เมื่อเอลาริสรับพลังแห่งชีวิตจากผู้พิทักษ์เฟลินแล้ว จิตใจของเธอก็รู้สึกปลอดโปร่งราวกับม่านหมอกแห่งความสงสัยได้ถูกปัดเป่าไปจนหมดสิ้น เธอไม่ได้รู้สึกถึงความกลัวหรือความไม่มั่นใจในตัวเองอีกต่อไป มีเพียงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะทำตามพันธสัญญาให้สำเร็จ แม้กระนั้น เฟลินก็ยังคงมองเธอด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง ราวกับยังมีบางสิ่งค้างคาอยู่ในใจ
“เอลาริส” เฟลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม้เจ้าจะผ่านบททดสอบแรกแห่งแสงและเงาแล้ว แต่ยังมีอีกบททดสอบหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่ารอเจ้าอยู่” เอลาริสขมวดคิ้ว “อีกบททดสอบหรือคะท่านผู้พิทักษ์?” เคลและไลรามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ พวกเขาคิดว่าการรับพลังแห่งชีวิตคือบททดสอบสุดท้ายแล้ว
“ใช่แล้ว” เฟลินพยักหน้า “บททดสอบแรกคือการเอาชนะความมืดมิดภายในใจตนเอง แต่บททดสอบที่สองคือการเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่แท้จริง และตัดสินใจว่าจะใช้พลังที่เจ้ามีอย่างไร” เฟลินเดินเข้าไปใกล้เอลาริส พลางยกมือขึ้นวางบนบ่าของเธอ “เจ้าได้รับพลังสุริยันจันทราอันยิ่งใหญ่ พลังแห่งแสงสว่างและพลังแห่งความมืดมิดในเวลาเดียวกัน พลังจันทรานั้นซ่อนเร้นไว้ซึ่งด้านมืดที่สามารถกลืนกินจิตใจได้หากขาดการควบคุมที่ดี”
เอลาริสรู้สึกหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ เธอจำได้ถึงความรู้สึกว่างเปล่าที่คืบคลานเข้ามาในใจเมื่อเธอใช้พลังจันทราอย่างเต็มที่ในการฝึกฝนที่บึงโบราณ “แล้วข้าจะต้องทำอย่างไรคะ?” เอลาริสถาม
เฟลินหลับตาลง ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีเขียวมรกตเข้มขึ้นกว่าเดิม “จงยื่นมือออกไป เอลาริส” เฟลินกล่าว “และจงยอมรับสิ่งที่ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น”
เอลาริสทำตาม เธอรู้สึกถึงพลังเวทมนตร์อันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวเฟลิน เมื่อฝ่ามือของเธอสัมผัสกับฝ่ามือของเฟลิน ภาพหลอนก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเธออีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ภาพที่มาจากความกลัวของเธอเอง
เธอเห็นตัวเองในอนาคต! ในภาพหลอนนั้น เธอสวมชุดเกราะสีดำทะมึน ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีแดงก่ำราวกับดวงตาของปีศาจ คทาสุริยันจันทราในมือของเธอกลับกลายเป็นสีดำสนิท ปลดปล่อยพลังแห่งความมืดมิดออกมาอย่างมหาศาล
เธอเห็นตัวเองกำลังยืนอยู่บนยอดปราสาทที่พังทลาย เบื้องล่างคือซากศพของเหล่าปีศาจที่ล้มตายเกลื่อนกลาด แต่ก็มีซากศพของเหล่ามนุษย์และสหายของเธอด้วย! เคลและไลรานอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น สีหน้าของพวกเขามีแต่ความหวาดกลัวและความเจ็บปวด
“ไม่!” เอลาริสตะโกนด้วยความหวาดกลัว “นี่มันอะไรกัน!”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นจากภาพหลอนนั้น มันคือเสียงของเธอเอง แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความบ้าคลั่ง
“ในที่สุดข้าก็ได้ปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมา” เธอในภาพหลอนกล่าว “พลังแห่งสุริยันจันทราที่ไม่มีใครเคยควบคุมได้! ข้าคือผู้ปกครองของโลกใบนี้! ข้าคือราชาปีศาจองค์ใหม่!”
ภาพหลอนนั้นเปลี่ยนแปลงไป เธอเห็นตัวเองในชุดเกราะสีดำกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ทำจากกระดูกของมาลากอร์! เบื้องหน้าของเธอคือโลกที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด และผู้คนต่างคุกเข่าลงต่อหน้าเธอด้วยความหวาดกลัว
“นี่คือชะตากรรมของเจ้า เอลาริส” เสียงของมาลากอร์ดังก้องขึ้นจากในภาพหลอน “เมื่อเจ้าใช้พลังแห่งความมืดมิดมากเกินไป เจ้าก็จะกลายเป็นข้า! เจ้าจะเป็นราชาปีศาจองค์ใหม่!”
เอลาริสรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา เธอรู้สึกเหมือนจิตใจของเธอกำลังถูกฉีกกระชาก เธอไม่สามารถยอมรับภาพเหล่านั้นได้ เธอไม่ต้องการที่จะกลายเป็นปีศาจ เธอต้องการที่จะเป็นผู้พิทักษ์
“ไม่! ฉันจะไม่ยอมเป็นแบบนั้น!” เอลาริสตะโกนด้วยความโกรธ เธอพยายามดึงมือออกจากเฟลิน แต่เฟลินกลับจับมือเธอไว้แน่น
“จงเผชิญหน้ากับมัน เอลาริส” เฟลินกล่าว “นี่คือด้านมืดที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเจ้า ที่มาลากอร์พยายามจะปลุกให้ตื่นขึ้น”
เอลาริสหลับตาลง เธอพยายามรวบรวมสติ เธอรู้ดีว่านี่คือการทดสอบที่แท้จริง การทดสอบว่าจะสามารถควบคุมพลังสุริยันจันทราได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่
เธอจินตนาการถึงแสงสว่างที่อบอุ่นของดวงอาทิตย์ และแสงนวลของดวงจันทร์ที่ส่องสว่างในยามค่ำคืน เธอจินตนาการถึงความสมดุลระหว่างสองพลังนี้ เธอไม่ได้พยายามที่จะปฏิเสธด้านมืด แต่พยายามที่จะยอมรับมัน และควบคุมมันไว้
เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอก็เปล่งประกายสีเงินอีกครั้ง แสงสีเงินนั้นสว่างเจิดจ้ากว่าครั้งไหนๆ เธอไม่ได้มองภาพหลอนด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไป แต่มองด้วยความเข้าใจ
“ข้าจะไม่ยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ข้าจะควบคุมพลังของข้า และข้าจะใช้มันเพื่อปกป้องโลกใบนี้ ไม่ใช่ทำลายมัน”
ทันใดนั้น ภาพหลอนก็เริ่มสั่นไหว ก่อนที่จะแตกสลายไปในอากาศ เอลาริสรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกาย มันเป็นพลังที่สมบูรณ์แบบและแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน พลังสุริยันและจันทราหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ในตัวเธอ
เฟลินปล่อยมือของเอลาริส เขามองเธอด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นและภาคภูมิใจ “เจ้าทำได้แล้ว เอลาริส” เฟลินกล่าว “เจ้าผ่านบททดสอบที่สองแล้ว” เอลาริสรู้สึกถึงความโล่งใจที่ถาโถมเข้ามา เธอรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการบางอย่าง
เคลและไลราวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง “เอลาริส เธอเป็นอะไรไหม?” เคลถาม “ฉันไม่เป็นไร” เอลาริสตอบ “ฉันแค่ได้เห็นอนาคตที่ฉันไม่ต้องการให้เกิดขึ้น”
ไลรากอดเอลาริสแน่น “แต่เธอจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นใช่ไหม?” เอลาริสพยักหน้า “แน่นอน ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น”
เฟลินเดินเข้ามาใกล้พวกเขา “บัดนี้ เจ้าพร้อมแล้ว เอลาริส พร้อมที่จะถือครองคทาสุริยันจันทราที่สมบูรณ์” “เราต้องรีบไปที่แท่นบูชาแห่งบรรพกาล” เอลาริสกล่าว “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงอย่างสมบูรณ์ในไม่ช้า”
เฟลินพยักหน้า “ข้าจะนำทางพวกเจ้าไป แท่นบูชาแห่งบรรพกาลอยู่ที่ดินแดนแห่งแสง แต่มันถูกปกป้องด้วยเวทมนตร์โบราณ และมีปีศาจของมาลากอร์เฝ้ารออยู่”
เอลาริสกำหมัดแน่น เธอรู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยอันตราย แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เธอก้าวผ่านบททดสอบที่ยากที่สุดมาแล้ว เธอเอาชนะความกลัวของตัวเอง และควบคุมพลังที่แท้จริงของเธอได้แล้ว
“เราพร้อมแล้วค่ะ” เอลาริสประกาศ “เราจะปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิด”
เฟลินยิ้ม “ขอให้แสงสว่างแห่งสุริยันจันทราคุ้มครองพวกเจ้า”
พวกเขาออกเดินทางจากใจกลางป่าอาถรรพ์ โดยมีเฟลินเป็นผู้นำทาง แสงจากดวงจันทร์คู่ยังคงสาดส่องลงมายังพื้นโลก แต่คราวนี้เอลาริสไม่ได้มองมันด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไป แต่มองด้วยความมุ่งมั่นและพลังที่เพิ่งค้นพบ
เธอรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งสุดท้าย และเธอจะต้องใช้พลังทั้งหมดที่มี เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก