วันรุ่งขึ้น ณ ใจกลางพนาไพรแห่งปฐมมนตรา ที่ซึ่งต้นไม้โบราณกอดเกี่ยวกันเป็นอุโมงค์ธรรมชาติ นำทางไปสู่ลานหินกลมเกลี้ยงที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่า มีแท่นบูชาหินเก่าแก่ที่ปกคลุมด้วยมอสส์หนาทึบ อาจารย์เอเธนยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชานั้น ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความเคร่งขรึมและลึกล้ำ
"วันนี้ เอลาริส เจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบที่แท้จริง บททดสอบแห่งวิญญาณ" อาจารย์เอเธนกล่าวด้วยเสียงที่ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ "นี่ไม่ใช่การฝึกฝนพลังธาตุ แต่เป็นการเดินทางเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของจิตวิญญาณของเจ้า เพื่อค้นพบความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในสายเลือดของราชวงศ์สุริยันจันทรา"
เอลาริสยืนอยู่เบื้องหน้าอาจารย์เอเธน หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและประหม่า เธอรู้ว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญที่จะนำพาเธอไปสู่ความเข้าใจในพลังและชะตากรรมของเธอให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไกรธรและลิลลี่ยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย ใบหน้าของทั้งคู่ฉายแววกังวล แต่ก็เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอลาริส
"จงวางมือลงบนแท่นบูชานี้" อาจารย์เอเธนสั่ง "แล้วปล่อยใจให้ว่างเปล่า จงเปิดรับทุกสิ่งที่จะเข้ามาในห้วงความคิดของเจ้า ไม่ว่ามันจะเป็นภาพ ความรู้สึก หรือเสียงกระซิบ จงอย่าต่อต้านมัน แต่จงทำความเข้าใจมัน"
เอลาริสก้าวเข้าไปใกล้แท่นบูชาหิน เธอวางฝ่ามือลงบนพื้นผิวที่เย็นเฉียบและหยาบกร้านของหินโบราณ ทันทีที่สัมผัส แท่นหินก็เรืองแสงสีทองอ่อนๆ ขึ้นมา แสงนั้นค่อยๆ ไหลเวียนเข้าสู่ฝ่ามือของเธอ และแพร่กระจายไปทั่วร่าง
เธอหลับตาลง สัมผัสถึงกระแสพลังงานที่ไหลเวียนผ่านตัวเธอ มันไม่ใช่พลังธาตุที่เธอคุ้นเคย แต่เป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และเก่าแก่กว่านั้นมาก ราวกับเป็นเสียงกระซิบจากอดีตกาลที่กำลังพยายามสื่อสารกับเธอ
ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเอลาริสคือภาพของหญิงสาวผู้สง่างามในชุดสีขาวบริสุทธิ์ ผมของเธอยาวสยายราวกับกระแสน้ำตก และดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ หญิงสาวผู้นั้นกำลังยืนอยู่บนยอดปราสาทสูงเสียดฟ้า มองไปยังอาณาจักรอันกว้างใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองภายใต้แสงแห่งสุริยันจันทรา ผู้คนในอาณาจักรต่างพากันถวายความเคารพและชื่นชมในพลังของเธอ
"เจ้าคือใคร?" เอลาริสพยายามส่งกระแสจิตถาม
หญิงสาวผู้นั้นหันมามองเอลาริส ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความรักและความเมตตา "ข้าคืออลิเซีย... บรรพชนของเจ้า" เสียงของเธอหวานใสราวกับระฆังแก้ว ก้องกังวานอยู่ในห้วงจิต "เจ้าคือความหวังสุดท้ายของราชวงศ์ของเรา"
ภาพเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เอลาริสเห็นอลิเซียกำลังใช้พลังเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ของเธอในการสร้างชีวิตให้กับผืนดินที่แห้งแล้ง บันดาลให้สายน้ำไหลริน และปกป้องผู้คนจากภัยอันตรายต่างๆ พลังของเธอบริสุทธิ์และทรงอานุภาพอย่างยิ่ง
แต่แล้ว... ภาพก็เริ่มมืดมิดลง เงาขนาดมหึมาปรากฏขึ้นบนขอบฟ้า คลื่นความมืดมิดแผ่กระจายเข้ามาปกคลุมอาณาจักรอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างหวาดกลัวและสิ้นหวัง เอลาริสเห็นอลิเซียพยายามต่อสู้กับความมืดมิดนั้น ด้วยพลังทั้งหมดที่เธอมี แต่ความมืดมิดนั้นก็แข็งแกร่งเกินกว่าที่ใครจะต้านทานได้
"มาลากอร์..." เอลาริสกระซิบออกมาอย่างแผ่วเบา
ภาพสุดท้ายที่เอลาริสเห็นคืออลิเซียกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าของอะไรบางอย่างที่เปล่งประกายเจิดจ้า มันคือคทาที่ส่องสว่างด้วยแสงแห่งสุริยันจันทรา เธอกำลังใช้พลังสุดท้ายของเธอในการผนึกคทานั้นไว้ในสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง ก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง
"คทาสุริยันจันทรา... คือกุญแจ" เสียงของอลิเซียดังขึ้นอีกครั้ง "มันคือความหวังเดียวที่จะผนึกมาลากอร์ได้ เจ้าจะต้องตามหามันให้พบ... ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง"
ทันใดนั้น ภาพทั้งหมดก็พลันเลือนหายไป เอลาริสรู้สึกเหมือนถูกดึงกลับมาสู่ความเป็นจริง เธอเปิดตาขึ้นอย่างช้าๆ พบว่าตัวเองยังคงนั่งอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาหิน แสงสีทองจากแท่นหินยังคงเรืองรองอยู่ แต่เธอรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"เอลาริส! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?" อาจารย์เอเธนรีบเดินเข้ามาหา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
เอลาริสพยายามลุกขึ้นยืน แต่ก็รู้สึกว่าขาของเธออ่อนแรงเกินไป ไกรธรเข้ามาประคองเธอไว้
"ข้า... ข้าเห็นท่านอลิเซีย" เอลาริสกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "บรรพชนของข้า... เธอแสดงให้ข้าเห็นถึงพลังของคทาสุริยันจันทรา และการต่อสู้กับมาลากอร์"
อาจารย์เอเธนพยักหน้าอย่างเข้าใจ "ดีมาก เอลาริส นั่นคือสิ่งที่เจ้าต้องรู้ เจ้าได้เห็นถึงรากฐานของพลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้าแล้ว"
"แต่ข้าก็เห็นความมืดมิดที่กลืนกินอาณาจักร" เอลาริสกล่าวต่อ "มาลากอร์แข็งแกร่งมาก ข้าไม่แน่ใจว่าข้าจะทำได้"
"ความกลัวเป็นเรื่องปกติ เอลาริส" อาจารย์เอเธนกล่าวอย่างอ่อนโยน "แต่อย่าให้มันบงการเจ้า จงจำไว้ว่าเจ้าไม่ได้อยู่คนเดียวในการต่อสู้ครั้งนี้"
ลิลลี่เดินเข้ามาใกล้ "ใช่แล้ว เอลาริส เราจะสู้ไปกับเจ้าจนถึงที่สุด"
ไกรธรบีบไหล่ของเอลาริสเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ "เราเชื่อในตัวเจ้า"
คำพูดของสหายทำให้เอลาริสรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เธอเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์เอเธน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอีกครั้ง
"ข้าจะตามหาคทาสุริยันจันทราให้พบ" เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "และข้าจะผนึกมาลากอร์ให้ได้ ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหนก็ตาม"
อาจารย์เอเธนยิ้มอย่างพึงพอใจ "นั่นคือจิตวิญญาณของราชวงศ์สุริยันจันทราที่แท้จริง"
ขณะที่เอลาริสกำลังฟื้นตัวจากบททดสอบแห่งวิญญาณ อาจารย์เอเธนก็เริ่มอธิบายถึงความหมายของสิ่งที่เธอได้เห็น
"สิ่งที่เจ้าได้เห็นคืออดีตอันรุ่งโรจน์และความมืดมิดที่คืบคลานเข้ามา" อาจารย์เอเธนกล่าว "คทาสุริยันจันทราไม่ได้เป็นเพียงอาวุธ แต่มันเป็นศูนย์รวมแห่งพลังเวทมนตร์ที่บรรพชนของเจ้าได้รวบรวมไว้ มันเป็นกุญแจสำคัญในการผนึกมาลากอร์ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของโลกใบนี้"
"แล้วสุริยคราสแห่งจันทร์คู่คืออะไรคะอาจารย์?" เอลาริสถาม
อาจารย์เอเธนถอนหายใจ "นั่นคือช่วงเวลาที่พลังของมาลากอร์จะแข็งแกร่งที่สุด ดวงจันทร์ทั้งสองดวงจะโคจรมาบดบังดวงอาทิตย์พร้อมกันในวันนั้น ทำให้โลกตกอยู่ในความมืดมิดสมบูรณ์ และในห้วงเวลานั้นเอง มาลากอร์จะสามารถปลดปล่อยพลังทั้งหมดของมันออกมาได้ หากคทาสุริยันจันทราไม่ถูกใช้เพื่อผนึกมันไว้ โลกของเราก็จะถูกกลืนกินโดยความมืดมิดตลอดกาล"
ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้เอลาริสรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่อยู่บนบ่าของเธอ เธอต้องรีบตามหาคทาสุริยันจันทราให้พบก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง
"แล้วคทาอยู่ที่ไหนคะ?" เอลาริสถามด้วยความเร่งรีบ
"นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องค้นหา" อาจารย์เอเธนตอบ "อลิเซียได้ผนึกมันไว้ในสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้มันตกไปอยู่ในมือของมาลากอร์ แต่เธอได้ทิ้งเบาะแสไว้ให้เรา เบาะแสที่ซ่อนอยู่ในตำนานและโบราณวัตถุต่างๆ"
"เราต้องออกเดินทางกันต่อแล้ว" ไกรธรกล่าว "ทุกวินาทีมีค่า"
ลิลลี่พยักหน้าเห็นด้วย "ข้าจะลองสำรวจดูรอบๆ ว่ามีเส้นทางใดที่จะพาเราออกจากพนาไพรนี้ได้บ้าง"
เอลาริสรู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่กลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เธอเชื่อว่าสิ่งที่เธอได้เห็นในบททดสอบแห่งวิญญาณไม่ใช่แค่ภาพหลอน แต่มันคือคำแนะนำจากบรรพชนของเธอ มันคือความจริงที่เธอต้องแบกรับและปฏิบัติตาม
ก่อนที่จะออกเดินทางจากพนาไพรแห่งปฐมมนตรา อาจารย์เอเธนได้พาเอลาริสไปยังบ่อน้ำพุเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้รากต้นไม้โบราณ น้ำในบ่อน้ำพุนั้นใสสะอาดราวกับคริสตัล และเปล่งประกายสีเงินยามที่แสงอาทิตย์ส่องต้อง
"นี่คือน้ำพุแห่งความทรงจำ" อาจารย์เอเธนกล่าว "มันจะช่วยชำระล้างจิตใจของเจ้า และทำให้ความทรงจำที่เจ้าได้รับจากอลิเซียแจ่มชัดยิ่งขึ้น"
เอลาริสก้มลงวักน้ำจากบ่อน้ำพุมาล้างหน้า ความเย็นเยือกของน้ำทำให้เธอรู้สึกสดชื่นและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ภาพของอลิเซียและคทาสุริยันจันทราปรากฏชัดเจนขึ้นในห้วงความคิดของเธอ เธอรู้สึกเหมือนกับว่าได้เชื่อมโยงกับบรรพชนของเธออย่างแท้จริง
เมื่อทุกอย่างพร้อม สหายทั้งสี่ก็ออกเดินทางจากพนาไพรแห่งปฐมมนตรา ทิ้งความสงบเงียบและความลึกลับของป่าไว้เบื้องหลัง เป้าหมายต่อไปของพวกเขาคือการตามหาเบาะแสที่จะนำไปสู่คทาสุริยันจันทรา อาวุธเพียงชิ้นเดียวที่จะสามารถหยุดยั้งราชาปีศาจมาลากอร์ได้
เอลาริสรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรคและอันตราย แต่เธอไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว เธอรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ พลังที่เชื่อมโยงเธอกับบรรพชน และพลังที่พร้อมจะตื่นขึ้นเพื่อปกป้องโลกใบนี้ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แสงแห่งสุริยันจันทราส่องประกายอยู่ในแววตาของเธอ ราวกับเป็นคำมั่นสัญญาว่าจะนำพาสันติสุขกลับคืนมาสู่ทุกอาณาจักรให้จงได้

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก