การเดินทางฝ่าฟันเข้าไปในยอดเขาทมิฬนั้นยากลำบากยิ่งกว่าที่เอลาริสและสหายเคยประสบมา ผืนป่าที่เคยเขียวขจีในอดีต บัดนี้กลายเป็น ‘ป่าอาถรรพ์ที่แปดเปื้อน’ ต้นไม้บิดเบี้ยวราวกับถูกทรมาน กิ่งก้านแห้งกรังเหมือนกระดูกที่ยื่นออกมาจากพื้นดินที่แตกระแหง ดอกไม้ที่เคยงดงามกลับเหี่ยวเฉาและปล่อยกลิ่นอับชื้นน่าสะอิดสะเอียนออกมา อากาศเต็มไปด้วยไอน้ำแข็งที่กัดกินผิวหนัง และความรู้สึกของความมืดมิดที่กดทับจิตวิญญาณ
“พลังของมาลากอร์ครอบงำที่นี่อย่างสมบูรณ์” มาสเตอร์เอลโดรันกล่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม “มันได้ดูดกลืนพลังชีวิตของผืนป่าแห่งนี้ และบิดเบือนทุกสรรพสิ่งให้กลายเป็นความชั่วร้าย”
เอลาริสสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ชั่วร้ายที่แผ่ซ่านมาจากทุกทิศทุกทาง มันเป็นความรู้สึกที่หนาวเย็นและมุ่งร้าย ราวกับมีดที่พร้อมจะแทงทะลุจิตใจของเธอ เธอพยายามใช้พลังแห่งสุริยันและจันทราเพื่อขับไล่มันออกไป แต่พลังของมาลากอร์นั้นเข้มข้นเกินกว่าที่เธอจะต้านทานได้ทั้งหมด
“ระวัง!” ลูเซียสคำราม เขาชักดาบออก ฟาดฟันใส่เถาวัลย์ขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้ามารัดตัวพวกเขา เถาวัลย์นั้นมีหนามแหลมคม และมีสีดำสนิทราวกับถูกย้อมด้วยหมึก
“พวกมันคือ ‘เถาวัลย์มรณะ’ ที่ถูกพลังมืดมิดครอบงำ” เฟย์ริสกล่าวพลางยิงลูกศรเวทมนตร์ใส่เถาวัลย์เหล่านั้น ลูกศรระเบิดออกเป็นประกายไฟสีเขียว ทำให้เถาวัลย์หดตัวกลับไป
การเดินทางผ่านป่าอาถรรพ์ที่แปดเปื้อนเต็มไปด้วยอันตราย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดมากมายที่ถูกมาลากอร์ทำให้แปดเปื้อน ทั้งแมงมุมยักษ์ที่มีดวงตาเรืองแสงสีแดง นกฮูกที่มีปีกเหมือนค้างคาว และหมาป่าที่มีขนสีดำสนิท ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายด้วยความหิวโหยและความมุ่งร้าย
เอลาริสใช้พลังเวทมนตร์ของเธออย่างเต็มที่ เธอร่ายเวทมนตร์แห่งแสงสว่างเพื่อขับไล่ความมืดมิด และร่ายเวทมนตร์แห่งจันทราเพื่อสร้างเกราะป้องกัน และบางครั้ง เธอก็ใช้พลังทั้งสองด้านรวมกัน เพื่อสร้างพลังทำลายล้างที่รุนแรงกว่าเดิม
แต่สิ่งที่ทำให้เธอหนักใจที่สุด คือ ‘เสียงกระซิบ’ ที่ยังคงตามหลอกหลอนเธออยู่ เสียงกระซิบนั้นไม่ใช่เสียงที่มาจากภายนอก หากแต่เป็นเสียงที่สะท้อนอยู่ในจิตใจของเธอ มันเล่าเรื่องราวของความล้มเหลว ความสิ้นหวัง และความโดดเดี่ยวที่รอคอยเธออยู่
“เจ้าจะสู้ไปเพื่ออะไร...” เสียงกระซิบนั้นเอ่ยถาม “สุดท้ายแล้ว เจ้าก็จะล้มเหลวเหมือนบรรพบุรุษของเจ้า”
เอลาริสกัดฟันแน่น เธอพยายามที่จะไม่ฟังเสียงนั้น แต่บางครั้ง เธอก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ ว่าสิ่งที่เสียงนั้นพูดอาจเป็นความจริง
“อย่าไปฟังมันเอลาริส!” มาสเตอร์เอลโดรันเตือน “มันคือภาพลวงตาที่มาลากอร์สร้างขึ้น เพื่อบั่นทอนกำลังใจของเจ้า”
“แต่ถ้ามันเป็นความจริงล่ะคะ ท่านมาสเตอร์?” เอลาริสถาม เสียงของเธอสั่นเครือ
มาสเตอร์เอลโดรันหยุดเดิน เขาหันมามองเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา “ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรเอลาริส แต่สิ่งที่เราทำได้คือการต่อสู้เพื่อสิ่งที่เราเชื่อมั่น และการไม่ยอมแพ้ต่อความสิ้นหวัง”
คำพูดของมาสเตอร์เอลโดรันทำให้เอลาริสรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องแข็งแกร่งกว่านี้ เพื่อที่จะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่รออยู่เบื้องหน้า
พวกเขาเดินทางลึกเข้าไปในป่าอาถรรพ์ที่แปดเปื้อน จนกระทั่งมาถึง ‘ใจกลางป่า’ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พลังมืดมิดเข้มข้นที่สุด ที่นั่นมีต้นไม้ขนาดมหึมาต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ลำต้นของมันบิดเบี้ยวและมีหนามแหลมคม กิ่งก้านของมันดูเหมือนมือที่ยื่นออกมาจากนรก และใบของมันก็มีสีดำสนิท
“นี่คือ ‘ต้นไม้วิญญาณมืด’” มาสเตอร์เอลโดรันอธิบาย “มาลากอร์ใช้มันเป็นแหล่งพลังงาน และเป็นที่ซ่อนของสมุนที่แข็งแกร่งที่สุดของมัน”
ทันใดนั้น เสียงคำรามอันดุร้ายก็ดังขึ้นจากต้นไม้วิญญาณมืด เงาร่างขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากเงามืด มันคือ ‘วอร์เดนแห่งความมืด’ สมุนของมาลากอร์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ผิวหนังเป็นสีดำสนิท ดวงตาเรืองแสงสีแดงก่ำ และมีอาวุธคล้ายเคียวขนาดใหญ่ที่ทำจากเงามืด
“หยุดอยู่ตรงนั้น!” วอร์เดนแห่งความมืดคำราม เสียงของมันดุดันราวกับเสียงคำรามของปีศาจ “ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ผ่านไปได้!”
“เราจะผ่านไปให้ได้!” ลูเซียสกล่าว เขาพุ่งเข้าใส่วอร์เดนแห่งความมืด ฟาดฟันดาบใส่มันอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
วอร์เดนแห่งความมืดปัดป้องการโจมตีของลูเซียสด้วยเคียวของมัน มันแข็งแกร่งและว่องไวกว่าที่พวกเขาคิด การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ลูเซียสพยายามที่จะโจมตีจุดอ่อนของมัน แต่ วอร์เดนแห่งความมืดก็ป้องกันตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม
เฟย์ริสยิงลูกศรเวทมนตร์ใส่ วอร์เดนแห่งความมืด แต่ลูกศรของเธอก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับมันได้มากนัก
“มันแข็งแกร่งเกินไป!” เฟย์ริสกล่าวอย่างตกใจ
เอลาริสรู้ดีว่าเธอจะต้องทำอะไรบางอย่าง เธอหลับตาลงชั่วครู่ รวบรวมพลังแห่งสุริยันและจันทราทั้งหมดที่มีในตัว เธอจำคำพูดของมาสเตอร์เอลโดรันที่ว่า “คทาต้องการหัวใจของผู้ถือครอง” เธอสัมผัสถึงหัวใจแห่งผู้พิทักษ์ที่เต้นระรัวในมือของเธอ
เมื่อลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองและสีม่วงน้ำเงิน เธอพุ่งเข้าใส่วอร์เดนแห่งความมืด เธอร่ายเวทมนตร์แห่งแสงสว่าง แสงสีทองพุ่งออกจากฝ่ามือของเธอ พัดพาวอร์เดนแห่งความมืดกระเด็นไปไกล และในขณะเดียวกัน เธอก็ร่ายเวทมนตร์แห่งจันทรา สร้างกำแพงพลังงานสีม่วงน้ำเงินขึ้นมา เพื่อป้องกันการโจมตีจากมัน
วอร์เดนแห่งความมืดคำรามด้วยความโกรธ มันพุ่งเข้าใส่เอลาริสอีกครั้ง คราวนี้มันใช้พลังทั้งหมดที่มี มันสร้างคลื่นพลังงานความมืดขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่เอลาริส
เอลาริสรู้ดีว่าเธอจะต้องหยุดยั้งมันให้ได้ เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี สร้างคลื่นพลังงานแห่งสุริยันจันทรา แสงสีทองและสีม่วงน้ำเงินหลอมรวมกันเป็นลำแสงขนาดใหญ่ พุ่งเข้าใส่คลื่นพลังงานความมืดของวอร์เดนแห่งความมืด
พลังทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดแรงระเบิดขนาดใหญ่ เสียงดังกึกก้องไปทั่วทั้งป่าอาถรรพ์ที่แปดเปื้อน แสงสว่างและเงามืดปะทะกันอย่างดุเดือด
เมื่อฝุ่นควันจางหายไป วอร์เดนแห่งความมืดก็ล้มลงไปนอนกับพื้น ร่างกายของมันสั่นสะท้าน และพลังงานความมืดที่ปกคลุมรอบกายของมันก็เริ่มเลือนหายไป
“เราทำได้แล้ว!” เฟย์ริสตะโกนด้วยความดีใจ
เอลาริสหอบหายใจอย่างเหนื่อยหอบ ร่างกายของเธออ่อนล้า แต่เธอก็รู้สึกถึงชัยชนะที่เธอเพิ่งได้รับ เธอได้พิสูจน์แล้วว่าเธอสามารถต่อสู้กับพลังแห่งความมืดมิดของมาลากอร์ได้
มาสเตอร์เอลโดรันเดินเข้ามาหาเอลาริส “เจ้าทำได้ดีมากเอลาริส เจ้าได้แสดงให้เห็นถึงพลังที่แท้จริงของเจ้าแล้ว”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ แต่เธอก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
พวกเขาเดินทางต่อไป ยังคงต้องมุ่งหน้าสู่ยอดเขาทมิฬ ที่วิหารแห่งสุริยันจันทรากำลังรอคอยพวกเขาอยู่ พร้อมกับความจริงเบื้องหลังคทาอันศักดิ์สิทธิ์ และการเผชิญหน้ากับมาลากอร์ที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก