ข่าวการบุกรุกวิหารแห่งแสงที่สาบสูญ และการชิงม้วนคัมภีร์คำทำนายไปได้สำเร็จ สร้างความปิติยินดีให้แก่ราชาปีศาจมาลากอร์อย่างยิ่ง เขานั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ทำจากกระดูกและโลหะสีดำ ในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยเงามืดและควันพิษ ลูกสมุนปีศาจนับร้อยตนยืนก้มหัวอยู่เบื้องหน้าด้วยความยำเกรง
“เจ้าทำได้ดีมาก มาสเตอร์แห่งเงา” มาลากอร์เอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง “บัดนี้ข้ารู้แล้วว่าชิ้นส่วนสุดท้ายของคทาซ่อนอยู่ที่ใด”
มาสเตอร์แห่งเงาคุกเข่าลง “เป็นเกียรติของข้าพเจ้าเพคะองค์ราชา” “แต่ทายาทผู้นั้นเล่า” มาลากอร์ถาม “เจ้าปล่อยให้มันหนีไปได้?”
มาสเตอร์แห่งเงาก้มหน้าลง “ขออภัยเพคะองค์ราชา นางมีพลังที่น่าประหลาดใจ และสหายของนางก็แข็งแกร่งนัก” มาลากอร์หัวเราะอย่างเย็นชา “พลังที่น่าประหลาดใจงั้นรึ? ไม่เป็นไร นางจะไม่มีโอกาสได้ใช้พลังนั้นอีกต่อไป”
เขาหันไปทางแม่ทัพปีศาจอีกตนหนึ่ง ร่างกายใหญ่โตกำยำ มีผิวหนังสีแดงฉานและเขางอกออกมาจากหน้าผาก มันคือบาอัล ผู้บัญชาการกองทัพอสูร
“บาอัล” มาลากอร์เอ่ย “จงนำกองทัพไปดักรอนางที่เส้นทางสู่ดินแดนแห่งหมอก ต้องไม่มีใครรอดไปได้” บาอัลคุกเข่าลง “พะยะค่ะองค์ราชา ข้าจะนำศีรษะของมันมาถวายท่าน”
มาลากอร์แสยะยิ้ม “ดีมาก และจงส่งหน่วยสอดแนมไปทั่วทุกสารทิศ คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกมัน รายงานทุกอย่างให้ข้ารู้”
ในขณะเดียวกัน เอลาริสและสหายกำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ไม่มีใครรู้จักตามคำทำนาย พวกเขาไม่มีแผนที่ ไม่มีข้อมูลใดๆ มีเพียงความรู้สึกและสัญชาตญาณเท่านั้นที่นำทาง
“ดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก” เอลาริสพึมพำ “มันจะอยู่ที่ไหนกันนะ” “คำทำนายมักจะมีปริศนาซ่อนอยู่เสมอ” ไลรากล่าว “อาจารย์เซทูเคยบอกว่าความจริงมักจะอยู่ตรงหน้าเราเสมอ แต่เรามักจะมองไม่เห็น”
เคลชี้ไปข้างหน้า “ดูนั่นสิ! มีหมอกหนาทึบอยู่ข้างหน้า” เบื้องหน้าของพวกเขาคือผืนป่าที่ปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาวขุ่นหนาทึบ มองไม่เห็นสิ่งใดที่อยู่ข้างหน้าเลย
“นี่อาจจะเป็นดินแดนแห่งหมอกที่คำทำนายกล่าวถึง” เอลาริสกล่าว พลางรู้สึกถึงความเย็นเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากหมอกนั้น “มันดูอันตรายมาก” เคลกล่าว “เราควรระวังตัวให้ดี”
ทันทีที่พวกเขาก้าวเท้าเข้าไปในม่านหมอก ความรู้สึกแปลกประหลาดก็เข้ามาแทนที่ มันไม่ใช่แค่ความเย็น แต่เป็นความรู้สึกเหมือนถูกแยกออกจากโลกภายนอก เสียงต่างๆ เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัว
“ฉันรู้สึกไม่ดีเลย” ไลรากล่าว “เหมือนมีบางอย่างกำลังเฝ้ารอเราอยู่” เอลาริสพยักหน้า “ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน”
พวกเขาเดินไปอย่างช้าๆ พยายามมองหาเส้นทางในม่านหมอกที่หนาทึบ ทัศนวิสัยแทบเป็นศูนย์ มีเพียงแสงเรืองรองจากพลังเวทมนตร์ในมือของเอลาริสเท่านั้นที่ช่วยนำทาง
จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามดังก้องมาจากในม่านหมอก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักหน่วง “พวกมันมาแล้ว!” เคลตะโกน
เงาร่างขนาดใหญ่เริ่มปรากฏขึ้นในม่านหมอก พวกมันคือปีศาจอสูร รูปร่างใหญ่โตกำยำ มีผิวหนังสีแดงฉาน และถืออาวุธขนาดใหญ่ พวกมันบุกเข้ามาจากทุกทิศทาง
“เตรียมตัว!” เอลาริสประกาศ พลางเรียกพลังสุริยันจันทราขึ้นมาในมือ
การต่อสู้เริ่มขึ้นอย่างดุเดือดในม่านหมอกที่หนาทึบ เอลาริสใช้พลังเวทมนตร์โจมตีปีศาจอย่างต่อเนื่อง แสงสีเงินของเธอตัดผ่านความมืดมิดของหมอก สร้างความเสียหายให้แก่ปีศาจอย่างรุนแรง
เคลใช้ดาบใหญ่ของเขาฟาดฟันศัตรูอย่างไม่ลดละ ร่างกายที่แข็งแกร่งของเขาเป็นกำแพงป้องกันให้แก่เอลาริสและไลรา ไลราใช้ความคล่องตัวของเธอ วิ่งเข้าออกในม่านหมอก พลางยิงธนูอาบยาพิษใส่จุดอ่อนของปีศาจ
แต่จำนวนของปีศาจมีมากมายมหาศาล พวกมันยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ราวกับเป็นกระแสน้ำที่ไม่มีวันหมด
“พวกมันมาจากไหนกันนัก!” ไลราตะโกนด้วยความเหนื่อยล้า “พวกมันถูกส่งมาดักรอเรา” เอลาริสกล่าว “นี่คืออุบายของมาลากอร์”
ในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะดังก้องมาจากในม่านหมอก ร่างกายใหญ่โตของบาอัลปรากฏขึ้น มันถือขวานขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายสีแดงฉาน
“ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนแห่งความตาย ผู้พิทักษ์แห่งแสง” บาอัลกล่าวด้วยเสียงหัวเราะที่น่าขนลุก “องค์ราชามาลากอร์ทรงฝากความตายมาให้พวกเจ้า”
บาอัลพุ่งเข้าใส่เคลด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ขวานของมันฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง เคลยกดาบขึ้นป้องกัน แต่พลังของบาอัลก็เหนือกว่า เขาถูกกระแทกจนกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ ร่างกายของเขากระแทกกับพื้นอย่างแรง
“เคล!” เอลาริสร้องด้วยความตกใจ บาอัลไม่สนใจเคล มันหันมาทางเอลาริส มันรู้ดีว่าเอลาริสคือเป้าหมายหลัก
“ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องชดใช้ความผิดแล้ว ทายาทแห่งราชวงศ์ที่สาบสูญ” บาอัลกล่าว พลางยกขวานขึ้น เตรียมฟันลงมาที่เอลาริส
เอลาริสรู้สึกถึงความกลัวที่แล่นเข้ามาในใจ เธอพยายามเรียกพลังเวทมนตร์ขึ้นมา แต่ร่างกายของเธอกลับรู้สึกเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ที่ยาวนาน
“หยุดนะ!” ไลราตะโกน เธอพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง พลางยิงธนูใส่ดวงตาของบาอัล
บาอัลคำรามด้วยความเจ็บปวด มันหันไปทางไลราด้วยความโกรธ มันทิ้งขวานในมือลง และใช้มือใหญ่ของมันคว้าเข้าที่ร่างของไลรา
“แกต้องตาย!” บาอัลคำราม
ไลราร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อถูกมือของบาอัลบีบแน่น ร่างกายของเธอถูกยกขึ้นจากพื้นดิน
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้นะ!” เอลาริสตะโกนด้วยความโกรธ เธอรู้สึกถึงพลังที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในตัว แรงโกรธที่เห็นสหายถูกทำร้ายทำให้เธอสามารถปลดปล่อยพลังที่ซ่อนเร้นออกมาได้
แสงสีเงินเรืองรองเจิดจ้ากว่าครั้งไหนๆ พุ่งออกมาจากร่างของเอลาริส มันไม่ใช่แค่แสง แต่เป็นคลื่นพลังงานที่รุนแรง เธอพุ่งเข้าใส่บาอัลด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิม คทาที่ยังไม่สมบูรณ์ในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้า
“แกจะต้องชดใช้!” เอลาริสคำราม พลางฟาดคทาเข้าใส่บาอัลอย่างรุนแรง
พลังที่รุนแรงของเอลาริสทำให้บาอัลต้องปล่อยไลราลง มันคำรามด้วยความเจ็บปวดเมื่อพลังของเอลาริสปะทะเข้ากับร่างกายของมัน
เอลาริสไม่หยุด เธอโจมตีบาอัลอย่างต่อเนื่อง พลังสุริยันจันทราที่สมบูรณ์แบบของเธอทำให้บาอัลต้องถอยร่น มันไม่เคยเจอพลังแบบนี้มาก่อน
“เป็นไปไม่ได้!” บาอัลคำราม “พลังของเจ้ามาจากไหนกัน!”
เอลาริสไม่สนใจคำพูดของมัน เธอรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ปลายคทา ก่อนจะพุ่งเข้าแทงใส่บาอัลอย่างรวดเร็ว แสงสีเงินพุ่งทะลุร่างของปีศาจผู้นั้น ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน
ร่างของบาอัลสลายกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำปลิวไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงขวานขนาดใหญ่ที่ตกลงกระทบพื้นเสียงดังสนั่น
เมื่อบาอัลถูกทำลาย ปีศาจที่เหลือก็หยุดชะงัก พวกมันดูหวาดกลัวและสับสน ก่อนจะพากันถอยหนีหายเข้าไปในม่านหมอกอย่างรวดเร็ว
เอลาริสทรุดตัวลงกับพื้น เธอหอบหายใจอย่างหนัก ร่างกายของเธออ่อนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พลังที่ใช้ไปนั้นมหาศาลจริงๆ
เคลและไลรีวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง “เอลาริส! เธอเป็นอะไรไหม?” เคลถาม พลางพยุงเธอขึ้น “ฉันไม่เป็นไร” เอลาริสตอบ “แต่ฉันใช้พลังไปมากเกินไป”
ไลรากอดเอลาริสแน่น “เธอช่วยฉันไว้ ขอบคุณนะเอลาริส” เอลาริสยิ้มอย่างอ่อนแรง “เราเป็นสหายกัน”
เคลสำรวจรอบๆ “ดูเหมือนพวกมันจะหนีไปหมดแล้ว” “เราต้องรีบไปจากที่นี่” เอลาริสกล่าว “มาลากอร์จะส่งปีศาจที่แข็งแกร่งกว่ามาอีกแน่นอน”
พวกเขาทั้งสามคนประคองกันและกัน เดินออกจากม่านหมอกที่หนาทึบ ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงซากศพของปีศาจและขวานขนาดใหญ่ของบาอัล
แม้จะได้รับชัยชนะ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่านี่เป็นเพียงการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น สงครามที่แท้จริงยังรออยู่ข้างหน้า และมาลากอร์ก็จะไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาไปถึงชิ้นส่วนสุดท้ายของคทาได้โดยง่าย
แต่ในขณะเดียวกัน เอลาริสก็ตระหนักว่าพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเธอยังมีอีกมากมาย และเธอจะต้องฝึกฝนมันให้เชี่ยวชาญก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก