หลังจากการฝึกฝนอันเข้มข้นในถ้ำศิลารัตติกาล เอลาริสรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลภายในร่างกายและจิตใจของเธอ พลังแห่งจันทราที่หลับใหลได้ตื่นขึ้น และหลอมรวมเข้ากับพลังแห่งสุริยันที่เธอเคยมี ทำให้เธอรู้สึกสมดุลและแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา การสัมผัสถึงพลังของมาลากอร์ในระหว่างการทำสมาธิ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งรีบในการทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขากลับมารวมตัวกันที่ปากถ้ำ แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมาอาบไล้ผืนป่า ทำให้เกิดประกายระยิบระยับของหยาดน้ำค้างบนใบไม้ เอลาริสยังคงสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่หล่อเลี้ยงเธออยู่ เธอหันไปมองมาสเตอร์เอลโดรันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“ท่านมาสเตอร์ เมื่อคืนนี้...ข้าได้เห็นภาพมากมายเหลือเกิน” เธอเริ่มต้น “ภาพของโลกที่แตกต่างออกไป ภาพของบรรพบุรุษของข้า และ...ภาพของมาลากอร์ ท่านพอจะอธิบายได้ไหมคะว่ามันคืออะไร?”
มาสเตอร์เอลโดรันพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย “นั่นคือ ‘เสียงสะท้อนแห่งรุ่งอรุณแรก’ เอลาริส เป็นภาพอดีตกาลที่ถูกบันทึกไว้ในห้วงพลังงานของถ้ำแห่งนั้น มีเพียงผู้ที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ของราชวงศ์ผู้พิทักษ์เท่านั้น ที่จะสามารถเข้าถึงความทรงจำเหล่านั้นได้”
พวกเขาเดินไปตามเส้นทางที่ออกจากป่าทมิฬ มุ่งหน้าสู่ทุ่งราบสีเขียวขจีที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ลูเซียสและเฟย์ริสเดินนำหน้าไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้เอลาริสและมาสเตอร์เอลโดรันได้พูดคุยกัน
“ภาพที่เจ้าเห็นนั้น คือเรื่องราวของการกำเนิดคทาสุริยันจันทรา และการผนึกมาลากอร์ในครั้งแรก” มาสเตอร์เอลโดรันอธิบาย “ในอดีตกาลอันไกลโพ้น โลกใบนี้เคยเต็มไปด้วยเวทมนตร์อันบริสุทธิ์ พลังแห่งแสงสว่างและพลังแห่งความมืดมิดอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล จนกระทั่งมาลากอร์ถือกำเนิดขึ้นจากห้วงแห่งความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง”
มาสเตอร์เอลโดรันหยุดพักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ “มาลากอร์มิใช่ปีศาจธรรมดา มันคือสสารแห่งความมืดมิดที่ไร้จิตสำนึกแห่งเมตตา มีเพียงความกระหายที่จะกลืนกินและทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นความว่างเปล่า มันเริ่มจากการดูดกลืนพลังเวทมนตร์ จนกระทั่งโลกทั้งใบตกอยู่ในเงามืดมิด”
เอลาริสฟังอย่างตั้งใจ ภาพที่เธอเห็นเมื่อคืนเริ่มปะติดปะต่อกัน เธอจำภาพของท้องฟ้าที่เคยสดใส แปรเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน และผืนดินที่แห้งแล้งแตกระแหงได้
“บรรพบุรุษของเจ้า ‘ราชินีเอลารา’ ผู้เป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์ผู้พิทักษ์ ตระหนักถึงภัยคุกคามนี้” มาสเตอร์เอลโดรันเล่าต่อ “นางรวบรวมพลังเวทมนตร์อันบริสุทธิ์จากทุกสรรพสิ่ง ทั้งแสงจากสุริยัน ความเยือกเย็นจากจันทรา และพลังชีวิตจากผืนป่าและมหาสมุทร นางใช้เวลาหลายปีในการสร้าง ‘คทาสุริยันจันทรา’ ขึ้นมา มิใช่เพื่อเป็นอาวุธ แต่เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการผนึกมาลากอร์”
“ผนึก?” เอลาริสทวนคำ “หมายความว่ามาลากอร์ไม่ได้ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงหรือคะ?”
มาสเตอร์เอลโดรันถอนหายใจ “ถูกต้องเอลาริส พลังของมาลากอร์นั้นมหาศาลเกินกว่าที่จะทำลายล้างได้อย่างสมบูรณ์ ราชินีเอลาราทราบดีว่าหนทางเดียวที่จะปกป้องโลกใบนี้ได้ คือการผนึกมันไว้ในห้วงมิติที่ไม่มีใครเข้าถึงได้ ซึ่งเธอทำได้สำเร็จด้วยพลังของคทาสุริยันจันทรา แต่การผนึกนั้น...ก็ต้องแลกมาด้วยการเสียสละอันใหญ่หลวง”
“การเสียสละอันใหญ่หลวง?” เอลาริสถามด้วยความกังวล
“ราชินีเอลาราต้องใช้พลังชีวิตทั้งหมดของเธอ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาแห่งการผนึก” มาสเตอร์เอลโดรันอธิบาย น้ำเสียงของเขาเศร้าสร้อยลงเล็กน้อย “วิญญาณของนางผูกพันกับคทาสุริยันจันทรา และพลังชีวิตของนางได้ซึมซาบเข้าสู่โลกใบนี้ เพื่อค้ำจุนการผนึกนั้นไว้ แต่นั่นก็ทำให้เวทมนตร์เริ่มเลือนหายไปจากโลก เพราะพลังงานอันมหาศาลถูกใช้ไปเพื่อรักษาสมดุล”
เอลาริสรู้สึกราวกับก้อนหินขนาดใหญ่ทับถมลงบนอกของเธอ ความรู้สึกผิดและภาระอันหนักอึ้งถาโถมเข้ามา เธอเพิ่งเข้าใจว่าการที่เวทมนตร์กำลังเลือนหายไปจากโลกใบนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราวของกาลเวลา หากแต่เป็นผลพวงจากการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษของเธอ
“และ ‘สุริยคราสแห่งจันทร์คู่’ ก็คือช่วงเวลาที่การผนึกนั้นอ่อนแอที่สุดใช่ไหมคะ?” เอลาริสถาม เสียงของเธอแผ่วลง
“ถูกต้อง” มาสเตอร์เอลโดรันพยักหน้า “ในทุกๆ หนึ่งพันปี ดวงจันทร์ทั้งสองดวงจะโคจรมาบดบังดวงอาทิตย์พร้อมกัน ทำให้เกิดสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ เป็นช่วงเวลาที่มิติระหว่างโลกของเราและห้วงมิติที่มาลากอร์ถูกผนึกไว้จะเชื่อมต่อกัน การผนึกจะอ่อนแอลง และมาลากอร์จะพยายามฉีกกระชากตัวเองให้เป็นอิสระ นี่คือเหตุผลที่เราต้องเร่งรีบ”
เอลาริสหลับตาลง ภาพที่เธอเห็นเมื่อคืนเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เธอเห็นราชินีเอลาราในชุดสีขาวบริสุทธิ์ สวมมงกุฎที่เปล่งประกายคล้ายดวงดาว กำลังยืนอยู่ใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงสว่างและเงามืด คทาสุริยันจันทราในมือของนางส่องประกายเจิดจ้า ราวกับเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของจักรวาล
“การที่เจ้าได้เห็นภาพเหล่านั้น หมายความว่าเจ้าได้เข้าใจถึงหน้าที่อันแท้จริงของเจ้าแล้วเอลาริส” มาสเตอร์เอลโดรันกล่าว “เจ้าคือทายาทคนสุดท้าย ผู้ถูกลิขิตให้สานต่อพันธสัญญาของราชินีเอลารา เจ้าจะต้องเป็นผู้ถือครองคทาสุริยันจันทรา และใช้พลังของมันผนึกมาลากอร์อีกครั้ง ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง”
เอลาริสเปิดตาขึ้น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแรงใจ “ข้าเข้าใจแล้วค่ะท่านมาสเตอร์ ข้าจะไม่มีวันทำให้บรรพบุรุษของข้าผิดหวัง”
ลูเซียสและเฟย์ริสเดินกลับมาหาพวกเขา เฟย์ริสสังเกตเห็นสีหน้าของเอลาริสที่เปลี่ยนไป “ดูเหมือนเจ้าจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วนะเอลาริส” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เอลาริสพยักหน้า “ข้าเข้าใจถึงภาระอันยิ่งใหญ่ที่ข้าแบกรับไว้ และข้าก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน”
มาสเตอร์เอลโดรันยิ้มอย่างอ่อนโยน “ดีมากเอลาริส ตอนนี้เจ้ามีทั้งพลังแห่งสุริยันและจันทราอยู่ในตัวแล้ว เจ้าได้เห็นถึงอดีต และเข้าใจถึงภัยคุกคาม แต่การเดินทางของเรายังไม่สิ้นสุด เรายังคงต้องค้นหาความจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับคทาสุริยันจันทรา และวิธีการที่จะใช้พลังของมันได้อย่างสมบูรณ์”
“แล้วเราจะไปที่ไหนต่อไปคะ?” เอลาริสถาม
มาสเตอร์เอลโดรันเงยหน้ามองท้องฟ้า “มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ข้าคิดว่าเจ้าควรไป มันคือ ‘น้ำตกวารีรัตนคราม’ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปกป้องโดยผู้พิทักษ์โบราณ ที่นั่นอาจมีคำตอบบางอย่างสำหรับเรา”
ทุกคนพยักหน้า พวกเขาพร้อมแล้วที่จะออกเดินทางอีกครั้ง แม้ว่าภาระที่แบกรับจะหนักอึ้งเพียงใด แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อพวกเขาเท่านั้น แต่เพื่อโลกทั้งใบ เพื่ออนาคตของทุกชีวิตที่อาศัยอยู่บนผืนพิภพนี้
เอลาริสรู้สึกถึงกระแสพลังเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเธอ มันเป็นพลังที่อบอุ่นและเย็นเยือกในเวลาเดียวกัน เป็นพลังที่เชื่อมโยงเธอกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เธอรู้ดีว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว เธอมีเพื่อนร่วมทางที่กล้าหาญ และมีพันธสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องทำให้สำเร็จ
เสียงสะท้อนแห่งรุ่งอรุณแรกได้มอบความเข้าใจและแรงบันดาลใจให้กับเอลาริส แต่เส้นทางสู่การเป็นผู้พิทักษ์ที่แท้จริงนั้น ยังคงต้องผ่านการทดสอบอีกมากมาย และน้ำตกวารีรัตนครามก็คือบททดสอบต่อไปที่รอคอยพวกเขาอยู่

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก