คทาสุริยัน

ตอนที่ 102 — ม่านหมอกแห่งอดีตกาล

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,116 คำ

การเผชิญหน้ากับซาร์กอนทำให้เอลาริสและสหายตระหนักถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ พวกเขาเร่งฝีเท้าเดินทางตลอดทั้งวันและคืน โดยพักผ่อนเพียงเล็กน้อย จนกระทั่งในยามเช้าของวันที่สี่ พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาอันสูงชันที่ปกคลุมไปด้วยป่าทึบและม่านหมอกหนาทึบ

“นั่นคือที่ตั้งของวิหารแห่งแสงที่สาบสูญสินะ” เคลเอ่ยขึ้น พลางแหงนมองยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก “ใช่แล้ว” เอลาริสตอบ ‌“อาจารย์เซทูบอกว่าวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยราชวงศ์โบราณ เพื่อเป็นที่เก็บซ่อนความรู้และวัตถุศักดิ์สิทธิ์” ไลราขมวดคิ้ว “แต่ดูเหมือนไม่มีทางขึ้นเลยนะ”

เบื้องหน้าของพวกเขาคือหน้าผาสูงชันที่เต็มไปด้วยโขดหินและพุ่มไม้รกทึบ แทบไม่มีเส้นทางใดให้เห็น เอลาริสหลับตาลง พยายามสัมผัสถึงพลังเวทมนตร์ในบริเวณนั้น เธอรู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานโบราณที่ไหลเวียนอยู่ใต้พื้นดิน แต่ก็ถูกบดบังด้วยม่านหมอกหนาแน่นราวกับจะปกปิดบางสิ่ง

“มีทางเข้าที่ซ่อนอยู่” ​เอลาริสกล่าว “มันถูกอำพรางด้วยเวทมนตร์” เธอเดินนำหน้าเข้าไปใกล้หน้าผา พลางใช้มือสัมผัสกับโขดหิน เธอหลับตาลงอีกครั้ง พยายามเชื่อมโยงกับพลังเวทมนตร์ของบรรพบุรุษ

ในห้วงความคิดของเธอ ภาพของวิหารโบราณที่เคยรุ่งเรืองผุดขึ้นมา มันเป็นวิหารที่สร้างจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ประดับประดาด้วยอัญมณีและสัญลักษณ์แห่งสุริยันจันทรา ‍ผู้คนในชุดคลุมสีขาวกำลังประกอบพิธีกรรม และมีราชินีองค์หนึ่งยืนอยู่บนแท่นบูชา ถือคทาสุริยันจันทราที่สมบูรณ์ พลังเวทมนตร์แผ่ซ่านออกมาจากคทานั้น ปกป้องอาณาจักรให้รอดพ้นจากเงามืด

ทันใดนั้น ภาพก็เปลี่ยนไป วิหารถูกโจมตีด้วยกองทัพปีศาจ ราชินีต่อสู้อย่างกล้าหาญ ‌แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ คทาถูกทำลายเป็นชิ้นๆ และวิหารก็ถูกทิ้งร้าง ปกคลุมไปด้วยเงามืดและม่านหมอกแห่งความทรงจำ

เอลาริสสะดุ้งตื่นขึ้นจากนิมิต เธอเปิดตาออก มองไปยังหน้าผาที่ยังคงมืดมิด แต่คราวนี้เธอรู้แล้วว่าทางเข้าอยู่ที่ไหน

“มันอยู่ตรงนี้” เธอชี้ไปยังจุดหนึ่งบนหน้าผา ‍ที่ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ

เคลและไลรามองตาม แต่ก็ไม่เห็นสิ่งใด เอลาริสยกมือขึ้น แสงสีเงินเรืองรองปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วของเธอ เธอวางมือลงบนจุดนั้น แสงสว่างจ้าก็ฉายออกมาจากโขดหิน ก่อนที่กำแพงหินจะค่อยๆ แยกออกจากกัน ​เผยให้เห็นทางเข้าอุโมงค์มืดมิดที่ทอดลึกเข้าไปในภูเขา

“น่าทึ่ง!” ไลราเอ่ยขึ้นด้วยความทึ่ง เคลพยักหน้า “นี่คงเป็นเวทมนตร์โบราณจริงๆ”

พวกเขาเดินเข้าไปในอุโมงค์ บรรยากาศภายในเย็นยะเยือกและชื้นแฉะ มีหยดน้ำเกาะอยู่ตามผนังหิน เอลาริสใช้พลังสุริยันจุดแสงสว่างขึ้นมาในมือ ทำให้มองเห็นทางเดินที่ทอดยาวเข้าไปในความมืด ผนังอุโมงค์เต็มไปด้วยภาพแกะสลักโบราณที่เล่าเรื่องราวของราชวงศ์ผู้พิทักษ์ ​การต่อสู้กับความมืดมิด และคำทำนายเกี่ยวกับคทาสุริยันจันทรา

เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ อุโมงค์ก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น จนกระทั่งพวกเขามาถึงโถงกว้างขนาดใหญ่ ใจกลางโถงมีแท่นบูชาโบราณตั้งอยู่ และบนแท่นบูชานั้น มีม้วนคัมภีร์เก่าแก่เล่มหนึ่งวางอยู่

“นี่อาจจะเป็นบันทึกของราชวงศ์” เอลาริสเอ่ยขึ้น ​พลางเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาอย่างระมัดระวัง เคลชักดาบออกมาระวังภัย “ระวังให้ดี เอลาริส ที่นี่อาจมีกับดัก”

เอลาริสไม่สนใจคำเตือนของเคล เธอก้าวขึ้นไปบนแท่นบูชา หยิบม้วนคัมภีร์ขึ้นมาอย่างช้าๆ มันเป็นม้วนคัมภีร์ที่ทำจากหนังสัตว์โบราณ มีอักษรประหลาดจารึกอยู่

“ฉันอ่านมันไม่ออก” เธอเอ่ยขึ้นด้วยความผิดหวัง “ให้ฉันดูสิ” ไลรากล่าว พลางเดินเข้ามาใกล้ “ฉันเคยเรียนรู้ภาษาโบราณบางอย่างมาบ้าง”

ไลราใช้เวลาพิจารณาม้วนคัมภีร์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเบิกกว้าง “นี่มันไม่ใช่แค่บันทึกธรรมดา” ไลรากล่าว “มันคือคำทำนายโบราณที่สมบูรณ์ที่สุดเกี่ยวกับคทาสุริยันจันทรา และการกลับมาของมาลากอร์”

เอลาริสและเคลหันมามองไลราด้วยความสนใจ “มันว่าอย่างไรบ้าง?” เอลาริสถาม ไลราเริ่มอ่านออกเสียงช้าๆ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“เมื่อยามแห่งแสงและเงาบรรจบ สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะคืบคลาน ราชาปีศาจมาลากอร์จะตื่นขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลืนกินทุกสิ่งให้จมดิ่งในความมืดมิด เพียงทายาทแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้ถือครองคทาสุริยันจันทราที่สมบูรณ์ เท่านั้นที่จะสามารถผนึกความมืดมิดได้ แต่คทานั้นถูกทำลายเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือแกนกลางแห่งแสงสว่าง ส่วนที่สองคือดวงจิตแห่งจันทรา และส่วนที่สามคือพลังแห่งชีวิต ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก จงตามหาสามส่วนนี้ให้พบ และนำมารวมกัน ณ แท่นบูชาแห่งบรรพกาล ก่อนที่ดวงจันทร์คู่จะกลืนกินดวงตะวัน มิฉะนั้นแล้ว สรรพสิ่งจะดับสูญ”

เมื่อไลราอ่านจบ ทั้งสามคนก็ตกอยู่ในความเงียบงัน บรรยากาศในโถงถ้ำดูเหมือนจะหนาวเย็นลงไปอีก คำทำนายนั้นชัดเจนและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่พวกเขาเคยได้ยินมา

“สามส่วนของคทา” เอลาริสพึมพำ “เรามีแกนกลางแห่งแสงสว่างแล้ว นั่นคือชิ้นส่วนที่เราได้มาจากหุบเขาเวทมนตร์” “ใช่แล้ว” เคลพยักหน้า “แต่เรายังขาดดวงจิตแห่งจันทราและพลังแห่งชีวิต” “และที่สำคัญที่สุดคือ ‘ดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก’” ไลรากล่าว “มันคือที่ไหนกัน?”

เอลาริสจ้องมองม้วนคัมภีร์อีกครั้ง “คำทำนายยังบอกถึงแท่นบูชาแห่งบรรพกาล นั่นอาจจะเป็นที่ที่เราต้องนำคทาไปรวมกัน” “แต่ก่อนอื่น เราต้องหาชิ้นส่วนที่เหลือให้เจอ” เคลกล่าวอย่างหนักแน่น

ขณะที่พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากทางเดินที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับกลิ่นอายของพลังมืดที่คืบคลานเข้ามา

“พวกมันตามมาแล้ว!” ไลรากล่าวอย่างตกใจ เอลาริสเตรียมพลังในมือ “ซาร์กอนตายไปแล้ว ไม่น่าจะมีใครตามมาได้เร็วขนาดนี้”

แต่เมื่อเงาร่างสีดำปรากฏขึ้นที่ทางเข้าอุโมงค์ มันไม่ใช่แค่ปีศาจรับใช้ธรรมดา แต่เป็นปีศาจรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีปีกคล้ายค้างคาว ดวงตาเรืองแสงสีม่วง และมีพลังเวทมนตร์มืดที่รุนแรงกว่าซาร์กอนหลายเท่า

“ข้าคือมาสเตอร์แห่งเงา” ปีศาจตนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก “องค์ราชามาลากอร์ทรงส่งข้ามาเพื่อนำม้วนคัมภีร์นั้นไป และกำจัดพวกเจ้าให้สิ้นซาก”

เอลาริสรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่แล่นเข้ามาในใจ ปีศาจตนนี้ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าซาร์กอนมาก และมันรู้ถึงการมีอยู่ของม้วนคัมภีร์

“ไม่มีทาง!” เอลาริสประกาศ “เราจะไม่ยอมให้เจ้าเอาม้วนคัมภีร์นี้ไป!”

มาสเตอร์แห่งเงาไม่รอช้า มันพุ่งเข้าใส่เอลาริสด้วยความเร็วที่เหนือกว่าปีศาจตนใดที่พวกเขาเคยพบเห็น ปีกของมันกระพือสร้างลมพายุหมุนวน พลังมืดแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมันราวกับรัศมีแห่งความตาย

เคลและไลราเข้าสกัดการโจมตี แต่พลังของมาสเตอร์แห่งเงาแข็งแกร่งเกินไป พวกเขาถูกกระแทกจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง

เอลาริสพยายามใช้พลังสุริยันจันทราโจมตี แต่พลังของมาสเตอร์แห่งเงากลับดูดซับมันไว้ได้เกือบทั้งหมด ราวกับว่ามันเป็นหลุมดำที่กลืนกินแสงสว่างทุกชนิด

“เปล่าประโยชน์” มาสเตอร์แห่งเงากล่าวเย้ยหยัน “พลังของเจ้ายังไม่สมบูรณ์ จะสู้ข้าได้อย่างไร”

มันใช้กรงเล็บแหลมคมของมันคว้าเข้าที่ม้วนคัมภีร์ในมือของเอลาริส เอลาริสพยายามยื้อแย่ง แต่พลังของมันก็เหนือกว่า เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดเมื่อกรงเล็บของมันบาดเข้าที่มือของเธอ

“ไม่!” เอลาริสตะโกนด้วยความสิ้นหวัง

มาสเตอร์แห่งเงาหัวเราะอย่างชั่วร้าย มันดึงม้วนคัมภีร์ออกจากมือของเอลาริสได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะกระพือปีกบินขึ้นไปในอากาศ

“ข้าจะนำคำทำนายนี้ไปถวายแก่องค์ราชา และเมื่อสุริยคราสแห่งจันทร์คู่มาถึง โลกทั้งใบก็จะตกเป็นของพวกเรา!”

จากนั้น มาสเตอร์แห่งเงาก็พุ่งทะยานหายเข้าไปในอุโมงค์ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความสิ้นหวัง

เอลาริสทรุดตัวลงกับพื้น เธอรู้สึกถึงความล้มเหลวอย่างรุนแรง ม้วนคัมภีร์ที่บรรจุความหวังทั้งหมดของโลกใบนี้ได้ถูกชิงไปแล้ว

เคลและไลราเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เอลาริส เธอไม่เป็นไรนะ” เคลพยุงเธอขึ้น “เราเสียมันไปแล้ว” เอลาริสพึมพำ “เราเสียม้วนคัมภีร์ไปแล้ว”

ไลรากำมือแน่น “เราต้องตามมันไป! เราต้องเอาม้วนคัมภีร์กลับคืนมาให้ได้!” “แต่เราจะตามมันไปที่ไหน?” เคลถาม “มันบินหายไปแล้ว”

เอลาริสมองไปที่ทางเข้าอุโมงค์ที่มืดมิด เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดและความสิ้นหวัง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีประกายแห่งความมุ่งมั่นที่ลุกโชนขึ้นในดวงตาของเธอ

“มาลากอร์ต้องการม้วนคัมภีร์นี้ เพื่อที่จะรู้ว่าชิ้นส่วนสุดท้ายของคทาซ่อนอยู่ที่ไหน” เอลาริสกล่าว “เราจะไม่มีทางยอมให้มันได้ในสิ่งที่ต้องการ” “แล้วเราจะทำอย่างไรกัน?” ไลราถาม

เอลาริสหลับตาลง เธอพยายามรวบรวมสติและพลังทั้งหมดที่มี เธอจำคำพูดของอาจารย์เซทูได้ “จงยอมรับว่าเจ้าคือผู้ที่ถูกเลือก”

“เราจะตามหามัน” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “เราจะมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนก็ตาม”

เคลและไลราพยักหน้า พวกเขามองเห็นความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ในดวงตาของเอลาริส แม้จะเผชิญกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ แต่เธอก็ยังคงเป็นความหวัง

“เราจะไปกับเธอ” เคลกล่าว “ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน เราก็จะอยู่เคียงข้างเธอ” ไลรายิ้ม “ใช่แล้ว เราจะไม่มีวันยอมแพ้”

เอลาริสรู้สึกอบอุ่นในใจ เธอรู้ดีว่าการเดินทางยังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยอันตราย แต่เธอก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป เธอมีสหายที่พร้อมจะร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่

พวกเขาออกจากโถงถ้ำ ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงความเงียบงันและความทรงจำของความพ่ายแพ้ แต่ในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไป เพื่อตามหาสิ่งที่หายไป และเพื่อปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!