ชัยชนะเหนือราชาปีศาจมาลากอร์นำมาซึ่งความสงบสุขชั่วคราวแก่ทุกอาณาจักร ทว่าสำหรับเอลาริสและสหายแล้ว การเดินทางยังมิได้สิ้นสุดลง คทาสุริยันจันทราในมือของเธอยังคงเปล่งประกายอ่อนโยน แต่ความรู้สึกภายในของเอลาริสกลับบอกว่าภารกิจที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นขึ้น
"มาลากอร์ถูกทำลายไปแล้ว แต่พลังแห่งความมืดมิดยังคงหลงเหลืออยู่" เฟรย่ากล่าวขณะที่พวกเขากำลังเดินทางกลับไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรมนุษย์ "และสิ่งสำคัญที่สุดคือการฟื้นฟูเวทมนตร์ให้กลับคืนสู่โลก"
"แล้วเราจะทำอย่างไร?" ลิริอัสถาม
"ราชวงศ์สุริยันจันทรามีหน้าที่ไม่เพียงแค่ปกป้องโลก แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้รักษาสมดุลแห่งเวทมนตร์" เอลาริสกล่าว พลางมองไปยังคทาในมือ "ฉันรู้สึกว่าคทาเล่มนี้กำลังบอกฉันถึงสิ่งที่เราต้องทำต่อไป"
เสียงกระซิบจากคทาในครั้งนี้ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ มันไม่ใช่คำพูด แต่เป็นภาพที่ฉายชัดในจิตใจของเอลาริส ภาพของอาณาจักรที่รุ่งเรืองในอดีต ภาพของราชินีผู้ปกครองที่ใช้พลังแห่งคทาในการเยียวยาโลกที่บอบช้ำ และภาพของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์โบราณที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ซึ่งเป็นที่ประทับของ "บัลลังก์แห่งดวงดาว"
"บัลลังก์แห่งดวงดาว!" เฟรย่าอุทานเมื่อเอลาริสเล่าสิ่งที่เห็น "นั่นคือบัลลังก์ที่ราชินีแห่งสุริยันจันทราใช้ในการปกครองอาณาจักรและเป็นศูนย์รวมพลังเวทมนตร์ของโลก!"
"ถ้าอย่างนั้นเราต้องไปที่นั่น" เอลาริสกล่าว "ฉันรู้สึกว่านั่นคือที่ที่เราจะสามารถฟื้นฟูเวทมนตร์ให้กลับคืนสู่โลกได้"
เมื่อมาถึงเมืองหลวง ผู้คนต่างพากันออกมายืนรอต้อนรับพวกเขาอย่างคับคั่ง เสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วถนน ทุกคนต่างชื่นชมยินดีกับการกลับมาของวีรบุรุษผู้กอบกู้โลก เอลาริสในชุดสีขาวบริสุทธิ์ที่ถือคทาสุริยันจันทราเปล่งประกายเจิดจ้า ดูสง่างามราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาจากสรวงสวรรค์
แต่เธอก็ไม่ได้หลงระเริงไปกับคำสรรเสริญ เธอรู้ว่าหน้าที่ของเธอยังไม่จบสิ้น
พวกเขาตรงไปยังปราสาทหลวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของบัลลังก์แห่งดวงดาว ปราสาทนั้นงดงามและโอ่อ่าเกินกว่าที่เอลาริสจะจินตนาการได้ ผนังปราสาทประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าระยิบระยับ และมีภาพวาดฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทรา
เมื่อมาถึงห้องโถงบัลลังก์ พวกเขาก็พบกับบัลลังก์ขนาดใหญ่ที่ทำจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ประดับด้วยแซฟไฟร์สีน้ำเงินเข้มที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว ด้านหลังบัลลังก์มีภาพวาดฝาผนังขนาดมหึมาที่แสดงถึงดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่โคจรอยู่ร่วมกัน
"นี่คือบัลลังก์แห่งดวงดาว" เฟรย่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพ "มีเพียงราชินีแห่งสุริยันจันทราเท่านั้นที่จะสามารถนั่งบนบัลลังก์นี้ได้"
เอลาริสเดินตรงไปยังบัลลังก์ เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากมัน ราวกับว่ามันกำลังเรียกหาเธอ เธอวางคทาสุริยันจันทราลงบนแท่นที่อยู่ด้านหน้าบัลลังก์ คทาส่องแสงสว่างจ้าขึ้นมาทันที แสงนั้นพุ่งเข้าสู่บัลลังก์ ทำให้บัลลังก์เปล่งแสงสีทองและสีเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน เสียงกระซิบจากคทาก็ดังขึ้นในจิตใจของเอลาริส เสียงนั้นบอกว่า "ผู้เป็นทายาทแห่งสุริยันจันทรา จงนั่งลงบนบัลลังก์แห่งดวงดาว และรับการทดสอบแห่งราชินี"
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ว่าเธอต้องทำอะไร เธอเดินขึ้นบันไดไปยังบัลลังก์ และนั่งลงบนมันอย่างสง่างาม ทันใดนั้น แสงสีทองและสีเงินก็พุ่งออกมาจากบัลลังก์ โอบล้อมร่างของเอลาริสไว้ทั้งหมด เธอรู้สึกถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลเวียนเข้าสู่ตัวเธอ มันเป็นพลังที่บริสุทธิ์และทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ
ในขณะเดียวกัน ภาพต่างๆ ก็ผุดขึ้นในจิตใจของเธอ ภาพของอาณาจักรที่กำลังล่มสลาย ผู้คนกำลังอดอยากและล้มตายจากภัยพิบัติที่เกิดจากความมืดมิดที่มาลากอร์สร้างขึ้น ภาพของความสิ้นหวังและความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วโลก
เสียงกระซิบจากบัลลังก์ดังขึ้นในจิตใจของเธอ "ราชินีแห่งสุริยันจันทรา จงตัดสินใจ! เจ้าจะเลือกปกป้องโลกใบนี้ด้วยวิธีการใด? เจ้าจะเลือกที่จะใช้พลังแห่งสุริยันในการทำลายล้างความชั่วร้าย หรือจะเลือกใช้พลังแห่งจันทราในการเยียวยาและฟื้นฟูโลกที่บอบช้ำ?"
เอลาริสรู้ว่านี่คือบททดสอบแห่งราชินี เธอต้องตัดสินใจเลือกทางเดินของเธอ เธอหลับตาลง เธอคิดถึงสิ่งที่เธอได้เห็น ได้สัมผัส และได้เรียนรู้จากการเดินทางของเธอ เธอคิดถึงผู้คนที่เธอได้พบเจอ ความหวังของพวกเขา ความเจ็บปวดของพวกเขา
เธอรู้ว่าการทำลายล้างความชั่วร้ายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เธอต้องเยียวยาและฟื้นฟูโลกที่บอบช้ำด้วย เธอต้องนำความหวังกลับคืนสู่ผู้คน
เอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ข้าจะเลือกทั้งสองอย่าง! ข้าจะใช้พลังแห่งสุริยันในการทำลายล้างความชั่วร้าย และข้าจะใช้พลังแห่งจันทราในการเยียวยาและฟื้นฟูโลกที่บอบช้ำ! ข้าจะนำความสมดุลกลับคืนสู่โลกใบนี้!"
ทันใดนั้น แสงสีทองและสีเงินที่โอบล้อมร่างของเอลาริสก็สว่างจ้ายิ่งกว่าเดิม แสงนั้นพุ่งขึ้นสู่เพดานปราสาท และทะลุผ่านหลังคาปราสาทขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงนั้นสว่างไสวยิ่งกว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์รวมกัน แสงนั้นแผ่ขยายออกไปทั่วโลก ราวกับว่ากำลังฟื้นฟูเวทมนตร์ให้กลับคืนสู่ทุกสิ่งทุกอย่าง
ผู้คนในเมืองหลวงต่างพากันเงยหน้ามองท้องฟ้า แสงสว่างนั้นทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย พวกเขารู้สึกถึงพลังงานเวทมนตร์ที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างของพวกเขา เวทมนตร์ที่เคยจางหายไป บัดนี้ได้กลับคืนมาอีกครั้ง
เอลาริสรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์ เธอรู้สึกถึงพลังงานเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง เธอรู้สึกถึงชีวิตที่กำลังกลับคืนมา
เมื่อแสงสว่างจางลง เอลาริสก็ลุกขึ้นจากบัลลังก์ คทาสุริยันจันทราในมือของเธอยังคงเปล่งแสงเรืองรอง แต่คราวนี้แสงของมันไม่ได้เป็นเพียงแค่แสงสว่าง แต่เป็นแสงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เป็นแสงแห่งความหวัง
"เธอทำได้แล้วเอลาริส" เฟรย่ากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ "เธอได้รับการยอมรับจากบัลลังก์แห่งดวงดาว เธอคือราชินีแห่งสุริยันจันทราอย่างแท้จริง"
เครอสตันและลิริอัสก็เดินเข้ามาหาเอลาริสด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจและภาคภูมิใจ
"ขอแสดงความยินดีด้วยฝ่าบาท" เครอสตันกล่าว พลางคุกเข่าลงต่อหน้าเอลาริส
ลิริอัสก็คุกเข่าลงตามเครอสตัน เฟรย่าก็เช่นกัน
เอลาริสมองไปยังสหายของเธอ เธอรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว เธอมีสหายที่พร้อมจะยืนเคียงข้างเธอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
"จงลุกขึ้นเถิดสหายของข้า" เอลาริสกล่าว "เรายังมีหน้าที่อีกมากมายที่ต้องทำ"
เธอรู้ว่าการเป็นราชินีแห่งสุริยันจันทราไม่ได้หมายถึงการได้นั่งบนบัลลังก์และออกคำสั่ง แต่หมายถึงการเป็นผู้พิทักษ์แห่งแสงสว่าง การเป็นผู้เยียวยาโลกที่บอบช้ำ และการนำความหวังกลับคืนสู่ผู้คน
เธอรู้ว่าการเดินทางของเธอยังไม่จบสิ้น การผจญภัยครั้งใหม่กำลังรอคอยเธออยู่ และเธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันด้วยพลังแห่งสุริยันจันทรา และด้วยความช่วยเหลือจากสหายผู้กล้าของเธอ
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า แสงสว่างจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ส่องสว่างลงมาอย่างอบอุ่น ราวกับกำลังอวยพรให้ราชินีองค์ใหม่แห่งสุริยันจันทรา

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก