามขับไล่ความมืดมิดออกไป
แต่ในขณะที่แสงสว่างกำลังพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือกก็ดังขึ้นจากเบื้องบน เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของเงาแห่งจันทรา แต่เป็นเสียงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
“เจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถหยุดข้าได้หรือ ทายาทแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา!”
เงามืดขนาดมหึมาปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่สูงใหญ่กว่าภูเขา ร่างกายของมันปกคลุมด้วยความมืดมิดสนิท ดวงตาของมันเปล่งประกายสีแดงก่ำราวกับเพลิงนรก ปีกค้างคาวขนาดมหึมาของมันกางออกบดบังท้องฟ้าทั้งหมด
“มาลากอร์!” ไลร่าอุทานด้วยความตกใจ
ราชาปีศาจมาลากอร์ได้กลับมาแล้ว แสงสีแดงฉานพวยพุ่งออกจากร่างของมาลากอร์ แสงนั้นพุ่งตรงเข้าใส่ผนึกแห่งดวงดาวที่อยู่ในมือของเอลาริส
ผนึกแห่งดวงดาวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงสว่างของมันเริ่มอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว
“ไม่!” เอลาริสอุทาน “พลังของมันแข็งแกร่งเกินไป!”
มาลากอร์หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “เจ้าไม่มีทางผนึกข้าได้หรอก! ข้าคือราชาแห่งปีศาจ! ข้าคือความมืดมิดที่แท้จริง!”
เอลาริสพยายามจะใช้พลังจากคทาสุริยันจันทราเพื่อต่อต้านพลังของมาลากอร์ แต่พลังของมาลากอร์กลับแข็งแกร่งเกินกว่าที่นางจะต้านทานได้ ร่างกายของนางสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ราวกับมีบางสิ่งกำลังจะฉีกร่างของนางออกเป็นเสี่ยงๆ
“เอลาริส!” เคเอลตะโกน เขาพยายามจะพุ่งเข้าไปช่วยนาง แต่พลังของมาลากอร์กลับผลักร่างของเขาให้กระเด็นออกไป
ไลร่าร่ายเวทมนตร์โจมตีมาลากอร์อย่างต่อเนื่อง แต่เวทมนตร์ของนางกลับไม่สามารถทำอะไรมันได้
มาลากอร์หัวเราะอย่างผู้ชนะ “ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะทำลายเจ้า และกลืนกินโลกใบนี้ให้สิ้นซาก!”
มาลากอร์ยกมือขึ้น แสงสีแดงฉานพวยพุ่งออกจากฝ่ามือของมัน แสงนั้นพุ่งตรงเข้าใส่เอลาริส
เอลาริสหลับตาลง นางรู้ว่านางไม่สามารถต้านทานพลังนั้นได้แล้ว
‘นี่คือจุดจบแล้วหรือ…’ นางคิด
แต่ก่อนที่แสงสีแดงฉานจะกระทบเข้ากับเอลาริส เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นในจิตใจของนางอีกครั้ง
“จงใช้พลังแห่งพันธสัญญา… จงสละชีพเพื่อปกป้องโลก…”
เอลาริสลืมตาขึ้น นางมองไปยังคทาสุริยันจันทราในมือของนาง แสงสีทองและสีเงินที่เคยส่องประกายเจิดจ้ากลับหรี่ลงและเลือนหายไป แสงจากผนึกแห่งดวงดาวก็เช่นกัน
นางรู้แล้วว่านางต้องทำอะไร
“ฉันจะไม่ยอมให้เจ้าทำลายโลกนี้ได้หรอก มาลากอร์!” เอลาริสคำราม “ฉันจะปกป้องโลกใบนี้ด้วยชีวิตของฉัน!”
เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้น นางรวบรวมพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ทั้งหมดในร่างกาย และจากผนึกแห่งดวงดาว แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกจากร่างของนาง แสงนั้นพุ่งตรงเข้าสู่คทาสุริยันจันทรา
คทาสุริยันจันทราเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แสงนั้นไม่ใช่แค่แสงสว่าง แต่เป็นแสงแห่งชีวิต แสงแห่งความหวัง แสงแห่งพันธสัญญาที่แท้จริง
เอลาริสใช้พลังทั้งหมดที่มี พุ่งเข้าใส่มาลากอร์!

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก