คทาสุริยัน

ตอนที่ 70 — เสียงกระซิบจากเงามืด

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,001 คำ

รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมกับสายหมอกจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดไม้ เมื่อเอลาริสและสหายกล่าวลาอาจารย์เซทู พวกเขาก็เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ซึ่งวิหารแห่งแสงที่สาบสูญตั้งอยู่ การเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะในใจของเอลาริสมีความรู้สึกบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป ‌พลังที่เพิ่งได้รับการฝึกฝนทำให้เธอรู้สึกมั่นคงและเชื่อมโยงกับโลกใบนี้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงกระซิบเบาๆ ในเงามืดที่คอยติดตามเธอมา

“เจ้าสัมผัสได้ไหม เอลาริส” ไลราเอ่ยขึ้นในขณะที่พวกเขากำลังเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ปกคลุมไปด้วยพุ่มไม้ทึบ “ความรู้สึกแปลกๆ นี่” เอลาริสพยักหน้า ​“เหมือนมีบางอย่างเฝ้ามองเราอยู่ตลอดเวลา” เคลชักดาบออกจากฝักอย่างเงียบเชียบ “ระวังตัวไว้ให้ดี ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพลังมืด”

บรรยากาศในป่าเริ่มอึมครึมมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเป็นยามเช้า แต่แสงแดดกลับส่องลงมาไม่ถึงพื้นดิน ต้นไม้สูงใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาจนบดบังท้องฟ้า ทำให้ทุกสิ่งดูมืดสลัวและลึกลับ เสียงของสัตว์ป่าเงียบหายไป ‍มีเพียงเสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าที่ดังขึ้นเป็นระยะ

จู่ๆ เงาร่างสีดำกลุ่มหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากพุ่มไม้ พวกมันคือปีศาจรับใช้ของมาลากอร์ รูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีผิวหนังสีเทาเข้ม ดวงตาเรืองแสงสีแดงก่ำ และกรงเล็บแหลมคมที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่ง

“เตรียมตัว!” เคลคำราม ลับคมดาบในมือวาววับ เอลาริสไม่รอช้า ‌แสงสีทองและสีน้ำเงินเริ่มเรืองรองที่ฝ่ามือของเธอ เธอรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกาย มันไม่ใช่แค่พลังที่เพิ่งได้รับจากการฝึกฝน แต่เป็นสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ที่ตื่นขึ้น

ปีศาจกลุ่มแรกพุ่งเข้าใส่เคลด้วยความเร็ว เคลรับมือได้อย่างชำนาญ ดาบของเขาวาดเป็นประกายฟาดฟันศัตรูอย่างแม่นยำ ไลราใช้ความคล่องตัวของเธอ วิ่งอ้อมไปด้านหลังปีศาจ ‍พลางปาเข็มอาบยาพิษใส่พวกมันอย่างรวดเร็ว

เอลาริสพุ่งเข้าใส่ปีศาจอีกกลุ่มหนึ่ง เธอปล่อยคลื่นพลังสุริยันสีทองออกไป แสงเจิดจ้าปะทะเข้ากับร่างของปีศาจ ทำให้พวกมันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและถอยร่นไป แสงสุริยันเป็นเสมือนยาพิษสำหรับสิ่งมีชีวิตแห่งความมืด แต่พวกมันก็ไม่ได้ยอมแพ้ ปีศาจตนหนึ่งพุ่งเข้าหาเธอจากด้านข้าง เธอใช้พลังจันทราเรียกสายน้ำขึ้นมาจากพื้นดิน ​ก่อตัวเป็นกำแพงน้ำที่แข็งแกร่ง บล็อกการโจมตีของปีศาจได้อย่างทันท่วงที

“พวกมันมีจำนวนมากเกินไป!” ไลราตะโกนบอก พลางหลบการโจมตีของปีศาจตนหนึ่งที่พุ่งเข้ามา “เราต้องถอย!” เคลตัดสินใจ เขารู้ดีว่าการสู้รบในป่าทึบแบบนี้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ

แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ถอย ปีศาจตัวหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำ รูปร่างใหญ่โตกว่าตัวอื่นๆ ​และมีแววตาที่ฉลาดกว่า ได้ก้าวออกมาจากเงามืด มันมีผิวหนังสีดำสนิทราวกับความมืดมิดของราตรี มีเขางอกออกมาจากหน้าผาก และถือเคียวขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายสีม่วงชั่วร้าย

“หนีไปไม่พ้นหรอก ผู้พิทักษ์แห่งแสง” เสียงแหบพร่าของมันดังขึ้น ราวกับใบไม้แห้งที่ถูกลมพัด ​“องค์ราชามาลากอร์ทรงทราบทุกย่างก้าวของพวกเจ้า”

เอลาริสรู้สึกหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ คำพูดของปีศาจตนนั้นทำให้เธอตระหนักว่ามาลากอร์ไม่ได้อยู่ห่างไกลอย่างที่คิด เขาเฝ้าจับตาดูพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

“เจ้าเป็นใคร!” เอลาริสถาม พลางเตรียมพลังในมือ “ข้าคือซาร์กอน ผู้บัญชาการกองทัพเงา” ปีศาจตนนั้นตอบ พลางแสยะยิ้ม “และข้าจะนำดวงวิญญาณของเจ้าไปถวายแก่องค์ราชา”

ซาร์กอนพุ่งเข้าใส่เอลาริสด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ เคียวในมือของมันวาดเป็นประกายสีม่วง เอลาริสยกคทาที่ยังไม่สมบูรณ์ขึ้นป้องกัน การปะทะกันของพลังทำให้เกิดเสียงดังกึกก้องและแสงวาบไปทั่วบริเวณ

เคลและไลราพยายามเข้ามาช่วย แต่ปีศาจรับใช้จำนวนมากก็พุ่งเข้าขัดขวาง พวกเขาถูกตรึงไว้ด้วยจำนวนที่มหาศาล

เอลาริสรู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลของซาร์กอน มันไม่ใช่แค่ความแข็งแกร่งทางกายภาพ แต่เป็นพลังเวทมนตร์แห่งความมืดที่กัดกินทุกสิ่ง เธอพยายามใช้พลังสุริยันโจมตี แต่ซาร์กอนกลับดูดซับพลังนั้นไว้ได้อย่างน่าประหลาดใจ

“พลังแสงของเจ้าไร้ประโยชน์ต่อข้า” ซาร์กอนหัวเราะอย่างชั่วร้าย “ข้าคือผู้กลืนกินแสงสว่าง!”

เอลาริสเปลี่ยนมาใช้พลังจันทรา เธอเรียกสายน้ำขึ้นมาพันธนาการซาร์กอน แต่ปีศาจตนนั้นกลับใช้พลังมืดฉีกทำลายกำแพงน้ำของเธอได้อย่างง่ายดาย

“พลังของเจ้ายังอ่อนนัก” ซาร์กอนกล่าวเย้ยหยัน พลางใช้เคียวของมันฟันลงมาที่เอลาริสอย่างรวดเร็ว

เอลาริสหลบไม่ทัน เคียวเฉียดไหล่ของเธอไปอย่างหวุดหวิด ทิ้งรอยบาดแผลลึกไว้ ซาร์กอนยิ้มอย่างพึงพอใจ มันดูเหมือนจะสนุกกับการทรมานเหยื่อของมัน

“เอลาริส!” เคลตะโกนด้วยความเป็นห่วง เขากำลังพยายามแหวกฝูงปีศาจเข้ามาช่วย แต่ก็ถูกต้านทานไว้ ไลราก็เช่นกัน เธอพยายามยิงธนูใส่ซาร์กอน แต่ลูกธนูกลับถูกปัดป้องด้วยพลังมืดที่มองไม่เห็น

เอลาริสรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ความเจ็บปวดนั้นกลับกระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเธอ เธอจดจ้องไปที่ซาร์กอน ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น เธอรู้ดีว่าเธอไม่สามารถแพ้ได้ที่นี่

เธอหลับตาลงชั่วขณะ พยายามรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งพลังสุริยันและจันทรา ครั้งนี้เธอไม่ได้พยายามแยกมันออกจากกัน แต่ปล่อยให้มันไหลเวียนอย่างอิสระในตัวเธอ เธอไม่ต้องการควบคุมมัน แต่ต้องการให้มันนำพาเธอ

เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง แสงสีเงินเรืองรองก็ฉายออกมาจากดวงตาของเธอ เป็นแสงที่ผสมผสานระหว่างสีทองและสีน้ำเงินอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่แสงที่ร้อนแรงหรือเย็นยะเยือก แต่เป็นแสงที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตและความสมดุล

“เจ้าคิดจะทำอะไร!” ซาร์กอนรู้สึกประหลาดใจกับพลังที่เพิ่งปรากฏขึ้น เอลาริสไม่ตอบ เธอพุ่งเข้าใส่ซาร์กอนด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิม คทาที่ยังไม่สมบูรณ์ในมือของเธอเปล่งประกายสีเงิน เธอใช้มันฟาดฟันเข้าใส่ซาร์กอนอย่างต่อเนื่อง พลังใหม่นี้ทำให้เธอสามารถทะลวงผ่านม่านพลังมืดของซาร์กอนได้

ซาร์กอนถูกผลักดันถอยหลัง มันรู้สึกถึงความเจ็บปวดเมื่อคทาของเอลาริสปะทะเข้ากับร่างกายของมัน ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางกายภาพ แต่เป็นความเจ็บปวดที่กัดกินพลังมืดของมัน

“เป็นไปไม่ได้!” ซาร์กอนคำราม “เจ้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!”

เอลาริสไม่สนใจคำพูดของมัน เธอรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ปลายคทา ก่อนจะพุ่งเข้าแทงใส่ซาร์กอนอย่างรวดเร็ว แสงสีเงินพุ่งทะลุร่างของปีศาจผู้นั้น ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน

ร่างของซาร์กอนสลายกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำปลิวไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงเคียวขนาดใหญ่ที่ตกลงกระทบพื้นเสียงดังสนั่น

เมื่อซาร์กอนถูกทำลาย ปีศาจรับใช้ที่เหลือก็หยุดชะงัก พวกมันดูหวาดกลัวและสับสน ก่อนจะพากันถอยหนีหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว

เคลและไลรีวิ่งเข้ามาหาเอลาริสด้วยความเป็นห่วง “เอลาริส! เธอเป็นอะไรไหม?” เคลถาม พลางสำรวจรอยบาดแผลที่ไหล่ของเธอ “ฉันไม่เป็นไรค่ะ” เอลาริสตอบ พลางหอบหายใจเล็กน้อย พลังที่ใช้ไปนั้นมหาศาล แต่เธอก็รู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้น

“เธอใช้พลังที่แตกต่างออกไปเมื่อกี้” ไลราเอ่ยขึ้น “มันไม่ใช่แค่แสงหรือน้ำ มันเป็นพลังที่รวมกันอย่างสมบูรณ์” เอลาริสพยักหน้า “ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ฉันรู้สึกว่ามันมาจากส่วนลึกที่สุดในตัวฉัน”

เคลพยุงเอลาริสขึ้น “เราต้องรีบออกจากที่นี่ก่อนที่พวกมันจะกลับมา” เอลาริสเห็นด้วย เธอเหลือบมองเคียวของซาร์กอนที่ตกอยู่บนพื้น มันเป็นอาวุธที่เต็มไปด้วยพลังมืด เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากมัน แต่ก็รู้สึกถึงความชั่วร้ายที่แผ่ออกมา

“เราควรทำลายมันไหมคะ?” เธอถาม “ไม่” เคลตอบ “มันอาจจะเป็นกุญแจสำคัญบางอย่าง เราจะนำมันติดตัวไปด้วย”

ไลราเก็บเคียวขึ้นมาอย่างระมัดระวัง พลางใช้ผ้าพันรอบคมเคียวเพื่อป้องกันอันตราย

การต่อสู้กับซาร์กอนทำให้พวกเขาตระหนักว่ามาลากอร์ไม่ได้อยู่เฉยๆ เขากำลังเคลื่อนไหว และกำลังจับตาดูพวกเขาอยู่ตลอดเวลา เสียงกระซิบจากเงามืดนั้นไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นภัยคุกคามที่เป็นรูปธรรม

“เราต้องเร่งฝีเท้าแล้ว” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึง และมาลากอร์ก็จะไม่รอให้เราเตรียมพร้อม”

พวกเขาออกเดินทางต่อทันที ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงความเงียบงันของป่าที่เคยเป็นสมรภูมิรบ เอลาริสรู้สึกถึงภาระที่หนักอึ้งขึ้นกว่าเดิม เธอรู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยอันตราย แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เพราะเธอคือความหวังสุดท้าย เป็นผู้พิทักษ์แห่งแสงที่จะต้องหยุดยั้งความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!