ด้ามคทาสีเงินที่เอลาริสถืออยู่ในมือส่องประกายระยิบระยับ แสงสีเงินนวลแผ่ออกมาปกคลุมทั่วร่างของเธอ ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาด นี่คือ "จันทรา" หนึ่งในสองชิ้นส่วนสำคัญของคทาสุริยันจันทรา พลังเวทที่ไหลเวียนมาจากมันบริสุทธิ์และสงบเงียบ ราวกับแสงจันทร์ยามค่ำคืนที่ส่องสว่างนำทางในความมืดมิด
"มัน...มันงดงามมาก" เฟรย่ารำพึงด้วยความชื่นชม "และพลังของมันก็มหาศาลเกินกว่าที่ฉันจะจินตนาการได้"
"ฉันรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงกับมัน" เอลาริสกล่าว ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความหวัง "เหมือนกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของฉันมาตั้งแต่เกิด"
เครอสตันเดินเข้ามาใกล้ สัมผัสได้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากด้ามคทา "ตอนนี้เราได้ชิ้นส่วนจันทราแล้ว เหลือเพียงชิ้นส่วนสุริยัน"
"แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าชิ้นส่วนสุริยันอยู่ที่ไหน?" ลิริอัสถาม "ในคัมภีร์ก็ไม่ได้บอกตำแหน่งที่ชัดเจน"
เอลาริสหลับตาลง เธอรู้สึกถึงเสียงกระซิบจากด้ามคทา เสียงนั้นไม่ได้เป็นคำพูด แต่เป็นภาพที่ผุดขึ้นในจิตใจของเธอ ภาพของทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยแสงแดดอันร้อนระอุ โอเอซิสลับที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางผืนทราย และวิหารโบราณที่จมอยู่ใต้ทะเลทราย
"ทะเลทราย" เอลาริสกล่าว "ฉันเห็นทะเลทราย...และวิหารที่จมอยู่ใต้ผืนทราย"
เฟรย่าเบิกตากว้าง "ทะเลทรายอะซูร่า! มันเป็นสถานที่ในตำนานที่เชื่อกันว่ามีอารยธรรมโบราณที่บูชาดวงอาทิตย์อาศัยอยู่ แต่มันเป็นเพียงตำนาน ไม่มีใครเคยพิสูจน์ได้ว่ามันมีอยู่จริง"
"แต่ฉันรู้สึกว่ามันมีอยู่จริง" เอลาริสยืนยัน "และฉันเชื่อว่านั่นคือที่ที่ชิ้นส่วนสุริยันถูกเก็บไว้"
เครอสตันพยักหน้า "ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่มีเวลาจะมาลังเล เราต้องออกเดินทางสู่ทะเลทรายอะซูร่า"
ก่อนที่จะออกเดินทางจากหอคอยแห่งจันทรา เอลาริสใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกับด้ามคทา "จันทรา" เธอพบว่ามันไม่ได้เป็นเพียงแค่ด้ามคทา แต่เป็นแหล่งพลังงานเวทมนตร์อันบริสุทธิ์ที่สามารถใช้เพื่อปกป้องและรักษาได้ เธอสามารถสร้างโล่พลังงานสีเงินที่แข็งแกร่ง และแม้กระทั่งรักษาบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ ได้ด้วยพลังของมัน
"พลังของจันทราเน้นไปที่การป้องกันและการรักษา" เฟรย่าอธิบาย "มันเป็นพลังที่สงบเงียบและเยือกเย็น ซึ่งตรงกันข้ามกับพลังของสุริยันที่เน้นไปที่การโจมตีและการทำลายล้าง"
"ถ้าอย่างนั้นเมื่อรวมทั้งสองชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน มันก็จะเป็นคทาที่สมบูรณ์แบบ" เอลาริสกล่าวด้วยความหวัง
ระหว่างที่พวกเขากำลังเตรียมตัวเพื่อออกเดินทางจากหอคอยแห่งจันทรา เฟรย่าก็ค้นพบบันทึกโบราณอีกเล่มหนึ่งในห้องสมุดของหอคอย บันทึกนั้นเป็นของราชินีเอลาร่า บรรพบุรุษของเอลาริส ผู้เป็นราชินีองค์สุดท้ายของราชวงศ์สุริยันจันทราก่อนที่มาลากอร์จะถูกผนึก
"ในบันทึกนี้ ราชินีเอลาร่าเขียนไว้ว่า มีเพียงผู้ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสุริยันและจันทราเท่านั้นจึงจะสามารถถือครองคทาสุริยันจันทราได้อย่างสมบูรณ์" เฟรย่าอ่าน "และผู้ที่จะได้รับการยอมรับนั้น จะต้องผ่านบททดสอบแห่งจิตวิญญาณและความแข็งแกร่ง เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขามีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้พิทักษ์แห่งแสง"
"บททดสอบ?" ลิริอัสเลิกคิ้ว "ฟังดูไม่น่าสนุกเท่าไหร่"
"มันคือชะตากรรมของฉัน" เอลาริสกล่าวด้วยความมุ่งมั่น "ฉันพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน"
พวกเขาใช้สะพานแสงกลับลงมาจากหอคอยแห่งจันทรา และก้าวเท้าออกจากหุบเขาแห่งมิติที่ซ้อนทับกัน แสงแดดอันอบอุ่นที่ส่องกระทบผืนป่าทำให้พวกเขารู้สึกสดชื่นและมีพลังอีกครั้ง
การเดินทางสู่ทะเลทรายอะซูร่าเป็นไปอย่างยากลำบาก ทะเลทรายนั้นกว้างใหญ่ไพศาลและเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย ทั้งสัตว์ร้ายในทะเลทราย พายุทรายที่รุนแรง และความร้อนที่แผดเผา แต่พวกเขาก็ไม่ย่อท้อ เอลาริสใช้พลังของจันทราเพื่อสร้างโล่พลังงานเพื่อป้องกันพายุทราย และรักษาอาการอ่อนเพลียจากความร้อนให้กับสหายของเธอ
วันหนึ่งในขณะที่พวกเขากำลังเดินทางผ่านเนินทรายขนาดใหญ่ พลันก็เกิดพายุทรายลูกใหญ่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน เม็ดทรายที่พัดกระหน่ำราวกับคมมีดบาดผิวหนัง ทำให้ทัศนวิสัยเลือนรางจนแทบมองไม่เห็นอะไร
"พายุทราย! หาที่กำบังเร็วเข้า!" เครอสตันตะโกน
แต่ก่อนที่พวกเขาจะหาที่กำบังได้ทัน ร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้ผืนทราย มันมีรูปร่างคล้ายหนอนยักษ์ ผิวหนังเป็นเกล็ดสีเหลืองทอง ดวงตาสีแดงฉาน มันคือ "หนอนทรายยักษ์" สัตว์ร้ายในตำนานที่เฝ้าทะเลทรายอะซูร่า
"หนอนทรายยักษ์!" เฟรย่าอุทานด้วยความตกใจ "มันเป็นสัตว์ร้ายที่อันตรายที่สุดในทะเลทรายนี้!"
หนอนทรายยักษ์คำรามลั่น พุ่งเข้าใส่กลุ่มของเอลาริสด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ปากของมันอ้ากว้าง เผยให้เห็นฟันแหลมคมนับร้อยซี่
เครอสตันตั้งโล่รับการโจมตีของมันอย่างรวดเร็ว เสียงปะทะกันดังก้องไปทั่วบริเวณ ลิริอัสระดมยิงลูกศรเข้าใส่ดวงตาของมัน แต่หนอนทรายยักษ์กลับไม่สะทกสะท้าน มันสะบัดหางอันมหึมาเข้าใส่เครอสตัน ทำให้เขากระเด็นไปไกล
"เครอสตัน!" เอลาริสตะโกนด้วยความตกใจ
เธอรู้ว่าเธอต้องทำอะไร เธอรวบรวมพลังเวททั้งหมดในตัวเธอ ด้ามคทาจันทราในมือของเธอส่องแสงสว่างจ้ายิ่งกว่าเดิม แสงสีเงินพุ่งออกมาจากด้ามคทา ก่อตัวเป็นลำแสงที่พุ่งเข้าใส่หนอนทรายยักษ์
หนอนทรายยักษ์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เกล็ดสีทองของมันเริ่มแตกเป็นเสี่ยงๆ ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากบาดแผลของมัน แสงของจันทราดูเหมือนจะเป็นพิษต่อมัน
แต่หนอนทรายยักษ์ก็ไม่ได้ยอมแพ้มันพุ่งเข้าใส่เอลาริสอีกครั้ง คราวนี้มันเร็วกว่าเดิมมาก
"เอลาริสระวัง!" ลิริอัสตะโกน
เอลาริสไม่มีเวลาคิด เธอใช้สัญชาตญาณของเธอ เธอสร้างโล่พลังงานสีเงินขนาดใหญ่ขึ้นมาทันที โล่นั้นแข็งแกร่งพอที่จะรับการโจมตีของหนอนทรายยักษ์ได้
"พลังแห่งจันทรา! จงปกปักษ์!" เอลาริสร่ายคาถา
โล่พลังงานสีเงินส่องประกายเจิดจ้า รับการโจมตีของหนอนทรายยักษ์ได้อย่างมั่นคง หนอนทรายยักษ์พยายามที่จะทำลายโล่นั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ
เฟรย่าใช้โอกาสนี้ร่ายคาถาโจมตีเวทมนตร์ไฟเข้าใส่หนอนทรายยักษ์ เปลวไฟสีแดงฉานลุกโชนบนร่างของมัน ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
เครอสตันที่เพิ่งลุกขึ้นยืนได้ ก็พุ่งเข้าใส่หนอนทรายยักษ์ด้วยดาบของเขา ดาบของเขากรีดลงบนเกล็ดที่แตกหักของมันอย่างรุนแรง ทำให้เกิดรอยแยกขนาดใหญ่ ลิริอัสไม่รอช้า ยิงลูกศรแห่งแสงที่เฟรย่าร่ายคาถาใส่เข้าสู่รอยแยกนั้นอย่างแม่นยำ
หนอนทรายยักษ์คำรามเป็นครั้งสุดท้าย ร่างของมันระเบิดออกเป็นกลุ่มควันสีดำสนิท ก่อนจะสลายหายไปในอากาศ เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นกำมะถันฉุนกึก และพายุทรายที่เริ่มสงบลง
เอลาริสทรุดตัวลงอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำ แต่รอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ เธอทำได้อีกครั้ง เธอเอาชนะสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลทรายได้ด้วยพลังของจันทรา
"เธอยอดเยี่ยมมากเอลาริส" เฟรย่ากล่าวด้วยความชื่นชม "พลังของเธอแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ"
"แต่เราก็ต้องระวังตัวให้มากขึ้นด้วย" เครอสตันกล่าว "มาลากอร์อาจจะส่งสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งกว่านี้มาอีก"
เอลาริสมองไปที่ด้ามคทาจันทราในมือของเธอ เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับมัน เธอรู้ว่ามันจะช่วยนำทางเธอไปสู่ชิ้นส่วนสุริยัน และช่วยให้เธอทำตามชะตากรรมของเธอได้
เมื่อพายุทรายสงบลง พวกเขาก็พบว่าเบื้องหน้าของพวกเขามีซากปรักหักพังของวิหารโบราณขนาดใหญ่ที่จมอยู่ใต้ผืนทราย ปรากฏขึ้นมาจากการถูกลมพายุพัดพาเอาทรายออกไป
"นั่นไง! วิหารโบราณที่ฉันเห็นในภาพหลอน!" เอลาริสอุทานด้วยความตื่นเต้น "เราเจอแล้ว!"
พวกเขาก้าวเข้าไปในวิหารที่จมอยู่ใต้ผืนทราย บรรยากาศภายในวิหารนั้นร้อนระอุราวกับเตาไฟ แต่ก็เต็มไปด้วยพลังเวทที่บริสุทธิ์และทรงพลัง แสงแดดที่ส่องลอดช่องโหว่บนเพดานส่องกระทบแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องโถง แท่นบูชานั้นทำจากหินอ่อนสีทองบริสุทธิ์ ด้านบนมีดาบสั้นเล่มหนึ่งปักอยู่ ดาบนั้นเปล่งแสงสีทองเจิดจ้า ราวกับดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ
"นั่นคือชิ้นส่วนสุริยัน!" เฟรย่าอุทานด้วยความตื่นเต้น
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ดาบสั้น เธอรู้สึกถึงความร้อนระอุจากมัน ราวกับว่ามันเป็นเปลวไฟที่กำลังลุกโชน เธอเอื้อมมือออกไปสัมผัส ดาบสั้นเรืองแสงสีทองอ่อนๆ แสงนั้นค่อยๆ แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วร่างของเอลาริส เธอรู้สึกถึงพลังงานที่ร้อนแรงและทรงพลัง พลังงานที่แตกต่างจากจันทราอย่างสิ้นเชิง แต่ก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
เมื่อเธอสัมผัสดาบสั้น พลันก็เกิดภาพหลอนอีกครั้ง ภาพของบรรพบุรุษของเธอกำลังร่ายเวทมนตร์อันทรงพลังด้วยคทาสุริยันจันทราที่สมบูรณ์ คทาส่องประกายเจิดจ้า แสงนั้นสว่างจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์รวมกัน แสงนั้นพุ่งเข้าใส่มาลากอร์ที่กำลังคำรามด้วยความเจ็บปวด มาลากอร์ถูกผนึกไว้ใต้พิภพอีกครั้ง โลกกลับคืนสู่ความสงบสุข
เอลาริสลืมตาขึ้น เธอรู้สึกถึงความหวังที่เปี่ยมล้นในจิตใจ เธอรู้ว่าเธอต้องรวบรวมคทาสุริยันจันทราให้สมบูรณ์ เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากภัยคุกคามของมาลากอร์
เธอหยิบดาบสั้น "สุริยัน" ขึ้นมา มันเบาและพอดีมือของเธออย่างประหลาด เธอมองดูด้ามคทาจันทราในมืออีกข้างหนึ่ง และพลันก็เกิดประกายแสงสีทองและสีเงินพุ่งออกมาจากดาบสั้นและด้ามคทา แสงทั้งสองรวมตัวกัน ก่อตัวเป็นคทาอันงดงามที่ประดับด้วยอัญมณีสีทองและสีเงินที่ส่องประกายเจิดจ้า
คทาสุริยันจันทราได้กลับมารวมกันอีกครั้ง!

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก