การต่อสู้ในหมู่บ้านสโตนฮิลล์สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของเอลาริสและสหาย แม้จะบาดเจ็บและเหนื่อยล้า แต่พวกเขาก็สามารถขับไล่ชาโดว์ฟีนด์ออกไปได้ และช่วยชีวิตชาวบ้านไว้ได้มากมาย หัวใจแห่งผู้พิทักษ์ในมือของเอลาริสยังคงเปล่งประกายอ่อนๆ ราวกับจะบอกว่าภารกิจของพวกเขายังไม่จบสิ้น
“พวกมันล่าถอยไปแล้ว” ลูเซียสกล่าวพลางเก็บดาบเข้าฝัก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่แววตายังคงมุ่งมั่น
เฟย์ริสเดินสำรวจรอบหมู่บ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีชาโดว์ฟีนด์หลงเหลืออยู่ “แต่การโจมตีครั้งนี้ ทำให้เราเห็นว่ามาลากอร์กำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ”
มาสเตอร์เอลโดรันพยักหน้า “ใช่แล้ว การโจมตีหมู่บ้านเล็กๆ เช่นนี้ เป็นเพียงการหยั่งเชิงและสะสมพลังงานแห่งความสิ้นหวัง สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ใกล้เข้ามาทุกขณะ เราต้องเร่งมือ”
เอลาริสเดินเข้าไปหามาสเตอร์เอลโดรัน “แล้วเราจะไปที่ไหนต่อไปคะท่านมาสเตอร์? เราจะหาคทาสุริยันจันทราที่สมบูรณ์ได้จากที่ไหน?”
มาสเตอร์เอลโดรันถอนหายใจ “หัวใจแห่งผู้พิทักษ์เป็นกุญแจสำคัญ แต่คทาสุริยันจันทราที่แท้จริงนั้น ถูกเก็บรักษาไว้ในสถานที่ที่ยากจะเข้าถึง และถูกปกป้องด้วยเวทมนตร์อันทรงพลังจากบรรพบุรุษของเจ้า” เขาเงยหน้ามองไปยังทิศทางที่ภูเขาสูงใหญ่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา “เราจะต้องมุ่งหน้าสู่ ‘ยอดเขาทมิฬ’ เอลาริส”
“ยอดเขาทมิฬ?” เฟย์ริสทวนคำด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ที่นั่นเป็นดินแดนที่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไป ไม่ใช่หรือคะ? มีแต่สัตว์ร้ายและเวทมนตร์มืดมิดปกคลุมอยู่ตลอดเวลา”
“ใช่แล้วเฟย์ริส” มาสเตอร์เอลโดรันยืนยัน “ยิ่งมาลากอร์แข็งแกร่งขึ้นเท่าไหร่ อิทธิพลของมันก็ยิ่งแผ่ขยายออกไป ที่ยอดเขาทมิฬนั้น บัดนี้ถูกครอบงำด้วยพลังแห่งความมืดมิดอย่างสมบูรณ์”
เอลาริสรู้สึกถึงกระแสพลังงานที่ชั่วร้ายที่แผ่ซ่านมาจากทิศทางของยอดเขาทมิฬ มันเป็นความรู้สึกที่เย็นเยือกและมุ่งร้ายยิ่งกว่าที่เธอเคยสัมผัสมา
“แต่ทำไมเราถึงต้องไปที่นั่นคะท่านมาสเตอร์?” เอลาริสถาม
“เพราะคทาสุริยันจันทราถูกเก็บรักษาไว้ใน ‘วิหารแห่งสุริยันจันทรา’ ซึ่งซ่อนอยู่ภายในยอดเขาทมิฬนั่นเอง” มาสเตอร์เอลโดรันอธิบาย “บรรพบุรุษของเจ้าสร้างวิหารนั้นขึ้นมาเพื่อเป็นที่เก็บคทา และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะคอยค้ำจุนสมดุลของโลก แต่เมื่อเวทมนตร์เลือนหายไป วิหารแห่งนั้นก็ถูกทอดทิ้ง และบัดนี้ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมาลากอร์”
ลูเซียสกำดาบแน่น “ถ้าอย่างนั้น เราก็ต้องบุกเข้าไปในรังของศัตรูน่ะสิ”
“ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” มาสเตอร์เอลโดรันกล่าว “เราต้องไปที่นั่น เพื่อเอาคทาสุริยันจันทรากลับคืนมา และผนึกมาลากอร์ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้จะอันตรายที่สุดเท่าที่เคยเจอมา แต่เธอก็ไม่กลัว เธอรู้สึกถึงพลังแห่งสุริยันและจันทราที่หล่อเลี้ยงเธออยู่ และหัวใจแห่งผู้พิทักษ์ที่เต้นระรัวอยู่ในมือของเธอ ก็เป็นเหมือนกำลังใจที่ไม่มีวันหมดสิ้น
“เราไปกันเถอะค่ะ” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น
พวกเขาออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่ยอดเขาทมิฬที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำทะมึน ยิ่งเข้าใกล้ภูเขาเท่าไหร่ อากาศก็ยิ่งเย็นยะเยือกมากขึ้นเท่านั้น พืชพรรณรอบกายเริ่มเหี่ยวเฉาและตายลง ผืนดินแห้งแล้งแตกระแหง และท้องฟ้าก็ถูกบดบังด้วยเมฆดำมืดตลอดเวลา
“ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานของมาลากอร์ที่นี่ มันเข้มข้นจนน่ากลัว” เอลาริสกล่าว เธอรู้สึกราวกับถูกจับจ้องจากเงามืดนับร้อยนับพัน
“จงระวังตัวให้ดีเอลาริส” มาสเตอร์เอลโดรันเตือน “ที่นี่เต็มไปด้วยสมุนของมาลากอร์ และกับดักเวทมนตร์อันร้ายกาจ”
ขณะที่พวกเขาก้าวเดินลึกเข้าไปในหุบเขาเบื้องล่างของยอดเขาทมิฬ แสงสว่างก็เริ่มเลือนหายไปจนเกือบมิด อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพ พวกเขาเห็นต้นไม้ที่บิดเบี้ยวและแห้งตายราวกับถูกดูดกลืนพลังชีวิตไปจนหมด
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง ไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู หากแต่เป็นเสียงที่สะท้อนอยู่ในจิตใจ มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย ความสิ้นหวัง และความเจ็บปวด
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่...เด็กน้อย...” เสียงกระซิบนั้นเอ่ยถาม “เจ้าจะมาตายที่นี่เหมือนคนอื่นๆ อย่างนั้นหรือ?”
เอลาริสรู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วทั้งร่าง เธอพยายามรวบรวมสติ และใช้พลังแห่งจันทราเพื่อสัมผัสถึงแหล่งที่มาของเสียง แต่เสียงนั้นกลับมาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับว่าภูเขาทั้งลูกกำลังกระซิบกับเธอ
“นี่คือ ‘เสียงกระซิบแห่งยอดเขาทมิฬ’” มาสเตอร์เอลโดรันอธิบาย “มาลากอร์ได้ดูดกลืนพลังชีวิตของสถานที่แห่งนี้ และกักเก็บวิญญาณของผู้ที่ตายไปในความมืดมิดไว้ที่นี่ มันพยายามจะบั่นทอนกำลังใจของเจ้า”
“อย่าไปฟังมันเอลาริส!” เฟย์ริสกล่าว “มันพยายามจะทำให้เจ้าหวาดกลัว!”
ลูเซียสกวาดสายตามองรอบๆ อย่างระมัดระวัง “พวกเราต้องระวัง ไม่แน่ว่าอาจจะมีอะไรซุ่มโจมตีอยู่”
ขณะที่พวกเขาก้าวเดินต่อไป เสียงกระซิบก็ดังขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มชัดเจนขึ้น มันเล่าเรื่องราวของความพ่ายแพ้ ความสิ้นหวัง และความมืดมิดที่ไม่สิ้นสุด ภาพหลอนเริ่มปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเอลาริส เธอเห็นภาพของสหายของเธอที่ล้มตายลง ภาพของโลกที่ถูกกลืนกินด้วยความมืดมิด และภาพของตัวเธอเองที่ล้มเหลวในการทำหน้าที่
เอลาริสรู้สึกถึงความกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เธอพยายามที่จะสลัดภาพเหล่านั้นออกไป แต่พวกมันกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
“เจ้าไม่มีทางทำสำเร็จหรอก...” เสียงกระซิบนั้นเย้ยหยัน “มาลากอร์แข็งแกร่งเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้”
“ไม่จริง!” เอลาริสคำราม เธอรวบรวมพลังแห่งสุริยันและจันทรา แสงสีทองและสีม่วงน้ำเงินเปล่งประกายออกจากตัวเธอ แสงนั้นขับไล่เงามืดมิดที่ปกคลุมรอบกายออกไปชั่วขณะ และทำให้เสียงกระซิบเงียบลงไปบ้าง
“ข้าจะไม่ยอมแพ้!” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ข้าจะปกป้องโลกใบนี้ให้ได้!”
ทันใดนั้น ผืนดินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ต้นไม้ที่แห้งตายรอบๆ เริ่มล้มครืนลง เผยให้เห็นรอยแยกขนาดใหญ่บนพื้นดิน และจากรอยแยกนั้น สัตว์ประหลาดรูปร่างประหลาดคล้ายต้นไม้ที่บิดเบี้ยวและมีแขนขาเป็นกิ่งไม้แหลมคม ก็โผล่ขึ้นมา พวกมันคือ ‘วูดโกเล็ม’ ที่ถูกพลังมืดมิดครอบงำ
“พวกมันคือผู้พิทักษ์ของป่า ที่ถูกมาลากอร์ทำให้แปดเปื้อน!” มาสเตอร์เอลโดรันกล่าว “พวกมันแข็งแกร่งมาก!”
วูดโกเล็มพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างบ้าคลั่ง ลูเซียสพุ่งเข้าสกัดพวกมันอย่างกล้าหาญ ฟาดฟันดาบใส่ร่างของวูดโกเล็มอย่างไม่ลดละ เฟย์ริสใช้ธนูยิงลูกศรเวทมนตร์ใส่จุดอ่อนของพวกมันอย่างแม่นยำ
เอลาริสร่ายเวทมนตร์ แสงสีทองพุ่งออกจากฝ่ามือของเธอ เผาวูดโกเล็มตัวหนึ่งจนกลายเป็นเถ้าถ่าน และในขณะเดียวกัน เธอก็ใช้พลังแห่งจันทรา สร้างกำแพงพลังงานสีม่วงน้ำเงินขึ้นมา เพื่อป้องกันการโจมตีจากพวกมัน
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด เอลาริสรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเธอ มันเป็นพลังที่ทั้งร้อนแรงและเย็นเยือกในเวลาเดียวกัน เธอใช้มันเพื่อโจมตีและป้องกัน และเพื่อปกป้องสหายของเธอ
“พวกเราต้องไปให้ถึงวิหาร!” มาสเตอร์เอลโดรันตะโกน “ที่นั่นคือที่เดียวที่จะปลอดภัยจากพลังมืดมิดของมาลากอร์!”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีเวลาที่จะมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี สร้างคลื่นพลังงานขนาดใหญ่พัดพาวูดโกเล็มทั้งหมดกระเด็นไปไกล และใช้โอกาสนั้นนำพาสหายของเธอวิ่งลึกเข้าไปในหุบเขา
เสียงกระซิบแห่งยอดเขาทมิฬยังคงตามหลอกหลอนพวกเขา แต่เอลาริสก็ไม่ยอมให้มันบั่นทอนกำลังใจของเธอ เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องแข็งแกร่งกว่านี้ เพื่อที่จะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่รออยู่เบื้องหน้า
สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ใกล้เข้ามาทุกขณะ และยอดเขาทมิฬก็คือบททดสอบสุดท้ายที่รอคอยพวกเขาอยู่ ก่อนที่จะไปถึงวิหารแห่งสุริยันจันทรา และค้นพบความจริงเบื้องหลังคทาอันศักดิ์สิทธิ์

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก