อัญมณี ‘หัวใจแห่งผู้พิทักษ์’ ที่เอลาริสถืออยู่ในมือ เปล่งประกายสีครามเข้มอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังเต้นระรัวด้วยจังหวะที่สอดคล้องกับหัวใจของเธอเอง เมื่อก้าวออกมาจากถ้ำลับหลังน้ำตกวารีรัตนคราม แสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบอัญมณี ทำให้มันดูงดงามและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก
ลูเซียส เฟย์ริส และมาสเตอร์เอลโดรัน ต่างมองดูเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง มาสเตอร์เอลโดรันยิ้มอย่างพึงพอใจ “เจ้าทำได้ดีมากเอลาริส เจ้าได้พิสูจน์แล้วว่าเจ้าคู่ควรกับพลังนี้”
เอลาริสพยักหน้า มือของเธอกำหัวใจแห่งผู้พิทักษ์ไว้แน่น เธอรู้สึกถึงกระแสพลังงานที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเธออย่างต่อเนื่อง เป็นพลังที่บริสุทธิ์และอ่อนโยน แต่ก็แฝงด้วยความแข็งแกร่งอันมหาศาล
“ท่านมาสเตอร์ หัวใจแห่งผู้พิทักษ์นี้จะช่วยอะไรข้าได้บ้างคะ?” เอลาริสเอ่ยถาม
มาสเตอร์เอลโดรันก้าวเข้ามาใกล้ “หัวใจแห่งผู้พิทักษ์มิใช่เพียงอัญมณีธรรมดาเอลาริส มันคือศูนย์รวมพลังเวทมนตร์อันบริสุทธิ์ที่ราชินีเอลาราทิ้งไว้ เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ขาดหายไปของคทาสุริยันจันทรา เมื่อมันรวมกับคทาแล้ว พลังที่แท้จริงของคทาจะถูกปลดล็อก และเจ้าจะสามารถใช้พลังของมันได้อย่างสมบูรณ์”
เอลาริสสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับอัญมณีนี้ ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเธอเอง เธอรู้สึกถึงความทรงจำที่เก่าแก่ ความรู้สึกของการเสียสละ และความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของราชินีเอลารา
“แต่จงจำไว้เอลาริส” มาสเตอร์เอลโดรันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมขึ้น “พลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทรามิได้อยู่ที่การทำลายล้าง หากแต่อยู่ที่การรักษาสมดุล มันมิได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นอาวุธ หากแต่เป็นกุญแจสำคัญในการผนึกมาลากอร์ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ มันต้องการ ‘หัวใจ’ ของผู้ถือครอง”
“หัวใจ?” เอลาริสทวนคำ
“ใช่ หัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและมุ่งมั่นที่จะปกป้อง” มาสเตอร์เอลโดรันอธิบาย “คทาต้องการผู้ถือครองที่มีจิตใจอันบริสุทธิ์และแข็งแกร่งพอที่จะรักษาสมดุลระหว่างแสงสว่างและความมืดมิดในโลก และในตัวเจ้าเอง หากจิตใจของเจ้าเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป คทาก็จะสูญเสียพลัง หรือเลวร้ายกว่านั้น อาจถูกความมืดมิดครอบงำได้”
คำพูดของมาสเตอร์เอลโดรันทำให้เอลาริสคิดทบทวนถึงการทดสอบที่เธอเพิ่งผ่านมา เธอนึกถึงเงาสะท้อนสุดท้ายที่เตือนเธอถึงอันตรายของการถูกความมืดมิดกลืนกิน เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้เฝ้าจึงทดสอบเธอด้วยจิตใจ มิใช่กำลังกาย
“ข้าเข้าใจแล้วค่ะท่านมาสเตอร์” เอลาริสกล่าว “ข้าจะพยายามรักษาสมดุลในจิตใจของข้า และจะไม่ยอมให้ความมืดมิดครอบงำ”
ลูเซียสก้าวเข้ามาใกล้ “เราทุกคนต่างเชื่อมั่นในตัวเจ้าเอลาริส เจ้าได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงความแข็งแกร่งของจิตใจ”
เฟย์ริสพยักหน้า “และพวกเราจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ เพื่อช่วยให้เจ้าไม่หลงทาง”
เอลาริสยิ้มให้กับสหายทั้งสอง ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านในหัวใจ เธอรู้ดีว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวในการแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้
ทันใดนั้น มาสเตอร์เอลโดรันก็ขมวดคิ้ว เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ข้าสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานที่ชั่วร้าย” มาสเตอร์เอลโดรันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “มาลากอร์...มันกำลังเคลื่อนไหว และพลังของมันก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว”
ทุกคนเงยหน้ามองท้องฟ้าเช่นกัน เมฆสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว บดบังแสงอาทิตย์จนมิด อากาศเริ่มเย็นยะเยือก และมีกระแสลมที่พัดพาความมุ่งร้ายมาด้วย
“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ใกล้เข้ามาแล้ว” มาสเตอร์เอลโดรันกล่าว “เราไม่มีเวลามากนัก”
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องอันโหยหวนก็ดังขึ้นมาจากทิศทางของหมู่บ้านเล็กๆ ที่พวกเขาเพิ่งผ่านมาระหว่างทาง
“เสียงนั้นมาจากหมู่บ้านสโตนฮิลล์!” เฟย์ริสกล่าวอย่างตื่นตระหนก “มาลากอร์ส่งสมุนของมันมาแล้ว!”
ลูเซียสชักดาบออก “เราต้องไปช่วยพวกเขา!”
เอลาริสกำหัวใจแห่งผู้พิทักษ์ไว้แน่น เธอรู้สึกถึงพลังที่อัญมณีมอบให้ มันเป็นพลังที่เธอจะต้องใช้เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์
“ไปกันเถอะ!” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมุ่งมั่น
พวกเขาออกวิ่งทันที มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านสโตนฮิลล์ โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย แม้ว่าพวกเขาจะรู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับสมุนของมาลากอร์นั้นอันตรายเพียงใด แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทอดทิ้งผู้บริสุทธิ์ให้ถูกทำร้ายได้
ขณะที่พวกเขาวิ่งไป เอลาริสก็คิดถึงคำพูดของมาสเตอร์เอลโดรันเกี่ยวกับหัวใจของคทา เธอรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นบททดสอบที่แท้จริงของเธอ เธอจะต้องใช้พลังที่เธอเพิ่งค้นพบอย่างชาญฉลาด และจะต้องรักษาสมดุลในจิตใจของเธอไว้ให้ได้
เมื่อมาถึงหมู่บ้านสโตนฮิลล์ ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้าง หมู่บ้านที่เคยเงียบสงบ บัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเงามืดมิด อาคารบ้านเรือนพังทลายลง ไฟลุกไหม้จากหลายจุด และมีเสียงกรีดร้องของผู้คนที่หวาดกลัวดังขึ้นเป็นระยะๆ
สัตว์ประหลาดรูปร่างประหลาด ผิวหนังสีดำสนิท ดวงตาเรืองแสงสีแดงก่ำ กำลังไล่ล่าผู้คนอย่างบ้าคลั่ง พวกมันคือ ‘ชาโดว์ฟีนด์’ สมุนของมาลากอร์ ที่ถือกำเนิดจากความมืดมิดและดูดกลืนพลังชีวิต
“ชาโดว์ฟีนด์! พวกมันมีจำนวนมาก!” เฟย์ริสกล่าวอย่างตกใจ
“เราต้องหยุดพวกมัน!” ลูเซียสคำราม เขาพุ่งเข้าใส่ชาโดว์ฟีนด์ตัวหนึ่ง ฟาดฟันดาบใส่มันอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
มาสเตอร์เอลโดรันร่ายเวทมนตร์ป้องกัน สร้างกำแพงพลังงานโปร่งใสขึ้นมา เพื่อปกป้องชาวบ้านที่กำลังหนีตาย
เอลาริสกำหัวใจแห่งผู้พิทักษ์ไว้แน่น เธอหลับตาลงชั่วครู่ พยายามเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเธอกับพลังในอัญมณี เมื่อลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองและสีม่วงน้ำเงิน เธอสัมผัสได้ถึงพลังเวทมนตร์อันมหาศาลที่หล่อเลี้ยงเธออยู่
เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดครึ้มอีกครั้ง ท้องฟ้าที่บ่งบอกถึงการมาถึงของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ มันคือช่วงเวลาที่ความมืดมิดจะครอบงำโลก และมาลากอร์จะกลับมา
เธอรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ และเธอจะต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม หัวใจแห่งผู้พิทักษ์ในมือของเธอเต้นระรัวราวกับจะบอกว่า “เจ้าไม่ได้อยู่คนเดียว จงเชื่อมั่นในพลังของเจ้า”
เอลาริสพุ่งเข้าสู่สมรภูมิ เธอร่ายเวทมนตร์แห่งแสงสว่าง แสงสีทองพุ่งออกจากฝ่ามือของเธอ พัดพาสมุนของมาลากอร์กระเด็นไปไกล และในขณะเดียวกัน เธอก็ร่ายเวทมนตร์แห่งจันทรา สร้างกำแพงพลังงานสีม่วงน้ำเงินขึ้นมา เพื่อปกป้องชาวบ้านที่บาดเจ็บ
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด เอลาริสใช้พลังทั้งสองด้านของเธออย่างเต็มที่ เธอรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องปกป้องผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ และจะต้องหยุดยั้งมาลากอร์ให้ได้
หัวใจแห่งผู้พิทักษ์เต้นระรัวในมือของเธอ มันเป็นเหมือนกำลังใจและพันธสัญญาที่เธอต้องทำให้สำเร็จ เธอจะต้องเป็นผู้พิทักษ์แห่งสมดุล และจะต้องนำพาแสงสว่างกลับมาสู่โลกใบนี้อีกครั้ง
คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก