คทาสุริยัน

ตอนที่ 73 — ปริศนาแห่งหอคอยจันทรา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,366 คำ

การเดินทางสู่หอคอยแห่งจันทราไม่ใช่เรื่องง่าย ตามตำนานกล่าวว่าหอคอยแห่งนี้ถูกซ่อนไว้ในมิติที่ซ้อนทับกัน ปกป้องด้วยเวทมนตร์โบราณที่ซับซ้อนเกินกว่าจอมเวททั่วไปจะเข้าถึงได้ พวกเขาใช้เวลาหลายวันในการเดินทางผ่านป่าทึบและเทือกเขาสูงชัน โดยมีเพียงเบาะแสจากภาพหลอนของเอลาริสและบันทึกเก่าแก่ที่เฟรย่าพยายามตีความ

"แผนที่นี้ชี้ไปที่หุบเขาลึกแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ" เฟรย่าชี้ไปบนแผนที่หนังเก่าคร่ำคร่าที่เธอค้นพบในกระเป๋าลับของเอลาริส "แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้บอกตำแหน่งที่แท้จริงของหอคอย แต่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างมิติ"

"จุดเชื่อมต่อระหว่างมิติ?" ‌เครอสตันเลิกคิ้ว "ฟังดูอันตราย"

"มันคือประตูมิติที่ถูกซ่อนไว้" เฟรย่าอธิบาย "ต้องใช้พลังเวทที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเปิดมัน และฉันเดาว่าพลังนั้นจะต้องเป็นของราชวงศ์สุริยันจันทราเท่านั้น" เธอหันไปมองเอลาริส

เอลาริสพยักหน้า เธอเริ่มคุ้นเคยกับการที่ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะพึ่งพาพลังของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกหนักใจเท่าเมื่อก่อน ​การที่เธอสามารถควบคุมและใช้พลังนั้นได้สำเร็จในการต่อสู้กับผู้พิทักษ์เงา ทำให้เธอมีความมั่นใจมากขึ้น

ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหุบเขาลึกที่ว่ากันว่าเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างมิติ บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด อากาศเย็นยะเยือกจับใจแม้จะเป็นช่วงกลางวัน แสงอาทิตย์ส่องลงมาไม่ถึงพื้นดิน ทำให้หุบเขานั้นเต็มไปด้วยเงาทะมึนและหมอกควันจางๆ ต้นไม้รอบๆ มีรูปร่างบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ‍ราวกับถูกพลังงานบางอย่างบิดเบือน

ตรงกลางหุบเขา มีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดิน แท่นหินนั้นถูกแกะสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวขนาดมหึมา ด้านบนมีอักษรรูนสลักอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเฟรย่าบอกว่าเป็นบทสวดอัญเชิญมิติ

"นี่แหละคือประตู" เฟรย่ากล่าว "แต่ฉันไม่แน่ใจว่าต้องร่ายคาถาบทไหน หรือต้องใช้พลังงานเท่าไหร่"

เอลาริสเดินตรงไปยังแท่นหิน ‌เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากมัน ราวกับว่าแท่นหินกำลังเรียกหาเธอ เธอวางมือลงบนสัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่บนแท่นหินอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่รอให้ภาพหลอนปรากฏ เธอรวบรวมพลังเวทในตัวเธอ ปล่อยให้มันไหลผ่านฝ่ามือเข้าสู่แท่นหิน

ทันใดนั้น อักษรรูนบนแท่นหินก็เรืองแสงสีเงินยวง แสงนั้นสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ‍ก่อนจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มืดมิด เบื้องบนของหุบเขาเกิดการบิดเบี้ยวของมิติ อากาศรอบๆ สั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับผืนผ้าที่ถูกกระชาก สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายหอคอยสูงเสียดฟ้าค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า มันเป็นหอคอยที่ทำจากหินอ่อนสีขาวนวล ​ประดับด้วยแซฟไฟร์สีน้ำเงินเข้มที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว หอคอยนั้นสูงเสียดฟ้า ราวกับจะสัมผัสกับดวงจันทร์ที่กำลังส่องแสงจางๆ อยู่เบื้องบน

"หอคอยแห่งจันทรา!" เฟรย่าอุทานด้วยความตื่นเต้น

แต่ความตื่นเต้นนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจ เมื่อพวกเขาพบว่าไม่มีทางเข้าสู่หอคอยแห่งนั้นโดยตรง หอคอยลอยอยู่กลางอากาศ ไม่มีสะพานหรือทางเดินเชื่อมต่อจากพื้นดิน

"แล้วเราจะเข้าไปข้างในได้อย่างไร?" ​ลิริอัสถาม

เอลาริสสังเกตเห็นว่าแสงจากแท่นหินที่เธอกำลังแตะอยู่นั้นเชื่อมโยงกับหอคอยแห่งจันทรา เธอรู้สึกว่ามีพลังงานบางอย่างกำลังไหลเวียนระหว่างเธอกับหอคอย เธอหลับตาลงอีกครั้ง และพลันก็ได้ยินเสียงกระซิบอีกครั้ง คราวนี้เสียงนั้นชัดเจนกว่าเดิม เป็นเสียงของสตรีผู้นั้น สตรีผู้เป็นบรรพบุรุษของเธอ

"ผู้เป็นทายาทแห่งสุริยันจันทรา จงเปิดใจรับแสงแห่งปัญญา ​แสงนั้นจะนำพาสู่ประตูแห่งความจริง"

เอลาริสลืมตาขึ้น เธอกวาดสายตาไปรอบๆ และพลันก็เห็นแสงสีเงินอ่อนๆ แผ่ออกมาจากตัวเธอ แสงนั้นค่อยๆ ก่อตัวเป็นสะพานแสงที่ทอดยาวจากแท่นหินไปยังประตูทางเข้าหอคอยแห่งจันทราที่เพิ่งปรากฏขึ้น

"มันคือสะพานแห่งแสง!" เฟรย่ากล่าวด้วยความประหลาดใจ "เธอสร้างมันขึ้นมาเอง!"

"ฉันแค่ทำตามที่เสียงนั้นบอก" เอลาริสกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ฉันรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นสัญชาตญาณ"

พวกเขาก้าวขึ้นไปบนสะพานแสงที่มั่นคงราวกับพื้นดิน แสงสีเงินเรืองรองรอบตัวพวกเขาราวกับเกราะป้องกัน เมื่อมาถึงประตูหอคอย พวกเขาพบว่ามันไม่มีกลอนหรือกุญแจ แต่เป็นเพียงแผ่นหินเรียบๆ ที่สลักสัญลักษณ์พระจันทร์เต็มดวง

เอลาริสแตะมือลงบนสัญลักษณ์อีกครั้ง คราวนี้ประตูไม่ได้เปิดออกด้วยเสียงครืดคราด แต่กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เผยให้เห็นทางเข้าสู่ภายในหอคอยที่สว่างไสวด้วยแสงสีเงินอ่อนๆ

ภายในหอคอยแห่งจันทรานั้นกว้างใหญ่และโอ่อ่าเกินกว่าที่คาดคิด ห้องโถงแรกที่พวกเขาเข้ามานั้นเต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงเสียดฟ้าที่เรียงรายไปด้วยคัมภีร์และม้วนกระดาษโบราณนับไม่ถ้วน แสงสีเงินที่ส่องมาจากผนังหอคอยทำให้ทุกสิ่งดูศักดิ์สิทธิ์และสงบเงียบ

"ที่นี่คือห้องสมุด!" เฟรย่าอุทานอย่างตื่นเต้น ดวงตาของเธอเป็นประกายราวกับเด็กที่ได้เจอของเล่นชิ้นโปรด "ความรู้ทั้งหมดของราชวงศ์สุริยันจันทราถูกเก็บไว้ที่นี่!"

เอลาริสเดินสำรวจไปรอบๆ เธอรู้สึกถึงคลื่นพลังเวทที่แผ่ซ่านมาจากคัมภีร์ทุกเล่ม พลังนั้นบริสุทธิ์และสงบเงียบ ไม่เหมือนพลังเวทที่เธอเคยสัมผัสมา เธอเห็นภาพหลอนเล็กๆ น้อยๆ ปรากฏขึ้นรอบตัวเธอ เป็นภาพของเหล่าบรรพบุรุษที่กำลังศึกษาค้นคว้า ร่ายคาถา และปกป้องอาณาจักร

"เราต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับคทาสุริยันจันทราและวิธีผนึกมาลากอร์" เครอสตันกล่าว "เวลาของเราเหลือน้อยลงทุกที"

เฟรย่าเริ่มค้นหาคัมภีร์อย่างกระตือรือร้น เธอดึงคัมภีร์เล่มหนึ่งออกมาจากชั้นหนังสือ เป็นคัมภีร์ปกแข็งสีดำสนิทที่ประดับด้วยอัญมณีสีแดงเข้ม "นี่คือคัมภีร์แห่งผนึกโบราณ! มันน่าจะมีข้อมูลที่เราต้องการ"

ขณะที่เฟรย่ากำลังพลิกอ่านคัมภีร์ เอลาริสก็ถูกดึงดูดไปยังแท่นบูชาเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางห้อง แท่นบูชานั้นประดับด้วยอัญมณีสีม่วงอมน้ำเงินที่ส่องประกายระยิบระยับ ด้านบนมีลูกแก้วคริสตัลขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ลูกแก้วนั้นเปล่งแสงสีเงินอ่อนๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ลูกแก้วคริสตัล เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่รุนแรงจากมัน ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเธอ เมื่อเธอยื่นมือออกไปสัมผัส ลูกแก้วคริสตัลก็ส่องแสงสว่างจ้าขึ้นมาทันที ภาพต่างๆ ผุดขึ้นในจิตใจของเธอ ภาพของดาวเคราะห์สองดวงที่โคจรใกล้กัน ดวงหนึ่งคือดวงอาทิตย์ อีกดวงคือดวงจันทร์ ภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะมาถึง

เธอเห็นมาลากอร์ ราชาปีศาจที่ถูกผนึกไว้ใต้พิภพ กำลังเริ่มตื่นขึ้น ร่างกายของมันที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเวทมนตร์กำลังสั่นสะท้านด้วยพลังแห่งความมืดมิด ดวงตาของมันส่องประกายสีแดงฉาน ราวกับเปลวไฟแห่งนรก ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือคทาสุริยันจันทราที่ส่องประกายเจิดจ้าอยู่ในมือของบรรพบุรุษของเธอ ผู้กำลังร่ายเวทมนตร์อันทรงพลังเพื่อปกป้องโลก

เอลาริสผงะกลับมาด้วยความตกใจและหวาดกลัว "มาลากอร์...มันกำลังจะตื่นขึ้นมาจริงๆ" เธอพูดเสียงสั่น

เฟรย่าเงยหน้าขึ้นจากคัมภีร์ "อะไรนะ? เธอเห็นอะไร?"

"ฉันเห็นมาลากอร์! มันกำลังจะหลุดพ้นจากผนึก และสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ก็ใกล้เข้ามาแล้ว!" เอลาริสเล่าสิ่งที่เธอเห็นให้สหายฟัง

"นี่มันแย่กว่าที่เราคิดไว้เสียอีก" เครอสตันกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "เราต้องหาคทาให้เจอโดยเร็วที่สุด"

"ในคัมภีร์นี้เขียนไว้ว่า คทาสุริยันจันทราถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือสุริยัน อีกส่วนคือจันทรา" เฟรย่ากล่าว "และมันถูกแยกเก็บไว้ในสถานที่ที่แตกต่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้พลังของมันถูกใช้ไปในทางที่ผิด"

"แล้วมันอยู่ที่ไหนกันล่ะ?" ลิริอัสถาม

"ส่วนของจันทราถูกเก็บไว้ในหอคอยแห่งนี้...แต่ไม่ใช่ในห้องสมุด" เฟรย่ากล่าว "มันถูกซ่อนไว้ในห้องแห่งปัญญา ซึ่งอยู่บนยอดหอคอย"

"แล้วส่วนของสุริยันล่ะ?" เอลาริสถาม

เฟรย่าส่ายหน้า "ในคัมภีร์ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน แต่บอกเพียงว่ามันถูกเก็บไว้ในสถานที่ที่อาบไปด้วยแสงตะวันอันบริสุทธิ์...ซึ่งอาจเป็นที่ใดก็ได้ในโลก"

"นั่นหมายความว่าเราต้องหาชิ้นส่วนจันทราที่นี่ก่อน แล้วค่อยออกไปตามหาสุริยัน" เครอสตันสรุป

พวกเขามุ่งหน้าไปยังบันไดวนที่ทอดยาวขึ้นไปสู่ยอดหอคอย ทางเดินนั้นมืดมิดกว่าห้องสมุด มีเพียงแสงเรืองรองจากอัญมณีสีน้ำเงินที่ประดับตามผนังที่ส่องนำทาง แต่ละชั้นที่พวกเขาผ่านไปก็มีห้องต่างๆ ที่เต็มไปด้วยสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์โบราณ รูปปั้นของวีรบุรุษในอดีต และภาพวาดฝาผนังที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของราชวงศ์สุริยันจันทรา

เมื่อมาถึงชั้นบนสุด พวกเขาก็พบกับประตูบานใหญ่ที่ทำจากโลหะสีเงิน ประดับด้วยอัญมณีสีน้ำเงินเข้มขนาดมหึมาที่ส่องประกายเจิดจ้า

"นี่แหละ ห้องแห่งปัญญา" เฟรย่ากล่าว "แต่ดูเหมือนว่ามันจะมีเวทมนตร์ป้องกันที่แข็งแกร่งมาก"

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ประตู เธอรู้สึกถึงพลังเวทที่รุนแรงแผ่ออกมาจากมัน แรงกว่าทุกสิ่งที่เธอเคยสัมผัสมา เธอวางมือลงบนอัญมณีสีน้ำเงินขนาดใหญ่บนประตู และพลันก็ได้ยินเสียงกระซิบอีกครั้ง คราวนี้เสียงนั้นไม่ได้มาจากบรรพบุรุษของเธอ แต่เป็นเสียงที่คุ้นเคย เสียงของมาลากอร์

"เจ้าไม่มีทางหยุดข้าได้หรอก ทายาทแห่งสุริยันจันทรา! พลังของเจ้ายังอ่อนแอเกินไป แสงของเจ้าไม่มีทางเอาชนะความมืดมิดของข้าได้!"

เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหูของเอลาริส ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวและสับสน เธอหดมือกลับมาด้วยความตกใจ

"เกิดอะไรขึ้นเอลาริส?" เครอสตันถามด้วยความเป็นห่วง

"ฉันได้ยินเสียง...เสียงของมาลากอร์" เอลาริสกล่าว "มันพยายามจะทำให้ฉันกลัว"

"อย่าไปฟังมัน" เฟรย่ากล่าว "มันแค่พยายามจะบั่นทอนกำลังใจของเธอ เธอต้องเข้มแข็งกว่านี้"

เอลาริสหลับตาลง เธอหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสมาธิ เธอจำคำพูดของบรรพบุรุษที่บอกว่า "จงเปิดใจรับแสงแห่งปัญญา" เธอรู้ว่าเธอต้องเอาชนะความกลัวนี้ให้ได้

เธอยื่นมือออกไปแตะอัญมณีบนประตูอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่เพียงแค่สัมผัส แต่เธอยังปล่อยให้พลังเวทของเธอไหลผ่านเข้าสู่ประตู เธอนึกถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องโลกใบนี้ นึกถึงสหายที่ยืนเคียงข้างเธอ นึกถึงชะตากรรมที่เธอต้องแบกรับ

อัญมณีสีน้ำเงินบนประตูส่องแสงสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ แสงนั้นแผ่ขยายออกไปทั่วห้อง ก่อนจะพุ่งเข้าสู่ร่างของเอลาริส เธอรู้สึกถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลเวียนเข้าสู่ตัวเธอ มันไม่ใช่พลังที่รุนแรง แต่เป็นพลังที่สงบเงียบและบริสุทธิ์ ราวกับแสงของดวงจันทร์ยามค่ำคืน

ประตูโลหะสีเงินค่อยๆ เลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นห้องโถงขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยแสงสีเงินอ่อนๆ ตรงกลางห้องมีแท่นบูชาที่ทำจากหินอ่อนสีดำสนิท ด้านบนมีด้ามคทาสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง ประดับด้วยอัญมณีสีน้ำเงินเข้มที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงจันทร์ยามค่ำคืน

"ชิ้นส่วนจันทราของคทาสุริยันจันทรา!" เฟรย่าอุทานด้วยความยินดี

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ด้ามคทา เธอรู้สึกถึงพลังงานที่คุ้นเคย พลังงานเดียวกับที่เธอสัมผัสได้จากจี้ของเธอ เธอเอื้อมมือออกไปสัมผัส ด้ามคทาเรืองแสงสีเงินอ่อนๆ แสงนั้นค่อยๆ แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วร่างของเอลาริส เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้ง ราวกับว่าด้ามคทาเป็นส่วนหนึ่งของเธอเอง

แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงพลังงานอีกอย่างหนึ่ง พลังงานที่มืดมิดและชั่วร้าย พลังงานของมาลากอร์ที่กำลังพยายามจะแทรกซึมเข้ามาในจิตใจของเธอ

"นี่แค่เริ่มต้น ทายาทแห่งสุริยันจันทรา" เสียงของมาลากอร์กระซิบ "แสงของเจ้าไม่มีทางเอาชนะความมืดมิดที่กำลังจะกลืนกินโลกใบนี้ได้หรอก! จงเตรียมตัวรับความพ่ายแพ้เถอะ!"

เอลาริสกำด้ามคทาแน่น เธอรู้ว่าการต่อสู้ที่แท้จริงยังไม่เริ่มต้นขึ้น นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวนานและอันตราย แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เธอจะไม่ยอมให้มาลากอร์ทำลายโลกใบนี้ เธอจะปกป้องทุกสิ่งที่เธอรักด้วยพลังที่เธอได้รับจากบรรพบุรุษของเธอ

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!