หลังจากรอดพ้นจากอุบายของบาอัลในดินแดนแห่งหมอก เอลาริสและสหายก็ใช้เวลาพักฟื้นร่างกายและจิตใจอยู่หลายวัน พวกเขาค้นพบถ้ำเล็กๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในป่าลึก ใช้เป็นที่หลบภัยจากสายตาของปีศาจและเพื่อรักษาบาดแผล
ในคืนหนึ่ง ขณะที่เอลาริสกำลังนั่งสมาธิอยู่หน้ากองไฟ เธอก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่ผิดปกติ มันไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เป็นความรู้สึกเหมือนโลกกำลังเปลี่ยนแปลง
“พวกเธอรู้สึกไหม?” เอลาริสถามเคลและไลราที่กำลังหลับใหลอยู่ข้างๆ ทั้งสองสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “อะไรกัน?” เคลถาม “ฉันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น” ไลรามองออกไปนอกถ้ำด้วยสายตาเป็นห่วง “ท้องฟ้าดูแปลกๆ”
พวกเขาพากันเดินออกมาจากถ้ำ เงยหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบน ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาทั้งสามถึงกับตกตะลึง
ดวงจันทร์สองดวงปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า! ดวงจันทร์ดวงแรกเป็นสีเงินนวลอย่างที่เคยเห็น แต่ดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งกลับมีสีแดงก่ำราวกับโลหะที่ถูกเผาไฟ มันส่องแสงสว่างจ้ากว่าดวงจันทร์ปกติ และมีเงามืดคล้ายวงแหวนล้อมรอบ
“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่!” เอลาริสพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “มันเริ่มขึ้นแล้ว”
แสงจากดวงจันทร์สีแดงก่ำสาดส่องลงมายังพื้นโลก ทำให้ทุกสิ่งดูผิดเพี้ยนไปจากเดิม ต้นไม้และพืชพรรณดูซีดเซียวราวกับถูกดูดกลืนพลังชีวิต สัตว์ป่าส่งเสียงร้องอย่างหวาดกลัว และในระยะไกล พวกเขายังได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้คน
“นี่คือสัญญาณ” ไลรากล่าวด้วยสีหน้าซีดเผือด “สัญญาณแห่งความมืดมิดที่กำลังจะมาถึง” เคลกำหมัดแน่น “มาลากอร์กำลังจะปลดปล่อยพลังของมัน”
เอลาริสรู้สึกถึงความกดดันอันมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา เธอคือผู้ถูกเลือก เป็นความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้ แต่เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม เธอรู้สึกถึงความกลัว ความสงสัย และความไม่มั่นใจในตัวเอง
“ฉันจะทำได้จริงๆ หรือคะ” เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “ฉันยังไม่สมบูรณ์ พลังของฉันยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะหยุดยั้งมาลากอร์ได้”
เคลเดินเข้ามาหาเอลาริส วางมือบนไหล่ของเธออย่างอ่อนโยน “เธอแข็งแกร่งกว่าที่เธอคิด เอลาริส เธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในการต่อสู้กับซาร์กอนและบาอัล” ไลราพยักหน้า “ใช่แล้ว เธอคือความหวังของเราทุกคน อย่าได้สงสัยในตัวเองเลย”
เอลาริสเงยหน้ามองดวงจันทร์คู่ที่ส่องสว่างอยู่บนฟากฟ้า เธอรู้ดีว่าเวลาของพวกเขาเหลือน้อยลงทุกที แต่เธอก็ยังไม่รู้ว่าจะไปหาชิ้นส่วนสุดท้ายของคทาได้ที่ไหน และแท่นบูชาแห่งบรรพกาลอยู่ที่ใด
ในขณะที่พวกเขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์คู่ที่น่าสะพรึงกลัว จู่ๆ ก็มีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังก้องอยู่ในหูของเอลาริส มันเป็นเสียงที่มาจากส่วนลึกของจิตใจเธอ เป็นเสียงที่คุ้นเคยราวกับเป็นเสียงของบรรพบุรุษ
“จงตามหาผู้พิทักษ์แห่งเถาวัลย์ศักดิ์สิทธิ์… ผู้ที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจกลางป่าอาถรรพ์… เขาจะนำทางเจ้าไปสู่พลังแห่งชีวิต”
เอลาริสสะดุ้งเฮือก เธอหันไปมองเคลและไลรา แต่ทั้งสองดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงนั้น
“ฉันได้ยินบางอย่าง” เอลาริสกล่าว “เสียงกระซิบ มันบอกให้ฉันตามหาผู้พิทักษ์แห่งเถาวัลย์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในใจกลางป่าอาถรรพ์”
เคลและไลรามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ “ป่าอาถรรพ์?” ไลราพึมพำ “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับป่าแห่งนั้น มันเป็นป่าที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์โบราณและสิ่งมีชีวิตลึกลับ ไม่มีใครเคยกลับออกมาได้” เคลขมวดคิ้ว “มันอาจจะเป็นกับดักของมาลากอร์”
“ไม่” เอลาริสกล่าวอย่างหนักแน่น “ฉันรู้สึกว่านี่คือคำแนะนำจากบรรพบุรุษของฉัน มันคือหนทางเดียวที่เราจะหาชิ้นส่วนสุดท้ายของคทาได้”
เอลาริสจ้องมองไปยังทิศทางที่เสียงกระซิบนั้นนำพาเธอไป เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากทิศทางนั้น ราวกับว่ามีแม่เหล็กขนาดใหญ่กำลังดึงดูดเธอไป
“เราจะมุ่งหน้าไปยังป่าอาถรรพ์” เอลาริสประกาศ “นั่นคือหนทางเดียวที่เราจะทำตามพันธสัญญาได้”
เคลและไลรามองหน้ากันอีกครั้ง พวกเขาเห็นความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ในดวงตาของเอลาริส และรู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถทิ้งเธอไปได้
“เราจะไปกับเธอ” เคลกล่าว “ไม่ว่าป่าอาถรรพ์จะอันตรายแค่ไหนก็ตาม” ไลราพยักหน้า “เราจะอยู่เคียงข้างเธอจนกว่าจะถึงที่สุด”
เอลาริสยิ้มอย่างอบอุ่น เธอรู้สึกถึงความกลัวที่ลดลงไปเล็กน้อยเมื่อมีสหายอยู่เคียงข้าง
ในคืนนั้น แสงจากดวงจันทร์คู่ยังคงสาดส่องลงมายังพื้นโลก มันเป็นทั้งสัญญาณแห่งความหายนะและสัญญาณแห่งความหวัง เอลาริสรู้ดีว่าเธอจะต้องเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเอง และปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมาให้ได้ ก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกินทุกสิ่ง
พวกเขาออกเดินทางอีกครั้งในยามรุ่งอรุณ ดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงอ่อนแรงลงไปมากราวกับถูกบดบังด้วยเงาของดวงจันทร์คู่ที่ยังคงปรากฏอยู่บนฟากฟ้า บรรยากาศของโลกทั้งใบดูหม่นหมองและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เราต้องรีบแล้ว” เอลาริสกล่าว “เวลาของเราเหลือน้อยลงทุกที”
พวกเขาเดินไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยพืชพรรณแปลกประหลาดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน อากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ และมีเสียงกระซิบแผ่วเบาที่พัดมาตามลม ราวกับเสียงของวิญญาณที่กำลังร่ำไห้
เมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าอาถรรพ์มากขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ก็เริ่มสูงใหญ่และบิดเบี้ยวผิดรูป กิ่งก้านสาขาพันเกี่ยวกันจนบดบังท้องฟ้า แสงแดดไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นดินได้ ทำให้ทุกสิ่งดูมืดสลัวและลึกลับ
“ฉันรู้สึกถึงพลังเวทมนตร์ที่รุนแรงมากที่นี่” เอลาริสกล่าว “มันเป็นพลังที่เก่าแก่และบริสุทธิ์” ไลราพยักหน้า “ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน”
จู่ๆ ต้นไม้ที่อยู่รอบตัวพวกเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว กิ่งก้านสาขาบิดเป็นเกลียวราวกับแขนขาของสิ่งมีชีวิต และเถาวัลย์ขนาดใหญ่ก็เริ่มเลื้อยออกมาจากพื้นดิน พยายามรัดตรึงพวกเขาทั้งสามคน
“พวกมันมีชีวิต!” เคลตะโกน พลางชักดาบออกมารับมือกับเถาวัลย์ที่พุ่งเข้ามา เอลาริสไม่รอช้า เธอใช้พลังสุริยันโจมตีเถาวัลย์ แสงเจิดจ้าปะทะเข้ากับเถาวัลย์ ทำให้พวกมันหดตัวและไหม้เกรียม
แต่เถาวัลย์ก็ยังคงหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อน พวกมันดูเหมือนจะมีชีวิตและสติปัญญา พยายามที่จะจับตัวพวกเขาไว้
“เราต้องหาทางผ่านไปให้ได้!” ไลรากล่าว พลางใช้มีดสั้นของเธอตัดเถาวัลย์ที่พุ่งเข้ามา เอลาริสรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากใจกลางป่า เธอรู้ดีว่าผู้พิทักษ์แห่งเถาวัลย์ศักดิ์สิทธิ์กำลังรอพวกเขาอยู่
“จงทำลายเถาวัลย์ที่ขวางทาง!” เอลาริสประกาศ พลางรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีเข้าไว้ด้วยกัน เธอปลดปล่อยคลื่นพลังสุริยันจันทราออกไป แสงสีเงินพุ่งทะลวงผ่านเถาวัลย์ สร้างทางเดินให้พวกเขาได้ก้าวต่อไป
เคลและไลรีใช้โอกาสนี้วิ่งตามเอลาริสไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาเร่งฝีเท้าเข้าสู่ใจกลางป่าอาถรรพ์ ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงเถาวัลย์ที่ไหม้เกรียมและเสียงกระซิบของป่าที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์
พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคืออะไร แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เพราะความหวังทั้งหมดของโลกใบนี้ขึ้นอยู่กับพวกเขา และสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ก็กำลังจะมาถึงอย่างสมบูรณ์ในไม่ช้า

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก