สายลมเย็นเยียบพัดโชยต้องผิว สาดกลิ่นไอชื้นของผืนป่าดิบชื้นที่โอบล้อม ‘หุบเขาอัสดง’ เสียงน้ำตกที่โอบอุ้มม่านหมอกขาวพราวพร่างดุจแพรไหม ส่งสำเนียงครืนครั่นก้องกังวานไปทั่วทิวเขา เบื้องหน้าของเอลาริสและสหายคือเส้นทางอันคดเคี้ยวเลี้ยวลดสู่ใจกลางหุบเขา สถานที่ซึ่งเชื่อกันว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ ‘เตาหลอมแห่งเอเธล’ เตาหลอมศักดิ์สิทธิ์ที่เล่าขานกันมาว่าถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับการสรรค์สร้างเวทมนตร์แรกเริ่มของโลก
คทาสุริยันจันทราในมือของเอลาริสเปล่งประกายเรืองรองอย่างแผ่วเบา ราวกับตอบรับถึงพลังงานโบราณที่กำลังจะถึง กลิ่นอายของเวทมนตร์ที่เลือนหายไปจากโลกนี้กำลังเข้มข้นขึ้นทุกย่างก้าวที่พวกเขาก้าวไปข้างหน้า คาเอเลน พ่อมดเฒ่าผู้แตกฉานในศาสตร์แห่งอักขระและตำนานโบราณ กวาดสายตาสำรวจรอบกายด้วยแววตาครุ่นคิด มือกร้านลูบไล้เคราสีดอกเลาที่ยาวเฟื้อยอย่างใช้ความคิด
“ตามตำนานเล่าว่า เตาหลอมแห่งเอเธลมิได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับตีเหล็กหรือหลอมโลหะ” คาเอเลนเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มแหบพร่าดุจใบไม้แห้งกรอบ “หากแต่เป็นจุดกำเนิดของสรรพสิ่ง จุดที่พลังงานแห่งสุริยันและจันทราหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างสรรค์อาวุธและวัตถุเวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คทาสุริยันจันทราของเจ้าก็อาจถือกำเนิดขึ้นจากที่นี่ หรืออย่างน้อยที่สุด พลังที่แท้จริงของมันก็อาจถูกปลุกให้ตื่นขึ้นได้ที่นี่”
ข้างกายเอลาริส ลีร่า สาวนักธนูผู้คล่องแคล่วว่องไว ก้มลงสำรวจรอยเท้าบนพื้นดินที่เปียกชื้น ดวงตาสีนิลคมกริบของเธอกวาดมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง “ฉันไม่เห็นร่องรอยของปีศาจมาลากอร์ แต่กลิ่นอายของมันยังคงคุกรุ่นอยู่รอบๆ ราวกับเงามืดที่ซ่อนเร้นอยู่ในทุกซอกมุม” เธอเอ่ยเสียงเบา แผ่วพริ้วดุจใบไม้ไหว ทว่าแฝงด้วยความจริงจัง
โรริก อัศวินผู้แข็งแกร่งและซื่อสัตย์ผู้มาพร้อมกับดาบใหญ่คู่ใจ ก้าวเดินนำหน้าอย่างระมัดระวัง แขนกำยำของเขากำบังเอลาริสไว้เล็กน้อย ดาบใหญ่ถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง พร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจปรากฏขึ้นได้ทุกเมื่อ “ไม่ว่ามันจะซ่อนอยู่ที่ใด เราจะฟันฝ่าไปให้ถึงจุดหมาย” เสียงของเขาหนักแน่นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกถึงกระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกายตนเอง มันมิใช่เพียงพลังเวทที่เธอเพิ่งค้นพบ หากแต่เป็นความรู้สึกผูกพันอันลึกซึ้งกับคทาในมือ ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณเธอเอง “เราต้องไปต่อค่ะ” เธอเอ่ยอย่างหนักแน่น “โลกใบนี้ต้องการเรา”
เส้นทางเริ่มสูงชันและขรุขระขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตระหง่านมาแต่โบราณกาล แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงตะวันจนเกือบมิด ชวนให้บรรยากาศมืดสลัวและลึกลับ เสียงนกร้องและแมลงหวีดหวิวดูเหมือนจะเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาที่ย่ำไปบนพื้นดินและเสียงน้ำตกที่ใกล้เข้ามาทุกที
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงปากถ้ำขนาดมหึมาที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาทึบและมอสสีเขียวชอุ่ม ปากถ้ำนั้นดูคล้ายกับกรามของสัตว์ประหลาดโบราณที่อ้าปากรอคอยเหยื่อ ไอเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากภายในถ้ำ ราวกับประตูสู่โลกอีกใบหนึ่ง
“นี่คงเป็นทางเข้าสู่เตาหลอม” คาเอเลนกล่าว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความระมัดระวัง “จงระวังให้ดี พลังงานที่นี่อาจมีทั้งความบริสุทธิ์และอันตราย”
ขณะที่พวกเขาก้าวเข้าไปในถ้ำ แสงจากภายนอกค่อยๆ เลือนหายไป ความมืดเข้าครอบงำ ทว่าคทาสุริยันจันทราในมือของเอลาริสกลับส่องแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น แสงสีทองอร่ามและแสงสีเงินเรืองรองเต้นระยิบระยับ ส่องสว่างนำทางพวกเขาไปในความมืดมิด ผนังถ้ำที่ประดับประดาด้วยหินงอกหินย้อยระยิบระยับราวกับเพชรพลอย สะท้อนแสงของคทาให้ทอประกายงดงาม
ลึกเข้าไปในถ้ำ อากาศเริ่มอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงเครื่องจักรที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ และมีกลิ่นดินกำมะถันจางๆ ลอยมาปะทะจมูก พวกเขาเดินผ่านโถงถ้ำขนาดใหญ่หลายแห่ง บางแห่งมีธารน้ำใต้ดินไหลริน บางแห่งมีผลึกแร่ธาตุเรืองแสงงอกออกมาจากผนังถ้ำ สร้างทัศนียภาพที่น่าอัศจรรย์
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึง ณ ห้องโถงขนาดมหึมาที่ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะพบเห็นได้ในใจกลางภูเขา ห้องโถงแห่งนี้เต็มไปด้วยแท่นหินแกะสลักโบราณ และมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง ผนังถ้ำถูกประดับประดาด้วยภาพแกะสลักที่เลือนราง บอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัยที่เวทมนตร์ยังคงรุ่งเรือง และมีเตาหลอมขนาดยักษ์ตั้งอยู่ทางด้านหนึ่งของห้องโถง เปลวไฟสีน้ำเงินอมม่วงลุกโชนอยู่ภายในเตาหลอมนั้นอย่างไม่รู้จบสิ้น ปล่อยความร้อนระอุออกมาทั่วทั้งบริเวณ
“นี่คือเตาหลอมแห่งเอเธลจริงๆ” คาเอเลนพึมพำด้วยความทึ่ง “ดูเหมือนว่ามันจะยังคงทำงานอยู่”
ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มก็ดังขึ้นจากเบื้องบน แท่นหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่รอบๆ ห้องโถงเริ่มสั่นสะเทือน แสงสว่างจ้าสีฟ้าอมเขียวพุ่งออกมาจากแท่นหินเหล่านั้น รูปร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาสองตนค่อยๆ ปรากฏขึ้น มันคือ “ผู้พิทักษ์ศิลา” ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์โบราณเพื่อปกป้องเตาหลอม พวกมันมีรูปร่างคล้ายยักษ์หิน สูงใหญ่กว่าโรริกหลายเท่า ดวงตาของมันเปล่งประกายสีฟ้าอมเขียวดุจดวงไฟที่ลุกโชน
“ผู้รุกราน!” เสียงคำรามกึกก้องดุจฟ้าผ่า สะท้านไปทั่วทั้งห้องโถง “เจ้ามิอาจเข้าถึงพลังของเอเธลได้!”
เอลาริสกำคทาสุริยันจันทราแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและประหวั่นพรั่นพรึง พลังเวทในกายเธอพลุ่งพล่านราวกับกระแสน้ำเชี่ยว “พวกเขาคือผู้พิทักษ์” เธอเอ่ยเสียงเบา “เราต้องผ่านพวกเขาไปให้ได้”
โรริกชักดาบใหญ่ขึ้นมาจนสุดคมดาบสะท้อนแสงไฟจากเตาหลอมให้ทอประกายระยิบระยับ “ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้พวกมันได้ลิ้มรสคมดาบของข้า!” เขาคำรามอย่างฮึกเหิม ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าเพื่อเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์ศิลาตนแรก
ผู้พิทักษ์ศิลาพุ่งเข้าใส่โรริกอย่างรวดเร็วเกินคาด แขนหินขนาดมหึมาฟาดลงมาหวังจะบดขยี้เขาให้แหลกละเอียด ทว่าโรริกกลับว่องไวเกินกว่าที่รูปร่างอันใหญ่โตของเขาจะบอกได้ เขาหลบหลีกการโจมตีได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกับตวัดดาบใหญ่เข้าใส่ข้อเท้าของยักษ์หินอย่างรวดเร็ว
“ครืนนน!” เสียงหินกระทบหินดังกึกก้อง สะเก็ดหินกระเด็นไปทั่ว ทว่าคมดาบของโรริกกลับทำได้เพียงแค่สร้างรอยร้าวเล็กน้อยบนร่างของยักษ์หินเท่านั้น มันยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง
ในขณะเดียวกัน ผู้พิทักษ์ศิลาอีกตนหนึ่งก็พุ่งเป้าไปที่เอลาริส มันยกแขนขึ้นหมายจะทุบเธอ คาเอเลนไม่รอช้า ร่ายเวทป้องกันด้วยความรวดเร็ว แผงกำแพงพลังเวทสีทองอร่ามปรากฏขึ้นตรงหน้าเอลาริส แขนหินของยักษ์ฟาดเข้าใส่กำแพงเวทมนตร์อย่างจัง เกิดเสียงปะทะที่รุนแรงจนห้องโถงสั่นสะเทือน กำแพงเวทมนตร์แตกร้าว แต่ก็ยังคงต้านทานไว้ได้
“พวกมันแข็งแกร่งมาก!” คาเอเลนอุทาน สีหน้าเคร่งเครียด “เราต้องหาวิธีหยุดพวกมัน!”
ลีร่าที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ดึงลูกธนูขึ้นคันชักอย่างรวดเร็ว ปลายลูกธนูเปล่งประกายสีเขียวเรืองรอง เธอเล็งไปที่ดวงตาของยักษ์หิน “พวกมันน่าจะมีจุดอ่อน! ลองที่ดวงตา!”
ลูกธนูพุ่งออกจากคันธนูด้วยความเร็วสูง ปักเข้าที่ดวงตาข้างหนึ่งของยักษ์หินอย่างแม่นยำ “โฮกกก!” ยักษ์หินคำรามด้วยความเจ็บปวด แสงสีฟ้าอมเขียวจากดวงตาของมันริบหรี่ลงเล็กน้อย
เอลาริสเห็นดังนั้นก็รับรู้ถึงแนวทาง เธอหลับตาลงเล็กน้อย รวบรวมพลังเวททั้งหมดที่ไหลเวียนอยู่ในกาย คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม แสงสีทองและสีเงินผสานกันเป็นเกลียวคลื่นพลังงานที่ทรงอานุภาพ เธอยกคทาขึ้นชี้ไปที่ยักษ์หินที่กำลังโจมตีโรริกอยู่
“สุริยันจันทราเอย จงสำแดงพลัง!” เอลาริสเปล่งเสียงก้อง พลังเวทพุ่งออกจากคทาเป็นลำแสงสีทองและสีเงินที่รุนแรง พุ่งเข้าใส่กลางอกของยักษ์หิน แรงปะทะรุนแรงจนยักษ์หินเซถอยหลังไปหลายก้าว ร่างกายของมันเริ่มมีรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น
“เยี่ยมมาก เอลาริส!” โรริกคำรามด้วยความยินดี เขาไม่รอช้า พุ่งเข้าใส่ยักษ์หินที่กำลังสั่นคลอนอย่างไม่ลดละ ตวัดดาบใหญ่ฟันเข้าใส่รอยร้าวบนอกของมันอย่างสุดแรงเกิด “ผลาญมันให้สิ้นซาก!”
ดาบของโรริกฟันลงไปในรอยร้าวอย่างแม่นยำ ทำให้รอยร้าวขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว “โครมมม!” ร่างของยักษ์หินแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กลายเป็นกองหินกองใหญ่กองหนึ่ง
เมื่อเห็นสหายร่วมรบพ่ายแพ้ ยักษ์หินอีกตนก็ยิ่งบ้าคลั่ง มันพุ่งเข้าใส่เอลาริสอย่างไม่คิดชีวิต แต่ครั้งนี้เอลาริสเตรียมพร้อมแล้ว เธอหลับตาลงอีกครั้ง คทาสุริยันจันทราส่องประกายเจิดจ้ากว่าครั้งใด เธอมิได้เพียงแค่ปล่อยพลังเวทออกไป หากแต่เธอรู้สึกราวกับว่าเธอเป็นหนึ่งเดียวกับคทา พลังเวทแห่งสุริยันและจันทราหลอมรวมกันในกายเธออย่างสมบูรณ์
“แสงแห่งสุริยันจันทรา จงชำระล้าง!” เสียงของเอลาริสไม่ได้เป็นเพียงเสียงของเด็กสาวอีกต่อไป หากแต่เป็นเสียงที่ก้องกังวาน ทรงพลัง ราวกับเสียงแห่งเทพธิดาโบราณ ลำแสงแห่งพลังเวทสีขาวบริสุทธิ์พุ่งออกจากคทาเป็นวงกว้างเข้าโอบล้อมยักษ์หินไว้ พลังงานอันบริสุทธิ์นั้นมิได้ทำลายล้าง หากแต่ชำระล้างพลังงานเวทมนตร์ที่ยึดเหนี่ยวร่างของมันไว้
ยักษ์หินส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด ร่างของมันเริ่มโปร่งแสงขึ้นเรื่อยๆ แสงสีฟ้าอมเขียวที่เคยส่องประกายจากดวงตาค่อยๆ ดับวูบลง ก่อนที่มันจะสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นผงแห่งแสงสีขาวราวกับหิมะที่ละลายหายไปในอากาศ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง มีเพียงเสียงเปลวไฟสีน้ำเงินอมม่วงที่ลุกโชนอยู่ในเตาหลอมแห่งเอเธลเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่ เอลาริสมองไปที่คทาในมือ แสงสว่างจากคทาจางลงเล็กน้อย แต่เธอรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในตัวเธอเอง พลังเวทของเธอแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความผูกพันกับคทาก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น
“เจ้าทำได้ดีมาก เอลาริส” คาเอเลนกล่าวด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม “พลังของเจ้าตื่นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง”
โรริกเก็บดาบเข้าฝัก เขามองเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพ “เจ้าคือความหวังของเราจริงๆ”
ลีร่ายิ้มให้กับเอลาริส “ฉันรู้มาตลอดว่าเธอทำได้”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านในหัวใจจากคำพูดของสหาย เธอรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้ยังอีกยาวไกล และอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้าอาจยิ่งใหญ่กว่านี้หลายเท่า แต่ด้วยสหายผู้กล้าหาญเคียงข้าง และพลังของคทาสุริยันจันทราในมือ เธอเชื่อว่าเธอจะสามารถเผชิญหน้ากับทุกสิ่งได้
พวกเขาทั้งสี่เดินตรงไปยังเตาหลอมแห่งเอเธล เปลวไฟสีน้ำเงินอมม่วงยังคงลุกโชนอย่างไม่ลดละ ความร้อนแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่ามันเป็นหัวใจที่เต้นอยู่ตลอดเวลาของสถานที่แห่งนี้ แท่นบูชาที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้องโถงมีอักขระโบราณสลักอยู่เต็มไปหมด คาเอเลนเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาอย่างระมัดระวัง เขาใช้มือลูบไล้อักขระเหล่านั้นอย่างแผ่วเบา
“อักขระเหล่านี้... พวกมันเป็นภาษาแห่งการสร้างสรรค์” คาเอเลนพึมพำ “มันบอกเล่าเรื่องราวของสุริยันและจันทรา การหลอมรวมของพลัง และการถือกำเนิดของคทาแห่งราชวงศ์โบราณ”
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาเช่นกัน คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเริ่มสั่นสะเทือนเล็กน้อย แสงของคทาพุ่งเข้าสู่แท่นบูชา ราวกับว่ามันกำลังตอบสนองต่อพลังงานที่ซ่อนอยู่ภายใน แท่นบูชาเริ่มเปล่งประกายสีทองและสีเงินสลับกันไปมา อักขระโบราณบนแท่นบูชาเรืองแสงขึ้นทีละตัว ทีละตัว
ทันใดนั้น ภาพนิมิตก็ปรากฏขึ้นในจิตใจของเอลาริส เธอเห็นภาพของนักรบโบราณในชุดเกราะอันสง่างาม กำลังยืนอยู่หน้าเตาหลอมแห่งเอเธล พวกเขากำลังร่ายเวทมนตร์ที่ซับซ้อน เพื่อหลอมรวมพลังแห่งสุริยันและจันทราเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์คทาแห่งราชวงศ์โบราณ คทาที่เธอถืออยู่ในมือ ภาพนั้นสว่างจ้าและชัดเจน ราวกับว่าเธอกำลังย้อนเวลากลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ
แล้วภาพก็เปลี่ยนไป เธอเห็นราชาปีศาจมาลากอร์ ร่างกายของมันมืดมิดและน่าสะพรึงกลัว ดวงตาแดงก่ำราวกับถ่านไฟ มันกำลังแพร่กระจายความมืดมิดไปทั่วทุกอาณาจักร ผู้คนล้มตาย บ้านเมืองพังพินาศ ความหวังเลือนหายไปจากโลกใบนี้
และแล้ว ภาพสุดท้ายก็ปรากฏขึ้น เธอเห็นเงาของหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับเธอ กำลังถือคทาสุริยันจันทราและยืนหยัดต่อสู้กับมาลากอร์ แสงสว่างจากคทาปะทะกับความมืดมิดของราชาปีศาจอย่างดุเดือด ภาพนั้นจางหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงความรู้สึกหนักอึ้งในใจของเอลาริส
“ฉันเห็นมัน... ฉันเห็นบรรพบุรุษของฉัน... และฉันเห็นมาลากอร์” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “และฉันเห็น... ตัวฉันเอง... กำลังต่อสู้กับมัน”
คาเอเลนพยักหน้าอย่างช้าๆ “นิมิตของเจ้าคือความจริง เอลาริส เจ้าคือทายาทคนสุดท้าย ผู้ถูกลิขิตให้ทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์”
แสงจากแท่นบูชาจางลง แต่คทาสุริยันจันทราในมือของเอลาริสยังคงเปล่งประกายอย่างมั่นคง มันมิได้เป็นเพียงอาวุธ หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง สัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาที่สืบทอดมานับพันปี
“แล้วเราจะต้องทำอย่างไรต่อไปคะ” เอลาริสถาม คาเอเลนหันไปมองเตาหลอมแห่งเอเธล ดวงตาของเขามีประกายแห่งความเข้าใจ
“เจ้าจะต้องนำคทาของเจ้าไปสู่ใจกลางของเปลวไฟนั้น เอลาริส” คาเอเลนตอบ “ให้พลังของเตาหลอมแห่งเอเธลหลอมรวมกับคทาของเจ้า ปลุกพลังที่แท้จริงของสุริยันจันทราให้ตื่นขึ้น”
เอลาริสมองไปที่เปลวไฟสีน้ำเงินอมม่วงที่ลุกโชนอย่างไม่รู้จบสิ้น ความร้อนระอุแผ่ออกมาอย่างรุนแรง เธอรู้ว่านี่คือบททดสอบอีกขั้นหนึ่ง การวางคทาอันศักดิ์สิทธิ์ลงในเปลวไฟนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องที่บ้าคลั่ง แต่เธอกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากเปลวไฟนั้น ราวกับว่ามันกำลังเรียกหาเธอ
“ฉันพร้อมแล้วค่ะ” เอลาริสกล่าวด้วยความมุ่งมั่น เธอรู้ว่าการผจญภัยครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และเตาหลอมแห่งเอเธลนี้คือจุดเริ่มต้นของการปลุกพลังที่แท้จริงของเธอ เพื่อเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่รออยู่เบื้องหน้า ชะตากรรมที่จะตัดสินอนาคตของทุกอาณาจักร

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก