การเดินทางจากดินแดนแห่งน้ำแข็งนิรันดร์สู่วิหารแห่งแสงนั้นเต็มไปด้วยความเร่งรีบและภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ แสงจันทร์คู่บนฟากฟ้าเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในยามค่ำคืน แต่กลับไม่ใช่แสงนวลตาที่เคยคุ้น หากเป็นแสงที่หม่นหมองและแฝงด้วยลางร้าย ราวกับว่าสุริยคราสกำลังคืบคลานเข้าใกล้กว่าที่คิด
ระหว่างทาง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเหล่าสมุนของมาลากอร์ที่ปรากฏตัวออกมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ ปีศาจเงาที่ว่องไว ปีศาจหินที่แข็งแกร่ง และปีศาจเวทที่ปล่อยคาถาแห่งความมืดมิดออกมาอย่างไม่ลดละ แต่ด้วยพลังที่สมบูรณ์ของคทาสุริยันจันทราและทักษะการต่อสู้ของสหาย เอลาริสก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นไปได้
เอลาริสรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอ เธอสามารถควบคุมพลังแห่งสุริยันและจันทราได้ดั่งใจนึก ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเปลวไฟสีทองที่เผาผลาญความมืดมิด หรือการเรียกสายน้ำแข็งสีเงินที่แช่แข็งศัตรู เธอสามารถผสานพลังทั้งสองได้อย่างลงตัว สร้างสรรค์เวทมนตร์รูปแบบใหม่ๆ ที่ทรงอานุภาพ
“มาลากอร์กำลังรู้สึกถึงพลังของเจ้า เอลาริส” คาเอเลนกล่าวในขณะที่พวกเขากำลังพักเหนื่อยอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง มองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างที่ถูกปกคลุมด้วยเงามืดของปีศาจ “มันกำลังพยายามทุกวิถีทางที่จะหยุดยั้งเจ้า”
“แต่เราจะไม่ยอมให้มันทำสำเร็จ” โรริกกล่าวอย่างหนักแน่น ดาบใหญ่ในมือของเขาสะท้อนแสงจันทร์คู่ให้ทอประกาย “เราจะปกป้องเจ้าจนกว่าภารกิจจะสำเร็จ”
ลีร่าพยักหน้า ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “เราจะร่วมเดินทางไปกับเธอจนถึงที่สุด”
เอลาริสรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เธอรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวในการต่อสู้ครั้งนี้ สหายของเธอคือแสงสว่างที่นำทางเธอผ่านความมืดมิด
“วิหารแห่งแสง... มันอยู่ที่ไหนกันคะ” เอลาริสถาม คาเอเลนคลี่แผนที่โบราณที่ทำจากหนังสัตว์ออกมา แผนที่นั้นเก่าแก่จนแทบจะผุพัง
“ตามตำนาน วิหารแห่งแสงตั้งอยู่บน ‘ยอดเขาแห่งตะวันรุ่ง’ ซึ่งถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งเวทมนตร์” คาเอเลนชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผนที่ “แต่หลังจากที่มาลากอร์ถูกผนึกไปเมื่อครั้งอดีต วิหารแห่งนี้ก็ถูกซ่อนเร้นจากโลกภายนอก ไม่มีใครสามารถหามันพบได้อีกเลย”
“แล้วเราจะหามันพบได้อย่างไรคะ” ลีร่าถาม
“คทาสุริยันจันทราของเจ้าคือคำตอบ เอลาริส” คาเอเลนตอบ “พลังของคทาจะนำทางเราไปสู่ประตูแห่งวิหาร”
พวกเขาออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่ยอดเขาแห่งตะวันรุ่ง ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในอาณาจักร ยอดเขาถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบที่ดูราวกับม่านหมอกแห่งเวทมนตร์จริงๆ อากาศรอบๆ ยอดเขาเต็มไปด้วยพลังงานเวทมนตร์ที่เข้มข้นจนสัมผัสได้
ขณะที่พวกเขาปีนขึ้นไปบนยอดเขา คทาสุริยันจันทราในมือของเอลาริสก็เริ่มสั่นสะเทือนถี่ขึ้นเรื่อยๆ แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกมาจากคทาอย่างต่อเนื่อง ราวกับเข็มทิศที่กำลังนำทางพวกเขาไป
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ลอยมาปะทะโสตประสาทของเอลาริส เสียงนั้นฟังดูคุ้นเคย ราวกับเสียงของบรรพบุรุษที่กำลังเรียกหาเธอ เธอหลับตาลง และปล่อยให้เสียงกระซิบนั้นนำทางเธอไป
“ตามข้ามา” เอลาริสกล่าว พลางก้าวเดินเข้าไปในม่านหมอกหนาทึบที่บดบังทัศนียภาพจนมิด สหายทั้งสามเดินตามเธอไปอย่างไม่ลังเล
ภายในม่านหมอกนั้นมองไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงแสงสว่างจากคทาของเอลาริสเท่านั้นที่ช่วยนำทางพวกเขาไป พวกเขาเดินผ่านความว่างเปล่าที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับว่าพวกเขาได้ก้าวข้ามผ่านมิติเวลา
ในที่สุด แสงสว่างจางๆ ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ม่านหมอกค่อยๆ จางหายไป เผยให้เห็นทิวทัศน์ที่น่าอัศจรรย์ใจ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือวิหารโบราณขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ วิหารนั้นตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า รายล้อมด้วยเมฆหมอกที่ลอยอยู่ต่ำกว่าระดับวิหาร ราวกับว่าวิหารแห่งนี้กำลังลอยอยู่บนก้อนเมฆ ผนังวิหารถูกแกะสลักด้วยลวดลายของสุริยันจันทราและดวงดาว ประตูวิหารทำจากไม้เนื้อแข็งสีดำสนิท ประดับด้วยอักขระโบราณที่เรืองแสงสีทองและสีเงิน
“วิหารแห่งแสง” คาเอเลนพึมพำด้วยความทึ่ง “มันยังคงอยู่จริงๆ”
“มันงดงามมาก” ลีร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม
โรริกมองไปที่ประตูวิหารอย่างระมัดระวัง “ดูเหมือนว่ามันจะถูกปิดผนึกไว้ด้วยเวทมนตร์”
เอลาริสเดินตรงไปยังประตูวิหาร คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม แสงสีทองและสีเงินจากคทาพุ่งเข้าสู่ประตูวิหารทันทีที่เธอเข้าใกล้ อักขระโบราณบนประตูวิหารเรืองแสงขึ้นพร้อมกัน เกิดเสียงกระหึ่มดุจฟ้าผ่า ประตูวิหารค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นภายในวิหารที่มืดมิดและลึกลับ
“ดูเหมือนว่าเราจะถูกต้อนรับ” คาเอเลนกล่าว
พวกเขาก้าวเข้าไปในวิหารอย่างระมัดระวัง ภายในวิหารนั้นกว้างใหญ่และโอ่อ่ากว่าที่เห็นจากภายนอกมาก เพดานวิหารสูงเสียดฟ้า ประดับด้วยดวงดาวจำลองที่เปล่งแสงระยิบระยับราวกับท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยดวงดาว เสาหินขนาดใหญ่ที่แกะสลักอย่างประณีตตั้งตระหง่านอยู่เป็นแถวสองข้างทาง
ที่ปลายสุดของโถงวิหาร มีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ แท่นบูชานั้นทำจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์เช่นกัน และมีสัญลักษณ์ของสุริยันจันทราสลักอยู่ตรงกลาง เบื้องหลังแท่นบูชาคือภาพวาดขนาดมหึมาที่เลือนราง บอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์โบราณ การต่อสู้กับมาลากอร์ และการผนึกราชาปีศาจด้วยพลังของสุริยันจันทรา
“นี่คือที่ที่บรรพบุรุษของเจ้าเคยใช้ผนึกมาลากอร์” คาเอเลนกล่าว “และมันก็จะเป็นที่ที่เจ้าจะผนึกมันอีกครั้ง”
ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มก็ดังขึ้นจากเบื้องบน แท่นหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่รอบๆ ห้องโถงเริ่มสั่นสะเทือน แสงสว่างจ้าสีดำทะมึนพุ่งออกมาจากแท่นหินเหล่านั้น รูปร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาสามตนค่อยๆ ปรากฏขึ้น มันคือ “ผู้พิทักษ์แห่งความมืด” ที่มาลากอร์สร้างขึ้นเพื่อปกป้องวิหารแห่งนี้ มันมีรูปร่างคล้ายอัศวินโครงกระดูกขนาดมหึมา สวมชุดเกราะสีดำสนิท ดวงตาของมันเปล่งประกายสีแดงก่ำดุจถ่านไฟ
“ผู้รุกราน!” เสียงคำรามกึกก้องดุจฟ้าผ่า สะท้านไปทั่วทั้งวิหาร “เจ้ามิอาจเข้าถึงพลังของวิหารแห่งแสงได้!”
เอลาริสกำคทาสุริยันจันทราแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความประหวั่นพรั่นพรึง พลังเวทในกายเธอพลุ่งพล่านราวกับกระแสน้ำเชี่ยว “พวกเขาคือผู้พิทักษ์ของมาลากอร์” เธอเอ่ยเสียงเบา “เราต้องผ่านพวกเขาไปให้ได้”
โรริกชักดาบใหญ่ขึ้นมาจนสุดคมดาบสะท้อนแสงจากดวงดาวจำลองให้ทอประกายระยิบระยับ “ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้พวกมันได้ลิ้มรสคมดาบของข้า!” เขาคำรามอย่างฮึกเหิม ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าเพื่อเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์แห่งความมืดตนแรก
ผู้พิทักษ์แห่งความมืดพุ่งเข้าใส่โรริกอย่างรวดเร็วเกินคาด ดาบขนาดมหึมาที่ทำจากเงามืดฟาดลงมาหวังจะบดขยี้เขาให้แหลกละเอียด ทว่าโรริกกลับว่องไวเกินกว่าที่รูปร่างอันใหญ่โตของเขาจะบอกได้ เขาหลบหลีกการโจมตีได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกับตวัดดาบใหญ่เข้าใส่ขาของอัศวินโครงกระดูกอย่างรวดเร็ว
“ครืนนน!” เสียงโลหะกระทบกันดังกึกก้อง สะเก็ดไฟสีดำกระเด็นไปทั่ว ทว่าคมดาบของโรริกกลับทำได้เพียงแค่สร้างรอยร้าวเล็กน้อยบนชุดเกราะของมันเท่านั้น มันยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง
ในขณะเดียวกัน ผู้พิทักษ์แห่งความมืดอีกสองตนก็พุ่งเป้าไปที่เอลาริสและคาเอเลน พวกมันปล่อยลูกบอลพลังงานแห่งความมืดออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง
คาเอเลนร่ายเวทป้องกันด้วยความรวดเร็ว แผงกำแพงพลังเวทสีทองอร่ามปรากฏขึ้นตรงหน้าเอลาริสและตัวเขาเอง ลูกบอลพลังงานแห่งความมืดปะทะเข้าใส่กำแพงเวทมนตร์อย่างจัง เกิดเสียงปะทะที่รุนแรงจนวิหารสั่นสะเทือน กำแพงเวทมนตร์แตกร้าว แต่ก็ยังคงต้านทานไว้ได้
“พวกมันแข็งแกร่งมาก!” คาเอเลนอุทาน สีหน้าเคร่งเครียด “พลังแห่งความมืดของพวกมันรุนแรงเกินกว่าที่ฉันจะต้านทานได้นาน!”
ลีร่าที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ดึงลูกธนูขึ้นคันชักอย่างรวดเร็ว ปลายลูกธนูเปล่งประกายสีเขียวเรืองรอง เธอเล็งไปที่ดวงตาของอัศวินโครงกระดูก “พวกมันน่าจะมีจุดอ่อน! ลองที่ดวงตา!”
ลูกธนูพุ่งออกจากคันธนูด้วยความเร็วสูง ปักเข้าที่ดวงตาข้างหนึ่งของอัศวินโครงกระดูกอย่างแม่นยำ “โฮกกก!” อัศวินโครงกระดูกคำรามด้วยความเจ็บปวด แสงสีแดงก่ำจากดวงตาของมันริบหรี่ลงเล็กน้อย
เอลาริสเห็นดังนั้นก็รับรู้ถึงแนวทาง เธอหลับตาลงเล็กน้อย รวบรวมพลังเวททั้งหมดที่ไหลเวียนอยู่ในกาย คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม แสงสีทองและสีเงินผสานกันเป็นเกลียวคลื่นพลังงานที่ทรงอานุภาพ เธอชี้คทาขึ้นไปที่เพดานวิหาร
“สุริยันจันทราเอย จงสำแดงพลัง!” เอลาริสเปล่งเสียงก้อง แสงสว่างจากดวงดาวจำลองบนเพดานวิหารพลันสว่างจ้ายิ่งขึ้น แสงเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นลำแสงขนาดใหญ่ พุ่งลงมาสู่คทาของเอลาริส
คทาสุริยันจันทราดูดซับพลังงานจากดวงดาวเหล่านั้นไว้ ก่อนที่จะปล่อยพลังเวทพุ่งออกจากคทาเป็นลำแสงสีทองและสีเงินที่รุนแรง พุ่งเข้าใส่ผู้พิทักษ์แห่งความมืดทั้งสามตนพร้อมกัน
ลำแสงสีทองและสีเงินปะทะเข้ากับผู้พิทักษ์แห่งความมืดอย่างจัง แรงปะทะรุนแรงจนผู้พิทักษ์แห่งความมืดเซถอยหลังไปหลายก้าว ร่างกายของพวกมันเริ่มมีรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น แสงสีดำทะมึนที่ห่อหุ้มร่างของพวกมันเริ่มจางหายไป
“พวกมันกำลังอ่อนแอลง!” โรริกคำรามด้วยความยินดี เขาไม่รอช้า พุ่งเข้าใส่ผู้พิทักษ์แห่งความมืดที่กำลังสั่นคลอนอย่างไม่ลดละ ตวัดดาบใหญ่ฟันเข้าใส่รอยร้าวบนอกของมันอย่างสุดแรงเกิด “ผลาญมันให้สิ้นซาก!”
ดาบของโรริกฟันลงไปในรอยร้าวอย่างแม่นยำ ทำให้รอยร้าวขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว “โครมมม!” ร่างของอัศวินโครงกระดูกแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กลายเป็นเพียงฝุ่นผงสีดำที่ลอยหายไปในอากาศ
เมื่อเห็นสหายร่วมรบพ่ายแพ้ ผู้พิทักษ์แห่งความมืดอีกสองตนก็ยิ่งบ้าคลั่ง มันพุ่งเข้าใส่เอลาริสอย่างไม่คิดชีวิต แต่ครั้งนี้เอลาริสเตรียมพร้อมแล้ว เธอหลับตาลงอีกครั้ง คทาสุริยันจันทราส่องประกายเจิดจ้ากว่าครั้งใด เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานของสุริยันและจันทราที่หลอมรวมกันอยู่ในกายเธออย่างสมบูรณ์
“แสงแห่งสุริยันจันทรา จงชำระล้าง!” เสียงของเอลาริสไม่ได้เป็นเพียงเสียงของเด็กสาวอีกต่อไป หากแต่เป็นเสียงที่ก้องกังวาน ทรงพลัง ราวกับเสียงแห่งเทพธิดาโบราณ ลำแสงแห่งพลังเวทสีขาวบริสุทธิ์พุ่งออกจากคทาเป็นวงกว้างเข้าโอบล้อมผู้พิทักษ์แห่งความมืดไว้ พลังงานอันบริสุทธิ์นั้นมิได้ทำลายล้าง หากแต่ชำระล้างพลังงานเวทมนตร์แห่งความมืดที่ยึดเหนี่ยวร่างของพวกมันไว้
ผู้พิทักษ์แห่งความมืดส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด ร่างของพวกมันเริ่มโปร่งแสงขึ้นเรื่อยๆ แสงสีแดงก่ำที่เคยส่องประกายจากดวงตาค่อยๆ ดับวูบลง ก่อนที่พวกมันจะสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นผงแห่งแสงสีขาวราวกับหิมะที่ละลายหายไปในอากาศ
ความเงียบเข้าปกคลุมวิหารอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของพวกเขาเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่ เอลาริสมองไปที่คทาในมือ แสงสว่างจากคทาจางลงเล็กน้อย แต่เธอรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในตัวเธอเอง พลังเวทของเธอแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความผูกพันกับคทาก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น
“เจ้าทำได้ดีมาก เอลาริส” คาเอเลนกล่าวด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม “เจ้าได้พิสูจน์แล้วว่าเจ้าคือทายาทที่แท้จริงของราชวงศ์โบราณ”
โรริกเก็บดาบเข้าฝัก เขามองเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพ “มาลากอร์จะไม่มีทางเอาชนะเจ้าได้”
ลีร่ายิ้มให้กับเอลาริส “ฉันรู้มาตลอดว่าเธอทำได้”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านในหัวใจจากคำพูดของสหาย เธอรู้ว่าการต่อสู้ที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้าอาจยิ่งใหญ่กว่านี้หลายเท่า แต่ด้วยสหายผู้กล้าหาญเคียงข้าง และพลังของคทาสุริยันจันทราในมือ เธอเชื่อว่าเธอจะสามารถเผชิญหน้ากับทุกสิ่งได้
พวกเขาทั้งสี่เดินตรงไปยังแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางวิหาร เบื้องหลังแท่นบูชาคือภาพวาดขนาดมหึมาที่บอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์โบราณและการผนึกมาลากอร์
“ที่นี่คือที่ที่เราจะผนึกมาลากอร์” คาเอเลนกล่าว “แต่ก่อนอื่น เราจะต้องค้นหาความจริงเกี่ยวกับสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ให้ได้”
เอลาริสมองไปที่ภาพวาดโบราณนั้น เธอยื่นมือออกไปสัมผัสภาพวาดอย่างแผ่วเบา คทาสุริยันจันทราในมือของเธอสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับว่ามันกำลังพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับเธอ
ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากภาพวาด แสงนั้นเข้าห่อหุ้มเอลาริสไว้ และดึงเธอเข้าไปในภาพวาดนั้นอย่างรวดเร็ว
“เอลาริส!” สหายทั้งสามอุทานด้วยความตกใจ พวกเขารีบวิ่งเข้าไปหาเอลาริส แต่ก็ไม่ทันแล้ว ร่างของเอลาริสหายไปแล้ว เหลือไว้เพียงคทาสุริยันจันทราที่ตกอยู่บนพื้นวิหาร และแสงสว่างที่ค่อยๆ จางหายไปจากภาพวาด
คาเอเลน โรริก และลีร่า มองหน้ากันด้วยความตกใจและกังวล พวกเขารู้ว่าเอลาริสได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งความทรงจำ โลกที่ซ่อนความจริงเกี่ยวกับสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ และชะตากรรมของราชวงศ์โบราณไว้

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก